บุญบั้งไฟไทยก็มีดี! จากแรงศรัทธาของชาวอีสาน สู่อนาคตของจรวดไทย


วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

เตโชดม บุญยะโสมะ

Thai PBS
แชร์

บุญบั้งไฟไทยก็มีดี! จากแรงศรัทธาของชาวอีสาน สู่อนาคตของจรวดไทย

https://www.thaipbs.or.th/now/content/4100

บุญบั้งไฟไทยก็มีดี! จากแรงศรัทธาของชาวอีสาน สู่อนาคตของจรวดไทย

เสียงคำรามกึกก้องปานฟ้าถล่ม จรวดน้อยใหญ่ทะยานปล่อยควันขาว พวยพุ่งสู่ท้องฟ้าตั้งแต่กลางเดือนห้ายันต้นเดือนหก ประเพณีบุญบั้งไฟคืองานเทศกาลแห่งความสนุกสนาน การร่วมไม้ร่วมมือของชาวบ้านและเหล่าช่างมือฉมังเพื่อสร้างจรวดบั้งไฟ เสียงแคน และการเฉลิมฉลองของชาวอีสาน แต่หากเราลองมองลึกไปอีกขั้น ประเพณีสุดยอดเอกลักษณ์นี้คือส่วนผสมที่งดงามที่สุดของ วัฒนธรรม จิตวิญญาณ และฟิสิกส์ มาอัดกันอยู่ในกระบอกไม้ไผ่ ร่วมกับดินปืนและแรงศรัทธา

บุญบั้งไฟเป็นส่วนหนึ่งของ "ฮีตสิบสอง คองสิบสี่" หรือจารีตประเพณีสิบสองเดือนของชาวอีสาน โดยจัดขึ้นในเดือนหกก่อนฤดูทำนา ตำนานพื้นบ้านที่เล่าขานกันมาคือเรื่องราวของ พญาเต่างอย พญาคันคาก และพญาแถน (เทพเจ้าแห่งฝน) เมื่อพญาแถนโกรธเคืองมนุษย์และไม่ยอมปล่อยฝนตกลงมา พญาคันคาก ได้นำทัพสรรพสัตว์ รวมถึงพญานาค ขึ้นไปรบจนชนะพญาแถน และได้ทำสัญญากันว่า หากมนุษย์ต้องการฝนเมื่อใด ให้จุดบั้งไฟขึ้นไปบอกกล่าว

สังเกตได้ว่ารูปลักษณ์ของบั้งไฟนั้น มักถูกตกแต่งเป็นรูปพญานาคอย่างวิจิตรบรรจง พญานาคในคติความเชื่อของชาวอีสานคือนักบุญผู้ให้น้ำ การจุดบั้งไฟพญานาคจึงเปรียบเสมือนการส่งพญานาคให้ทะยานแหว่งว่ายขึ้นสู่สรวงสวรรค์ เพื่อเป็นทูตส่งสารไปเตือนความจำพญาแถนว่าถึงฤดูทำนาแล้ว ต้องประทานสายฝนลงมาหล่อเลี้ยงสรรพชีวิต

บรรยากาศงานบุญบั้งไฟ ณ หลังแห่ : ที่มาภาพ rocketfestivals.blogspot

บรรยากาศงานบุญบั้งไฟ ณ หลังแห่ : ที่มาภาพ rocketfestivals.blogspot

งานบุญบั้งไฟ แม้จะยึดโยงจากตำนาน แต่แท้จริงคือกุศโลบายทางสังคมที่ออกแบบมาแล้วอย่างดี ดึงผู้คนในชุมชนมารวมตัวกันก่อนฤดูเกษตรกรรมที่เหน็ดเหนื่อยจะเริ่มขึ้น การทำบั้งไฟหนึ่งบั้งต้องใช้ความร่วมมือร่วมใจ แรงกาย และทุนทรัพย์ของคนทั้งหมู่บ้าน เป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมที่สร้างความสามัคคีและการสำนึกร่วมได้อย่างแยบคาย

สิ่งที่ทำให้ประเพณีนี้เหนือขั้นไปยิ่งกว่าเดิม คือองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ทั้งในด้านเคมีและฟิสิกส์ พัฒนากันขึ้นมาเองแต่ช้านาน และเริ่มผสานร่วมกับศาสตร์จากตะวันตกตั้งแต่หลายสิบปีก่อน

เมื่อมองในมุมวิทยาศาสตร์ บั้งไฟคือ "จรวดเชื้อเพลิงแข็ง" (Solid Propellant Rocket) โดยมี "หมื่อ" (ดินปืนบั้งไฟ) เป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อน เป็นผงสีเทา ประกอบด้วย “ขี้เจีย” ซึ่งก็คือดินประสิว (โพแทสเซียมไนเตรท) กับผงถ่านไม้เนื้ออ่อนที่มีรูพรุนสูง เช่น ไม้เพกา ไม้ฉำฉา เป็นต้น และบางครั้งจะมีการใส่กำมะถันลงไปปริมาณจิ๋ว เพื่อเร่งปฏิกิริยาการเผา ช่วยให้ไฟติดง่ายขึ้น

ผสมถ่านเข้ากับขี้เจีย

ผสมถ่านเข้ากับขี้เจีย

ช่างทำบั้งไฟพื้นบ้านอาจไม่เคยเรียนสมการเคมีของบั้งไฟในห้องเรียน แต่ภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดกันมานับร้อยปีผ่านการลองผิดลองถูก ทำให้พวกเขารู้ว่าต้องใช้อัตราส่วนเท่าใดจึงจะได้แรงขับสูงสุด เมื่อพิจารณาร่วมกับรูปแบบของตัวจรวดบั้งไฟ หากดินประสิวมากไป บั้งไฟอาจระเบิดคาฐาน ชาวบ้านเรียกว่า "ซุแตก" หากถ่านมากไป การเผาไหม้จะช้าและไม่มีแรงยก การตำและผสมดินปืนจึงเป็นศิลปะแห่งวิศวกรรมเคมีที่ต้องใช้ความแม่นยำสูงมาก และยังต้องทำให้ปลอดภัยด้วยเทคนิคพื้นบ้านต่าง ๆ ที่คนนอกไม่ควรเลียนแบบอย่างไม่รู้ประสา

การทำให้จรวดทะยานขึ้นนั้นถือเป็นเรื่องง่าย ที่ยากกว่ามากที่สุดคือการทำให้บั้งไฟสมดุลที่สุด เพื่อให้พุ่งตรง ไม่เบี้ยวโค้ง สร้างความอันตรายหากพุ่งเลี้ยวควงสว่าน ย้อนกลับลงมาสู่ฝูงชน ช่างบั้งไฟแก้ปัญหานี้ด้วยการติด "หางบั้งไฟ" ที่เป็นลำไม้ไผ่ยาวเหยียด การติดหางยาวๆ นี้ในทางฟิสิกส์คือการเลื่อน จุดศูนย์กลางแรงอัดทางอากาศ (Center of Pressure - CP) ให้อยู่ต่ำกว่า จุดศูนย์ถ่วง (Center of Gravity - CG) ของตัวบั้งไฟ ยิ่ง CP อยู่ห่างจาก CG ลงมาทางหางมากเท่าไหร่ จรวดก็จะยิ่งมีเสถียรภาพ (Stability) มากขึ้นเท่านั้น แม้จะทำให้สูญเสียความเร็วและความสูงไป ทำให้ตัวจรวดพุ่งทะยานเป็นเส้นตรงได้อย่างสง่างาม

บั้งไฟที่สมดุลดี จะพุ่งขึ้นไปอย่างสวยงาม : ที่มาภาพ Thaizer

บั้งไฟที่สมดุลดี จะพุ่งขึ้นไปอย่างสวยงาม : ที่มาภาพ Thaizer

ในยุคปัจจุบัน บั้งไฟถูกพัฒนาขนาดขึ้นไปอย่างมหาศาล จาก "บั้งไฟน้อย” หรือ “บั้งไฟกิโล" ที่บรรจุดินปืนเพียง 1 กิโลกรัม สู่ "บั้งไฟหมื่น" บรรจุดินปืน 12 กิโลกรัม "บั้งไฟแสน" บรรจุดินปืน 120 กิโลกรัม และ “บั้งไฟล้าน” ที่บรรจุดินปืนหนักถึง 1,200 กิโลกรัม! ซึ่งสามารถทำความสูงได้ถึงสิบกิโลเมตรและลอยอยู่ในอากาศได้นานหลายนาที พลังทำลายล้างและแรงขับเคลื่อนของบั้งไฟล้านนั้น เทียบเท่ากับมิสไซล์ของทหาร

บั้งไฟตะไลล้าน ทั้งหนักและมีรูปร่างแปลกไปจากบั้งไฟทั่วไป : ที่มาภาพ touronthai

บั้งไฟตะไลล้าน ทั้งหนักและมีรูปร่างแปลกไปจากบั้งไฟทั่วไป : ที่มาภาพ touronthai

คำถามที่น่าสนใจคือ "หากช่างบั้งไฟอีสานมีโอกาสได้เรียนรู้วิศวกรรมการบินและอวกาศ อย่างเป็นระบบ ประเทศไทยจะไปไกลได้แค่ไหน?"

ในระดับสากล จรวดขับดันเชื้อเพลิงแข็งยังคงเป็นเทคโนโลยีหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมอวกาศ เช่น จรวดที่ขนาบข้างกระสวยอวกาศของ NASA หรือแม้แต่จรวด SLS (Space Launch System) ในโครงการ Artemis ที่จะพามนุษย์กลับไปดวงจันทร์ ก็ยังต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงแข็ง เพราะให้แรงขับมหาศาลในเวลาอันสั้น

กระสวยอวกาศขนาบด้วยจรวดเชื้อเพลิงแข็ง : ที่มาภาพ dunyanews

กระสวยอวกาศขนาบด้วยจรวดเชื้อเพลิงแข็ง : ที่มาภาพ dunyanews

สำหรับประเทศไทย เราเริ่มมีการตื่นตัวในด้านนี้อย่างจริงจัง สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (DTI) มีการวิจัยและพัฒนาจรวดหลายลำกล้องและจรวดดัดแปรสภาพอากาศ ในขณะเดียวกัน สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ก็กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้าง Spaceport หรือฐานปล่อยจรวดในประเทศไทย เนื่องจากลักษณะทางภูมิศาสตร์ของไทยอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ซึ่งจะใช้แรงเหวี่ยงของโลกช่วยส่งจรวดได้ดี ทำให้ประหยัดเชื้อเพลิงได้มาก

และในปี 2026 ก็มีสัญญาณที่ชัดเจนว่าเยาวชนไทยพร้อมแล้วจริง ๆ เมื่อทีม DAEDALUS จากสถาบันเทคโนโลยีการบินและอวกาศ โรงเรียนอัสสัมชัญ ซึ่งประกอบด้วยนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5–6 เพียง 11 คน ภายใต้การดูแลของอาจารย์ที่ปรึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ก้าวขึ้นคว้ารางวัลชนะเลิศจาก Annual CanSat Competition 2026 ณ สหรัฐอเมริกา จัดโดย American Astronautical Society ร่วมกับศูนย์ NASA Goddard ด้วยคะแนนรวม 93.0778 จาก 100 คะแนน การแข่งขันนี้ไม่ใช่แค่การสร้างแคปซูลดาวเทียมจำลอง แต่วัดทั้งกระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ Flight Readiness Review (FRR) ผ่านการปล่อยขึ้นบินจริง ไปจนถึง Post Flight Review (PFR) เพื่อพิสูจน์ว่า CanSat ทำงานได้ตามเกณฑ์ทุกประการ ชัยชนะครั้งนี้ไม่ใช่แค่เหรียญรางวัลของโรงเรียนหนึ่ง แต่เป็นหลักฐานว่าเด็กไทยสามารถแข่งขันบนเวทีอวกาศระดับโลกได้แล้ว

การมีอยู่ของประเพณีบุญบั้งไฟ สะท้อนให้เห็นว่า DNA ของนักประดิษฐ์และวิศวกรจรวด ไหลเวียนอยู่ในสายเลือดของคนไทยมาเนิ่นนานแล้ว เรามีรากฐานทางวัฒนธรรมที่ยอมรับและหลงใหลในความท้าทายของการยิงวัตถุขึ้นสู่ท้องฟ้า สิ่งที่ขาดหายไปคือการต่อยอดนำองค์ความรู้แบบบ้าน ๆ มายกระดับมาตรฐานด้วยการวิจัย การใช้วัสดุศาสตร์สมัยใหม่ การคำนวณทางคอมพิวเตอร์เพื่อลดความเสี่ยง และการสนับสนุนเงินทุนจากภาครัฐอย่างจริงจัง

ลองจินตนาการดูว่า หากเรานำความหลงใหลในงานบุญบั้งไฟ มาเป็นแรงบันดาลใจในการจัดตั้งโครงการ "การแข่งขันจรวดอวกาศเยาวชน" (Youth Rocketry Competition) โดยให้วิศวกรและช่างบั้งไฟมาทำงานร่วมกับเด็ก ๆ สอนการใช้เซนเซอร์วัดความสูง วัดความกดอากาศ สอนการใช้ท่อพอลิเมอร์และไฟเบอร์กลาสแทนท่อพีวีซีเพื่อความปลอดภัย เราอาจจะสามารถจุดประกายความฝันให้กับเด็กไทยนับหมื่นคน ให้หันมาสนใจสายงาน STEM ได้อย่างทรงพลัง

ถ้าศรัทธาที่มีต่อพญานาคและพญาแถน คือเป้าหมายและแรงบันดาลใจ ที่ผลักดันให้คนในชุมชนลุกขึ้นมาสร้างสรรค์ผลงาน ความเข้าใจในเคมีและฟิสิกส์ของช่างบั้งไฟ ก็คงเป็นเครื่องมือที่ทำให้แรงบันดาลใจนั้นกลายเป็นความจริงและพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าได้สำเร็จ

ในอนาคต หากวันหนึ่งประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทด้านเทคโนโลยีอวกาศ มีดาวเทียม หรือมีจรวดวิจัยเป็นของตัวเอง วันนั้นเราอาจต้องมองย้อนกลับไปขอบคุณบรรพบุรุษชาวอีสาน ขอบคุณศรัทธาแห่งพญานาค และขอบคุณกระบอกไม้ไผ่อัดดินปืน ที่เป็นเสมือน "จรวดรุ่นบุกเบิก" ของชาวไทย

บางที... วิศวกรอวกาศชาวไทยคนแรกที่ได้ร่วมสร้างจรวดไปสำรวจดาวอังคาร อาจจะเป็นเด็กน้อยที่เคยยืนเงยหน้ามอง "บั้งไฟพญานาค" ทะยานตัดก้อนเมฆกลางทุ่งนาในวันนั้นก็เป็นได้


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS


ที่มาข้อมูล : saranukromthai, NASA, NASA, NASA, Gistda


“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

แท็กที่เกี่ยวข้อง

บั้งไฟบุญบั้งไฟประเพณีบุญบั้งไฟฟิสิกส์ปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์วิทยาศาสตร์Thai PBS Sci And Tech Thai PBS Sci & Tech TechnologyTechเทคโนโลยีScience
เตโชดม บุญยะโสมะ

ผู้เขียน: เตโชดม บุญยะโสมะ

เด็กวิทย์หัวใจศิลป์ ที่ตามความฝันด้วยการใช้ศิลปะเพื่อการสื่อสารวิทยาศาสตร์

บทความ NOW แนะนำ