หากย้อนกลับไปในช่วงยุค 1990 สื่อต่าง ๆ เริ่มรายงานออกมาเป็นครั้งแรกว่า “น้ำมันกำลังจะหมดไปโลก” ตามการคาดการณ์ของนักวิทยาศาสตร์ในสมัยนั้น บ้างก็ว่าโลกของเราเหลือน้ำมันใช้ราว 30 ปี บ้างก็ว่า 50 ปี ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกให้กับสังคมในเวลาในระดับหนึ่ง ทว่าเมื่อเวลาผ่านมาจนถึงปัจจุบัน น้ำมันก็ยังคงอยู่ แถมยังฝังรากลึกไหลเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจโลก ชนิดที่ว่าไม่มีทีท่าที่จะหายไปง่าย ๆ ได้ แม้ว่ากระแสพลังงานสะอาดจะมาแรงในปัจจุบันก็ตาม
ถึงกระนั้นแนวคิดเรื่องน้ำมันหมดโลกก็ไม่ได้หายไปจากสังคมเสียทีเดียว ซึ่งจริง ๆ แล้วแนวคิดนี้มีรากฐานมาจาก ทฤษฎี Peak Oil Theory ของนักธรณีวิทยา เอ็ม. คิง ฮับเบิร์ต (M. King Hubbert) ที่ทำนายว่าเมื่อมนุษย์ผลิตน้ำมันดิบจนถึงจุดสูงสุดแล้ว ปริมาณการผลิตจะลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว และโลกจะเข้าสู่วิกฤตขาดแคลนพลังงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งโลกยังไม่ได้เดินทางไปจุดนั้นเสียทีเดียว
สาเหตุก็เพราะว่าเทคโนโลยีการขุดเจาะน้ำมันดิบของมนุษย์ได้ก้าวล้ำมากขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา จนสามารถเจาะทะลวงเข้าไปสูบน้ำมันดิบออกมาในจุดที่ผู้คนอดีตเคยมองว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะขุดเจาะนั่นเอง

โดยจากข้อมูลทางสถิติในปัจจุบัน โลกของเรามีปริมาณน้ำมันสำรองอยู่ที่ประมาณ 1.7 ล้านล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นตัวเลขที่เกิดจากการรวมปริมาณน้ำมันดิบใต้ดินที่สำรวจพบและสามารถขุดขึ้นมาใช้ได้จริงในเชิงพาณิชย์ทั้งหมด ซึ่งมีประเทศ เวเนซุเอลา ครองตำแหน่งประเทศที่มีปริมาณน้ำมันสำรองเป็นอันดับ 1 ราว 300 พันล้านบาร์เรล ก่อนที่จะตามมาติด ๆ ด้วย ซาอุดีอาระเบีย ประมาณ 297 พันล้านบาร์เรล และประเทศอื่น ๆ เช่น แคนาดา อิหร่าน และอิรัก
หากเรานำตัวเลข 1.7 ล้านล้านบาร์เรล มาหารด้วยอัตราการบริโภคน้ำมันของคนทั้งโลกในปัจจุบันที่สูงถึง 102 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามหลักคณิตศาสตร์แบบง่าย ๆ แล้ว โลกจะมีน้ำมันใช้ต่อไปได้อีกประมาณ 47-50 ปี ตามทฤษฎี Peak Oil Theory ทว่าตัวเลขนี้ไม่ใช่เส้นตายของมนุษย์เสียทีเดียว เพราะเมื่อเทคโนโลยีการขุดเจาะก้าวหน้าขึ้น ตัวเลขปริมาณสำรองนี้ก็ถูกบวกเพิ่มและยืดอายุออกไปอีกเรื่อย ๆ ตามที่กล่าวไปข้างต้นนั่นเอง
ตัวอย่างเทคโนโลยีการขุดเจาะน้ำมันใหม่ ๆ เช่น
1. เทคโนโลยี Fracking หรือ Hydraulic Fracturing) เป็นวิธีการที่ให้วิศวกรจะเจาะรูลึกลงไปใต้ดินแล้วเลี้ยวหัวเจาะให้ขนานไปกับชั้นหินดินดาน (Shale) จากนั้นก็ใช้น้ำแรงดันมหาศาลผสมกับเม็ดทรายและสารเคมี อัดฉีดกระแทกเข้าไปในชั้นหิน ซึ่งแรงดันน้ำจะทำให้ชั้นหินที่อมน้ำมันไว้แตกออกมา โดยเม็ดทรายจะเข้าไปทำหน้าที่ค้ำยันรอยแตกเหล่านั้นไว้ไม่ให้ปิดสนิท ทำให้น้ำมันและก๊าซที่ถูกขังอยู่สามารถไหลย้อนกลับขึ้นมาที่ปากบ่อได้

โดยเทคโนโลยี Fracking นี้ถือว่าเป็นนวัตกรรมการขุดเจาะพลิกโลก ที่ช่วยพลิกฟื้นสหรัฐอเมริกาให้กลับมาเป็นมหาอำนาจด้านน้ำมันเลยก็ว่าได้ ซึ่งช่วยให้สหรัฐอเมริกาสามารถดันกำลังการผลิตน้ำมันดิบในประเทศทะลุ 13.6 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2026 ได้อย่างเหลือเชื่อ
2. เทคโนโลยีการขุดเจาะในทะเลน้ำลึก (Deepwater Drilling) ในอดีตการขุดเจาะน้ำมันในทะเลนั้นสามารถทำได้แค่ในบริเวณน้ำตื้นใกล้ชายฝั่งเท่านั้น เนื่องจากแท่นขุดเจาะจะต้องมีโครงสร้างยึดติดกับพื้นทะเล เพื่อให้เข้าถึงแหล่งน้ำมันได้โดยที่ท่อสูบไม่เคลื่อนไปไหน

แต่ปัจจุบันวิศวกรสามารถออกแบบแท่นจุดเจาะลอยน้ำที่ตัวถ่วงน้ำหนักคล้ายสมอเรือลงไปที่ก้นทะเลได้แล้ว โดยอาศัยระบบ GPS ควบคู่กับใบพัดขับติดกับตัวแท่นขุดเจาะลอยน้ำ เพื่อรักษาสมดุลให้แท่นขุดเจาะลอยเหนืออยู่แหล่งน้ำมันในระดับมิลลิเมตรอย่างแม่นยำ ก่อนจะหย่อนท่อเหล็กเจาะทะลุพื้นเปลือกโลกใต้สมุทรลึกลงไปได้มากกว่า 3 กิโลเมตร ซึ่งได้ช่วยปลดล็อกแหล่งน้ำมันมหาศาลใต้อ่าวเม็กซิโกและนอกชายฝั่งบราซิลมาแล้ว
อย่างไรก็ตามแม้ ทฤษฎี Peak Oil Theory จะถูกเลื่อนเส้นตายของมนุษย์ออกไปเรื่อย ๆ ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายก็เริ่มออกมาเสนอว่าหรือจริง ๆ แล้วจุดเปลี่ยนที่แท้จริงของวงการพลังงานโลกอาจจะเป็นทฤษฎี Peak Demand มากกว่า ซึ่งอธิบายว่าน้ำมันจะหายไปจากโลก เพราะไม่มีคนอยากใช้น้ำมันแล้วต่างหาก ไม่ใช่น้ำมันหมดโลกไปอย่างสิ้นเชิง โดยองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประเมินว่าความต้องการใช้น้ำมันของโลกจะขึ้นไปแตะจุดสูงสุดก่อนปี 2030 และจะเริ่มถดถอยลงหลังจากนั้น
สำหรับประเทศไทยเองในปัจจุบัน เรามีปริมาณสำรองน้ำมันดิบที่พิสูจน์แล้วเพียงราว ๆ 250 ล้านบาร์เรล โดยมีแหล่งขุดเจาะบนบกที่สำคัญคือ แหล่งสิริกิติ์ ลานกระบือ จ.กำแพงเพชร แต่เราก็พึ่งพาก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย เช่น แหล่งเอราวัณและบงกช เป็นเส้นเลือดใหญ่ในการผลิตไฟฟ้ามาโดยตลอดเช่นกัน ทว่าปัจจุบันปริมาณก๊าซในอ่าวไทยเริ่มร่อยหรอลง ทำให้ไทยต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และน้ำมันดิบจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงมาก ประมาณ 80% ในปี 2024
ความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางพลังงานนี้ ประจวบเหมาะกับสถานการณ์ความขัดแย้งโลกในปัจจุบัน ทำให้ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องเร่งแผนการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาดโดยเร็ว โดยล่าสุดในเวทีงานประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือเรียกสั้น ๆ ว่า COP26 ในปี 2021 ประเทศไทยได้ประกาศเป้าหมายสำคัญระดับชาติ นั่นคือการก้าวสู่ ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เราก็พอเริ่มเห็นความหวังว่านโยบายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของชาติต่าง ๆ สามารถบังคับให้อุตสาหกรรมเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนได้จริง ด้วยกระแสรถยนต์ไฟฟ้าที่มาแรงในปัจจุบัน ซึ่งเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดรถเครื่องยนต์สันดาปอย่างดุเดือด เห็นได้ชัดจากยอดขาย EV ในไทยที่เติบโตแบบก้าวกระโดดกว่า 74.70% ในปี 2025 ตามการรายงานของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประกอบกับ ต้นทุนของแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่ร่วงลงกว่า 90%

อย่างไรก็ตามหากพิจารณาถึงโอกาสที่มนุษย์โลกจะเลิกใช้น้ำมันแบบ 100% ก็ยังเป็นเพียงที่ไกลเกินเอื้อม เนื่องจากน้ำมันยังคงเป็นวัตถุดิบที่ขาดไม่ได้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี การผลิตพลาสติก ยางสังเคราะห์ และที่สำคัญที่สุดคือ อุตสาหกรรมการบิน ที่ยังต้องพึ่งพาพลังงานจากน้ำมันอยู่ เนื่องจากเทคโนโลยีเครื่องบินไฟฟ้ายังไม่พัฒนาไปถึงจุดคุ้มทุนเท่าที่ควรในปัจจุบัน
สุดท้ายแล้วเหตุการณ์น้ำมันหมดโลกคงแทบไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้จริง เพราะเป้าหมายที่แท้จริงมนุษยชาติคือการลดการปลดปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลให้ได้มากที่สุดเพื่อต่อกรกับวิกฤตภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน ไม่ใช่การกำจัดน้ำมันทิ้งไปทั้งหมด
ในอนาคตน้ำมันอีกหลายล้านบาร์เรลก็จะยังคงหลับใหลอยู่ใต้พิภพตลอดไป สะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์ได้ค้นพบทางเลือกที่ดีกว่า และยั่งยืนกว่าในการขับเคลื่อนโลกใบนี้แล้ว
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
ที่มาข้อมูล : eia, energyinst, dmf, statbase, iea
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech









