การประมูลขายที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ เนื้อที่ 20 ไร่ ทำเลทองถนนวิทยุ อันเป็นพื้นที่สีเขียวไม่กี่ผืนใจกลางเมือง เพื่อใช้ประโยชน์สูงสุดในเชิงเศรษฐกิจ
แต่ลองสำรวจตัวอย่างจากต่างประเทศ ที่พยายามเก็บที่ดินกลางเมืองให้เปลี่ยนเป็นสวนสาธารณะคือการใช้ประโยชน์คุ้มที่สุดถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน
ทุกวันนี้กรุงเทพมหานครมีพื้นที่สีเขียวเฉลี่ย 6 ตารางเมตรต่อคน ขณะที่สัดส่วนตามมาตรฐานสากลคือ 9 ตารางเมตรต่อคน ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์กลับมีพื้นที่สีเขียวถึง 66 ตารางเมตรต่อคน มากกว่ากรุงเทพมหานครถึงสิบเท่า
ลี กวนยู อดีตผู้นำของสิงคโปร์เคยพูดถึงวิสัยทัศน์ของเขาไว้หลายสิบปีว่า “ผมมีความเชื่อว่าเมืองที่มีภูมิทัศน์เสื่อมโทรมและป่าคอนกรีตทำลายจิตวิญญาณของมนุษย์ พวกเราต้องการพื้นที่สีเขียวของธรรมชาติเพื่อยกระดับจิตวิญญาณของเรา”
พื้นที่สีเขียวคือส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมืองสิงคโปร์มาตลอด รัฐบาลให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียวพอๆ กับการก่อสร้างอาคาร
ทุกวันนี้สิงคโปร์เป็นเมืองที่มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมไปทั้งเมือง ถนนแต่ละสายมีความหลากหลายของต้นไม้หลายชนิด ส่วนใหญ่เป็นต้นไม้พื้นถิ่น ไม่มักง่ายแบบราชการไทย ปลูกต้นไม้ชนิดเดียวนับร้อยต้นเรียงแถวไปตามถนน และมีสวนสาธารณะเต็มไปทั่วประเทศ ที่ทุกคนเข้าถึงง่าย ๆ กันถ้วนหน้า

สิงคโปร์ประกาศว่า จะสร้างประเทศให้เป็น ‘city in the park’ ไม่ใช่แค่ ‘park in the city’ คำนี้มีความหมายมาก เพราะนั่นหมายถึงว่า ในอนาคตพื้นที่ของตัวเมืองจะเล็กกว่าสวน ผู้คนจะอาศัยอยู่ในสวนหรือป่าที่มีเมืองอยู่ข้างใน ไม่ใช่เป็นแค่สวนเล็ก ๆ ในเมืองใหญ่ อีกต่อไป
ขณะที่มองไปที่กรุงลอนดอน ที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่ไม่ค่อยมีมลพิษ มีสวนสาธารณะและต้นไม้มากอันดับต้น ๆ ของโลก
ในปีค.ศ 2013 Daniel Raven-Ellison นักภูมิศาสตร์คนหนึ่ง ได้ตั้งประเด็นว่า ทำอย่างไรที่จะเปลี่ยนให้มหานครลอนดอนกลายเป็น ”เมืองในสวนสาธารณะ” ไม่ใช่ “สวนสาธารณะในเมือง”
สองคำนี้มีความหมายต่างกันมาก เพราะคำแรก หมายความว่า ลอนดอนจะเป็น สวนสาธารณะที่มี ‘เมือง’ อยู่ข้างใน ไม่ใช่ เมืองใหญ่ที่มี ‘สวนสาธารณะ ‘อยู่ข้างใน
เขาได้พบว่า แม้ว่าลอนดอนจะมีสวนสาธารณะมากมาย แต่ก็ยังขาดความหลากหลายทางชีวภาพ และพื้นที่สีเขียวยังไม่ค่อยมากพอ ตั้งแต่นั้นมา จึงเกิดการรณรงค์ขึ้นครั้งใหญ่ในกรุงลอนดอน มีผู้คนจากหลากหลายอาชีพ องค์กรต่าง ๆ นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอนและนักการเมืองจำนวนมาก เห็นพ้องต้องกันว่าจะต้องทำให้สำเร็จ

เกิดการเปลี่ยนแปลงพื้นที่สีเขียวเกิดขึ้นหลายแห่งในเมือง มีการปรับปรุงพื้นที่ชุ่มน้ำ wetlands ให้กลายเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ อาทิเช่น Walthamstow wetlands เป็นแหล่งผลิตน้ำประปาใหญ่ที่สุด หล่อเลี้ยงชาวลอนดอน 3.5 ล้านคน หรือเกือบครึ่งหนึ่งของประชากร 8 ล้านคน
แต่เดิมบริเวณนี้นับพันปี เคยเป็นโรงงานผลิต แป้ง โรงสี ทองแดง ดินระเบิด ต่อมาเมื่อร้อยกว่าปีก่อน เกิดความแห้งแล้ง จึงมีการปรับปรุงหนองน้ำบริเวณนี้ ให้เป็นอ่างเก็บน้ำหลายแห่ง เพื่อเป็นโรงผลิตน้ำประปาเลี้ยงชาวลอนดอน
ต่อมาทางการได้ประกาศให้บริเวณนี้เป็น wetland พื้นที่ชุ่มน้ำเพื่อการอนุรักษ์ เป็นสวนสาธารณะ นก ปลา คน ต้นไม้ทุกชนิด สามารถอยู่ร่วมกันได้ และยังผลิตน้ำประปาหล่อเลี้ยงคนลอนดอนหลายล้านคน ทุกวันนี้เป็น urban wetlands ใหญ่ที่สุดในยุโรปด้วยขนาด 1,200 ไร่
นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงพื้นที่สาธารณะทางเลียบริมแม่น้ำเทมส์หลายแห่ง ให้เป็นทางเท้า ทางจักรยานที่สามารถติดต่อกันได้ทั่วถึง
ไม่กี่ปีที่ผ่านมา Sadiq Khan นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอนได้ประกาศว่า “จะทำให้ลอนดอนเป็นเมืองในสวนสาธารณะแห่งแรกในโลก เป็นเมืองที่เขียวที่สุดในโลก มีคุณภาพอากาศดี มีการอนุรักษ์สัตว์ป่าและต้นไม้ในเมือง ตลอดจนการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับความเป็นเมืองสีเขียว ให้สำเร็จ”
ทุกวันนี้ในแง่กายภาพ ลอนดอนมีพื้นที่ประมาณ 1,600 ตารางกิโลเมตร ประชากร 8 ล้านคน มีพื้นที่สีเขียวประมาณ 40 % ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด ประกอบไปด้วย สวนสาธารณะ ต้นไม้ริมถนน สวนขนาดเล็ก พื้นที่ชุ่มน้ำ เฉพาะสวนสาธารณะ มีถึง 3,000 แห่ง (ประมาณครึ่งหนึ่งในอดีตเคยเป็นสวนส่วนพระองค์เพื่อการล่าสัตว์ของกษัตริย์ และต่อมาพระราชทานให้เป็นสวนสาธารณะที่คนทั่วไปเข้าถึงได้) ทั้งหมดมีพื้นที่รวมกัน 8.7 หมื่นไร่
ขณะที่กรุงเทพมหานครพื้นที่ใกล้เคียงกับลอนดอน ประชากร 10 ล้านคน มีสวนสาธารณะรวมกันไม่ถึง 3,000 ไร่
ในอดีตชาวลอนดอนเคยมีบทเรียนจากปัญหาอากาศไม่บริสุทธิ์ จากปัญหาโรงงานที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงและควันรถ ทำให้เกิดปัญหาหมอกควันพิษมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก แต่ก็มีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังมาตลอดหลายสิบปี ลดการใช้รถยนต์ เพิ่มทางจักรยานและระบบขนส่งมวลชนให้ทั่วถึง โซนนิ่งการก่อสร้างอาคารสูง เข้มงวดกับการก่อสร้างทุกชนิด และเพิ่มพิ้นที่สวนสาธารณะอย่างรีบด่วน
ทางการลอนดอนได้ตั้งเป้าหมายที่แสดงถึงความเป็นเมืองในสวนสาธารณะว่า ทุกคนสามารถเข้าถึงพื้นที่สีเขียวฟรีและมีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมสรรพ เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงธรรมชาติได้
มีการปรับปรุงและตรวจวัดคุณภาพอากาศและน้ำทุกปี มีการปรับปรุงคุณภาพพื้นที่ให้สัตว์ป่าและต้นไม้มีชีวิตได้ดีขึ้น สนับสนุนการสร้างอาคารสีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการสร้างกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องและจริงจัง สุดท้าย ร่วมกันประกาศในอนาคตว่า ลอนดอนเป็นเมืองแห่งโลกสีเขียว
แน่นอนว่า การพลิกโฉมมหานครที่มีประชากร 8 ล้านกว่าคน ต้องใช้เวลาพอสมควร แต่ก็ได้รับความร่วมมือจากชาวเมืองทุกฝ่ายเป็นอย่างดี ที่สำคัญคือ การจับมือระหว่างมหาวิทยาลัย นักวิชาการ ประชาชนในชุมชนและรัฐบาล ช่วยกันสร้าง อาสาสมัครนักวิทยาศาสตร์พลเมือง เพื่อระดมคนจำนวนมากช่วยกันเก็บข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมทุกอย่าง ดิน น้ำ อากาศ ฯลฯ ทั่วทั้งมหานคร เพื่อนำข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่ได้ มาปรับปรุงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตลอดจนถึงการวางแผนสร้างพื้นที่สีเขียวต่อไปในอนาคต
ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทุกฝ่าย เป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จในการสร้างโครงการนี้ เพราะทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่า อยากให้สำเร็จ จึงรู้สึกร่วมกันเป็นเจ้าของ ไม่ใช่โครงการที่เป็นคำสั่งจากส่วนราชการ หรือผู้มีอำนาจลงข้างล่างฝ่ายเดียว ชาวเมืองลอนดอนพร้อมใจกันทำเรื่องนี้ เพราะเป้าหมายชัดเจนว่า เป็นการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับทุกคน
ยิ่งเพิ่มพื้นที่สีเขียวมากเท่าไร สิ่งที่ตามมาคือ อากาศบริสุทธิ์ น้ำสะอาด และสุขภาพที่ดีของทุกคน คุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ใช่ลอยมาจากคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายอย่างจริงจัง

กรุงเทพมหานคร มีเป้าหมายชัดเจนในการสร้างพื้นที่สีเขียวและแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ
การลงทุนซื้อที่ดินกลางเมืองผืนนี้ เพื่อเปลี่ยนเป็นสวนสาธารณะ แม้จะใช้เงินก้อนใหญ่ แต่เชื่อว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว เพื่อประโยชน์ของคนทุกรุ่น
อ่านบทความอื่น ๆ









