หากเราลองจินตนาการย้อนเวลากลับไปเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อน ณ ดินแดนที่ปัจจุบันคือภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ "อาเซียน" แผ่นดินแห่งนี้เคยเป็นบ้านอันอุดมสมบูรณ์ของสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์หลากหลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะในพื้นที่ของประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นศูนย์กลางการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ที่สำคัญที่สุดในอาเซียน
จุดเริ่มต้นของการค้นพบเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2519 เมื่อทีมนักสำรวจแร่ยูเรเนียมจากกรมทรัพยากรธรณี ได้บังเอิญค้นพบชิ้นส่วนกระดูกปริศนาที่อุทยานแห่งชาติภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ก่อนที่ผู้เชี่ยวชาญชาวฝรั่งเศสจะยืนยันว่านี่คือ "กระดูกท่อนขาของไดโนเสาร์" ทำให้กระดูกชิ้นนี้เป็นกระดูกไดโนเสาร์ชิ้นแรกของไทย เปรียบเสมือนการเปิดประตูที่นำพาประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านบรรพชีวินวิทยาของอาเซียน
ศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง จ.ขอนแก่น (ภาพ: กรมทรัพยากรธรณี)
ทำไมแผ่นดินอีสาน จึงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยไดโนเสาร์ ?
หลายคนอาจสงสัยว่า เหตุใดการค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์ส่วนใหญ่ในประเทศไทยจึงกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน เช่น จังหวัดขอนแก่น จังหวัดกาฬสินธุ์ ชัยภูมิ คำตอบนั้นซ่อนอยู่ในความลับทางธรณีวิทยาที่เรียกว่า "กลุ่มหินโคราช" ซึ่งเป็นชั้นหินตะกอนที่สะสมตัวบนแผ่นดินตั้งแต่ช่วง 220 ล้านปีที่แล้ว ครอบคลุมพื้นที่ภาคอีสานเกือบทั้งหมด
โดยในมหายุคมีโซโซอิก หรือช่วง 251 ถึง 65 ล้านปีก่อน แผ่นดินอีสานไม่ได้แห้งแล้งเหมือนปัจจุบัน แต่มีสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ เป็นที่ราบกว้างใหญ่ มีป่าไม้ร่มรื่น ทะเลสาบขนาดใหญ่ และมีแม่น้ำลำธารหลายสายไหลผ่าน พื้นที่เหล่านี้จึงกลายเป็นแหล่งอนุบาลและที่อยู่อาศัยชั้นยอดของไดโนเสาร์นานาชนิด ในขณะที่พื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ของไทยในเวลานั้นยังคงจมอยู่ใต้ท้องทะเล
เวลาผ่านไปหลังจากที่ไดโนเสาร์ล้มตายลงตามธรรมชาติหรือจากภัยพิบัติ ซากของพวกมันจะถูกกระแสน้ำพัดพามาทับถมรวมกันในบริเวณคุ้งน้ำ จากนั้นตะกอนทรายและโคลนจะเข้ามาปกคลุมซากอย่างรวดเร็ว ทำให้ซากเหล่านั้นรอดพ้นจากการถูกทำลายโดยแบคทีเรียหรือสัตว์กินซาก หลังจากนั้นนับล้านปี แร่ธาตุจะค่อย ๆ ซึมเข้าไปแทนที่เซลล์เนื้อเยื่อกระดูกและตกผลึกจนกระดูกนั้นกลายสภาพเป็นหินแข็ง หรือที่เรียกว่ากระบวนการเกิดซากฟอสซิล
ชั้นหินโคราชก็จะทำหน้าที่เป็นตู้เซฟขนาดยักษ์ ช่วยเก็บรักษาสมบัติทางธรรมชาติเหล่านี้ไว้อย่างดี รอการค้นพบที่จะมาถึงเฉกเช่นในเวลานี้
3 ไดโนเสาร์สุดยิ่งใหญ่แห่งแผ่นดินสยาม
ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในอดีตตามที่ได้กล่าวถึงไป ทำให้ประเทศไทยค้นพบไดโนเสาร์อย่างเป็นทางการแล้วถึง 13 สายพันธุ์ โดยมีตัวแทนความยิ่งใหญ่ระดับสากล 3 สายพันธุ์ที่เป็นที่รู้จักกันดี ได้แก่
ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน (ภาพ: กรมทรัพยากรธรณี)
- ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน (Phuwiangosaurus sirindhornae)
ไดโนเสาร์กินพืชคอยาวในกลุ่มซอโรพอด (Sauropod) ที่โด่งดังที่สุดของไทย โดยกระดูกท่อนแรกที่พบบนภูเวียงเมื่อปี พ.ศ. 2519 คือกระดูกของไดโนเสาร์ชนิดนี้ ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน เป็นไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ มีความยาวประมาณ 15-20 เมตร และสูงกว่า 3 เมตร ต่อมามีการค้นพบโครงกระดูกที่สมบูรณ์ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่แหล่งขุดค้นภูกุ้มข้าว จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยพบชิ้นส่วนกระดูกรวมกันมากกว่า 700 ชิ้น ชื่อของมันได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระนามาภิไธย "สิรินธรเน" เพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่วงการวิทยาศาสตร์ไทย
สยามโมไทรันนัส อิสานเอนซิส (ภาพ: กรมทรัพยากรธรณี)
- สยามโมไทรันนัส อิสานเอนซิส (Siamotyrannus isanensis)
หากอเมริกาภูมิใจกับการค้นพบ ไทแรนโนซอรัส เร็กซ์ (Tyrannosaurus Rex) หรือ ทีเร็กซ์ จนโด่งดังไปทั่วโลก ประเทศไทยก็ต้องภูมิมิใจกับ สยามโมไทรันนัส อิสานเอนซิส ไดโนเสาร์นักล่ากินเนื้อนิสัยดุร้าย ที่มีความยาวประมาณ 6.5 เมตร มันถูกค้นพบที่อุทยานแห่งชาติภูเวียง โดยนักบรรพชีวินพบชิ้นส่วนกระดูกสะโพกและกระดูกสันหลังที่เรียงต่อกันอย่างสมบูรณ์ การค้นพบครั้งนี้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลก เพราะมันคือหนึ่งในบรรพบุรุษที่เก่าแก่ที่สุดของตระกูลไทรันโนซอรัส เป็นการสร้างสมมติฐานใหม่ว่า ไดโนเสาร์ตระกูลทีเร็กซ์อาจมีจุดกำเนิดและวิวัฒนาการเริ่มต้นในทวีปเอเชีย ก่อนที่จะอพยพไปยังอเมริกาเหนือในยุคต่อมา
นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส (ภาพ: กรมทรัพยากรธรณี)
- นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส (Nakatitan chaiyaphumensis)
นี่คือไดโนเสาร์แห่งความภาคภูมิใจสายพันธุ์ใหม่ของไทย ที่เพิ่งได้รับการประกาศรายชื่ออย่างเป็นทางการ นาคาไททันเป็นไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ มีความยาวประมาณ 27 เมตร ชื่อของมันถูกตั้งขึ้นเพื่อสะท้อนถึงการค้นพบในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ และการเชื่อมโยงกับตำนานความเชื่อของท้องถิ่นอย่างพญานาค หรือ “นาคา” ผสมกับคำว่า "ไททัน" เพื่อบ่งบอกถึงความเป็นไดโนเสาร์ซอโรพอดขนาดใหญ่ การค้นพบนาคาไททันช่วยตอกย้ำว่า แผ่นดินอีสานยังมีฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ ๆ ซ่อนตัวอยู่อีกมากมาย
นักบรรพชีวินวิทยา นักสืบแห่งกาลเวลาผู้ไขปริศนาไดโนเสาร์
ผู้อยู่เบื้องหลังการค้นพบอันน่าทึ่งเหล่านี้คือ "นักบรรพชีวินวิทยา" นักวิทยาศาสตร์ที่ทำหน้าที่ศึกษาเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตในอดีตผ่านการวิเคราะห์ฟอสซิลทั้งพืชและสัตว์ และนอกจากขุดหาฟอสซิลแล้วนักบรรพชีวินวิทยายังทำการศึกษาวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ต้นกำเนิดของสัตว์ในปัจจุบัน เช่น ความเชื่อมโยงระหว่างไดโนเสาร์กับนก
ดร.วราวุธ ถ่ายทอดแรงบันดาลใจให้กับเด็กรุ่นใหม่ (ภาพ: ALTV)
ในประเทศไทย บุคคลที่เป็นผู้บุกเบิกและเปรียบเสมือนบิดาแห่งวงการนี้คือ ดร.วราวุธ สุธีธร ผู้ซึ่งอุทิศตนให้กับการสำรวจไดโนเสาร์มาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นและเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดอาชีพนี้เกิดขึ้นในไทย โดยในรายการไดโนเสาร์แดนอีสาน ทาง Thai PBS ได้ทำการบอกเล่าถึงรายละเอียดการขุดซากฟอสซิล ที่มีความละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก
ขั้นตอนการขุดซากฟอสซิลไม่ใช่งานง่าย เริ่มต้นจากการเดินเท้าสำรวจชั้นหินตะกอน โดยอาศัยเพียงสายตาในการแยกแยะระหว่างหินธรรมดากับเซลล์กระดูก เมื่อพบแล้วจึงจะทำการขุดค้น ความน่ากังวลคือชั้นหินตะกอนมีความแข็งและเหนียวมาก ในขณะที่ซากฟอสซิลไดโนเสาร์กลับมีความเปราะบาง เพราะโครงสร้างภายในมีลักษณะเป็นรูพรุนคล้ายฟองน้ำ และมีความหนาของเนื้อกระดูกเพียง 2-3 มิลลิเมตรเท่านั้น การขุดค้นจึงต้องผสมผสานระหว่างการใช้เครื่องมือหนักอย่างสว่านเจาะกระแทก สลับกับการใช้สิ่วและค้อนขนาดเล็กอย่างระมัดระวัง
เมื่อพบฟอสซิลแล้วจะไม่สามารถงัดกระดูกขึ้นมาได้ทันที แต่ต้องทำการห่อหุ้มกระดูกด้วยปูนปลาสเตอร์ หรือที่เรียกว่าการทำเฝือก เพื่อพยุงกระดูกและหินบริเวณรอบ ๆ ไม่ให้แตกหักระหว่างการขนย้ายกลับห้องปฏิบัติการ เมื่อถึงห้องแล็บ นักบรรพชีวินต้องใช้เครื่องกรอลมขนาดเล็กค่อย ๆ กะเทาะหินออกทีละมิลลิเมตร พร้อมกับหยอดกาวชนิดพิเศษเพื่อประสานรอยร้าว
ฟอสซิลเพียงชิ้นเดียวอาจต้องใช้เวลาทำความสะอาดและซ่อมแซมนานกว่า 100 ชั่วโมง
หากพบสิ่งที่คิดว่าเป็นกระดูกไดโนเสาร์ ต้องทำอย่างไร
ด้วยความที่แผ่นดินไทยมีความอุดมสมบูรณ์ทางบรรพชีวินวิทยา หลายครั้งการค้นพบกระดูกไดโนเสาร์จึงเกิดจากความบังเอิญของประชาชนในพื้นที่ ดังนั้นหากเราพบก้อนหินที่มีลักษณะคล้ายกระดูก หรือมีรอยแตกต่างจากหินทั่วไป สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ห้ามขุด พยายามงัดแงะ หรือเคลื่อนย้ายชิ้นส่วนนั้นด้วยตัวเองโดยเด็ดขาด
การขุดกระดูกไดโนเสาร์ต้องทำโดยผู้มีความชำนาญ (ภาพ: ALTV)
เพราะกระดูกไดโนเสาร์ที่ฝังอยู่ในชั้นหินจะมีความเปราะบางอย่างมาก หากใช้เครื่องมือขุดโดยไม่มีความชำนาญ หรือไม่มีการทำเฝือกปูนปลาสเตอร์ป้องกัน กระดูกจะแตกสลายกลายเป็นเศษหินที่สูญเสียคุณค่าทางวิทยาศาสตร์ไปทันที สิ่งที่ควรทำคือ รักษาสภาพพื้นที่นั้นไว้ ถ่ายรูปตำแหน่งที่พบ และรีบแจ้งกรมทรัพยากรธรณี หรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญลงมาตรวจสอบและจัดการตามหลักวิชาการอย่างถูกต้อง
การค้นพบไดโนเสาร์ในประเทศไทย ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จทางวิชาการเท่านั้น แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์และประวัติศาสตร์อันยาวนานของผืนแผ่นดินไทย โครงกระดูกไดโนเสาร์คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าวัฏจักรของธรรมชาติและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตมีความเชื่อมโยงกันอย่างแยกกันไม่ออก เป็นสมบัติทางธรรมชาติที่ไม่สามารถประเมินค่าเป็นตัวเงินได้
ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะต้องตระหนักถึงคุณค่า ช่วยกันดูแล หวงแหน และปกป้องรักษามรดกทางบรรพชีวินวิทยาเหล่านี้ไว้ เพื่อให้เรื่องราวของ "ไดโนเสาร์ไทย" ยังคงมีชีวิตและเป็นรากฐานแห่งองค์ความรู้สืบต่อไปยังในอนาคต
ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับไดโนเสาร์
- สารคดีอัศจรรย์ไดโนเสาร์เจ้าปฐพี
- เมื่อแฟชั่นและโลกล้านปีมาเจอกันใน ‘กระเป๋าหนังทีเร็กซ์’ ใบแรกของโลก
- ค้นพบสายพันธุ์ใหม่! “แรปเตอร์” มี 4 ปีก อาจร่อนเหมือนกระรอกบินได้
- รู้จัก "นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส" ไดโนเสาร์ไทย ชนิดใหม่ของโลก
- “ไดโนเสาร์ภูเวียง” ความลับใต้หลุมขุดที่ 3
อ้างอิง
- มหัศจรรย์สัตว์โลกล้านปี | นักสืบมิวเซียม
- เมื่อพบเจอสิ่งที่เชื่อว่าเป็นซากดึกดำบรรพ์ | กรมทรัพยากรธรณี
- ดร.วราวุธ สุธีธร นักบรรพชีวินวิทยา ผู้บุกเบิกวงการไดโนเสาร์ไทย | มนุษย์ต่างวัย
- ภูน้อย สุสานไดโนเสาร์ | ไดโนเสาร์แดนอีสาน









