ที่แรก! อ.คมศร ไขความเป็นมา “อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส” ไดโนเสาร์ไทยลำดับที่ 15


วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

จิราภพ ทวีสูงส่ง

Thai PBS
แชร์

ที่แรก! อ.คมศร ไขความเป็นมา “อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส” ไดโนเสาร์ไทยลำดับที่ 15

https://www.thaipbs.or.th/now/content/4199

ที่แรก! อ.คมศร ไขความเป็นมา “อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส” ไดโนเสาร์ไทยลำดับที่ 15

เรื่องไดโนเสาร์ ไว้ใจเรา! Thai PBS Sci & Tech ขอพาไปเจาะ Insight ไขความเป็นมา “อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส” (Uragasaurus kalasinensis) ไดโนเสาร์ซอโรพอดคอยาวชนิดใหม่ของโลก จากแหล่งซากดึกดำบรรพ์ภูน้อย จ.กาฬสินธุ์ อายุประมาณ 150 ล้านปี ในช่วงปลายยุคจูแรสซิก กันแบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟ กับ รศ. ดร.คมศร เลาห์ประเสริฐ ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของ นายอภิรัตน์ นิลพนาพรรณ นิสิตปริญญาเอก หลักสูตร ปร.ด.บรรพชีวินวิทยา (หลักสูตรนานาชาติ) ม.มหาสารคาม (มมส) นักวิจัยผู้ค้นพบไดโนเสาร์ลำดับที่ 15 ของไทย บอกได้เลยว่าสายไดโนเสาร์เลิฟเวอร์ บุคคลที่ชื่นชอบบรรพชีวินวิทยาไม่ควรพลาด

ภาพวาด “อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส” ภาพจาก นายอภิรัตน์ นิลพนาพรรณ และคณะ (Apirut et al., 2026)

ภาพวาด “อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส” ภาพจาก นายอภิรัตน์ นิลพนาพรรณ และคณะ (Apirut et al., 2026)

1. “อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส” แตกต่างจากไดโนเสาร์อื่นอย่างไร?

Uragasaurus kalasinensis เป็นไดโนเสาร์ที่ถูกตั้งชื่อจากกระดูกสันหลังส่วนอกที่มีลักษณะไม่เหมือนใครในโลก รศ. ดร.คมศร อธิบายเหตุผล จุดเด่นที่ทำให้แตกต่างจากชนิดอื่น เพราะตัวกระดูกสันหลังมีรูพรุนรูปหยดน้ำขนาดใหญ่ที่ไม่เหมือนใคร อยู่บริเวณปลายปีกขวางของกระดูกสันหลัง โดยเฉพาะด้านหลังจะใหญ่กว่าด้านหน้าอย่างเห็นได้ชัด

ทำไมจึงสำคัญ?

- รูพรุนลมเหล่านี้ช่วยลดน้ำหนักกระดูก ทำให้ตัวไดโนเสาร์เบาขึ้น
- ไม่มีสมาชิกตระกูล Mamenchisauridae ตัวไหนมีแบบนี้เลย - ถือเป็นลายเซ็นเฉพาะตัว

นอกจากนี้ยังมีลักษณะกระดูกสันหลังแยกเป็นสองแฉกรูป U และ เมื่อนำกระดูกไปสแกนด้วยเครื่อง CT จะเห็นว่าภายในลำกระดูกมีโครงสร้างแบบ “camellate” คือมีช่องว่างเล็ก ๆ มากมายคั่นด้วยผนังกระดูกบาง ๆ เหมือนรังผึ้ง ด้วยลักษณะเหล่านี้ จึงทำให้เรานำเสนอชื่อใหม่ขึ้นมาให้กับตัวอย่างไดโนเสาร์ที่ภูน้อย จ.กาฬสินธุ์ เป็นสกุลและชนิดใหม่ของโลก

รศ. ดร.คมศร เลาห์ประเสริฐ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหาสารคาม

รศ. ดร.คมศร เลาห์ประเสริฐ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหาสารคาม

2. เกณฑ์ในการรับรองว่าเป็นไดโนเสาร์ชนิดใหม่

ในเรื่องนี้ รศ. ดร.คมศร ให้ความรู้ว่า ทางวงการวิชาการด้านบรรพชีวินวิทยานั้น คล้าย ๆ กับงานด้านอนุกรมวิธานของสิ่งมีชีวิตในปัจจุบัน จะใช้ลักษณะของความแตกต่างที่ปรากฏชัดเจนในตัวอย่างที่พบ เป็นข้อมูลยืนยันชนิดใหม่ จากลักษณะที่อธิบายในคำถามแรก นักบรรพชีวินจะนำข้อมูลลักษณะต่าง ๆ มาวิเคราะห์ และหาตำแหน่งในสายวิวัฒนาการของไดโนเสาร์สายพันธุ์ใกล้เคียง ซึ่งเราพบว่า Uragasaurus นั้นเป็นบรรพบุรุษ (early-diverging member) ของไดโนเสาร์วงศ์ Mamenchisauridae ที่สำคัญคืองานวิจัยถูกส่งตีพิมพ์และลงทะเบียนตามมาตรฐานสากล ชื่อวิทยาศาสตร์ขึ้นทะเบียนตามหลักสากล (ICZN: International Code of Zoological Nomenclature)  

ภาพจาก นายอภิรัตน์ นิลพนาพรรณ และคณะ (Apirut et al., 2026)

ภาพจาก นายอภิรัตน์ นิลพนาพรรณ และคณะ (Apirut et al., 2026)

3. จุดเริ่มต้นสู่การค้นพบอุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส

ตัวอย่างกระดูกสันหลัง และรยางค์ขาจำนวนมาก ถูกขุดพบที่แหล่งซากดึกดำบรรพ์ภูน้อย จ.กาฬสินธุ์ นายอภิรัตน์  นิลพนาพรรณ นิสิตระดับปริญญาเอก หลักสูตร ปร.ด.บรรพชีวินวิทยา (หลักสูตรนานาชาติ) เป็นคนที่สนใจและพบความแตกต่างของตัวอย่างกระดูกสันหลังบางชิ้น จากนั้นการตรวจสอบตัวอย่างที่มีอยู่ในพิพิธภัณฑ์ ในแหล่งขุดค้นก็เกิดขึ้น โดยเริ่มจากการพยายามจำแนกลักษณะของตัวอย่างกระดูกสันหลังออกเป็นกลุ่ม จากนั้นทำการเปรียบเทียบกับตัวอย่างของไทยที่มีการศึกษาแล้วอย่าง Phuwiangosaurus sirindhornae กับตัวอย่าง Mamenchisauridae รวมถึงไดโนเสาร์อื่นทั่วโลก

การค้นพบครั้งนี้ เริ่มต้นจากการขุดค้นที่บ้านดินจี่ อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ เราพบกระดูกไดโนเสาร์ฝังอยู่ในชั้นหินภูกระดึงตอนล่าง ซึ่งมีอายุประมาณ 150-145 ล้านปี (ยุคจูแรสสิกตอนปลาย)

โดยมีตัวอย่างมาตรฐาน (Holotype): กระดูกสันหลังส่วนอกด้านหน้า 1 ชิ้น รหัส PRC 460 สภาพสมบูรณ์ แม้จะถูกอัดทับจากหน้าไปหลัง เก็บรักษาที่ศูนย์วิจัยและการศึกษาทางบรรพชีวินวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างถูกศึกษาด้วยเทคนิค การสแกน CT (Computed Tomography) โดยนำกระดูกไปสแกนด้วยเครื่อง CT Scanner ที่ รพ.สุธาเวช เพื่อดูโครงสร้างภายใน ผลการสแกน CT เผยให้เห็น: โครงสร้างโพรงแบบ camellate (เหมือนรังผึ้ง) มีช่องว่างเล็ก ๆ มากมายคั่นด้วยผนังกระดูกบาง ๆ ซึ่งช่วยลดน้ำหนักกระดูกแต่ยังคงความแข็งแรง

ทำให้พบลักษณะเฉพาะตัว (autapomorphy) โพรงอากาศรูปหยดน้ำบนปีกกระดูกสันหลัง และแผ่นกระดูกรูปตัว Y บริเวณกลางกระดูกเหนือช่องกระดูกสันหลัง (neural canal) ลักษณะเช่นนี้ไม่มีในไดโนเสาร์ชนิดอื่น ๆ ในตระกูลเดียวกัน

ภาพวาด “อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส” ภาพจาก นายอภิรัตน์ นิลพนาพรรณ และคณะ (Apirut et al., 2026)

ภาพวาด “อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส” ภาพจาก นายอภิรัตน์ นิลพนาพรรณ และคณะ (Apirut et al., 2026)

4. เหตุผลที่ตั้งชื่อไดโนเสาร์ชนิดนี้ว่า “อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส”

รศ. ดร.คมศร เผยว่า ชื่อสกุล “อุรคาซอรัส” แปลว่า “สัตว์เลื้อยคลานคล้ายงู” จากรากศัพท์ภาษาสันสกฤต “อุรค- (उरग)” หมายถึง “ผู้ที่เคลื่อนไปด้วยอก” หรือ “งู” ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของไดโนเสาร์กลุ่มมาเมนชิซอริด (Mamenchisaurid) ที่สัดส่วนคอยาวเป็นพิเศษคล้ายงู ส่วนคำว่า “ซอรัส (σαῦρος)” จากภาษากรีกโบราณ หมายถึง กิ้งก่า หรือสัตว์เลื้อยคลาน ส่วนชื่อชนิด “กาฬสินธุ์เอนซิส” บ่งชี้ถึงสถานที่ค้นพบ นั่นคือแหล่งซากดึกดำบรรพ์ภูน้อย จังหวัดกาฬสินธุ์

5. แหล่งซากดึกดำบรรพ์ภูน้อย และแหล่งอื่นในภาคอีสาน ให้ความรู้-สร้างความเข้าใจอะไรบ้าง

“ภูน้อย เป็นแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่มีอายุราว ๆ 150-145 ล้านปี (ยุคจูแรสสิกตอนปลาย) ซึ่งในโลกของเราแหล่งสะสมตะกอนที่มีอายุอยู่ในช่วงนี้มีอยู่เยอะพอสมควร แต่ที่มีซากดึกดำบรรพ์สัตว์มีกระดูกสันหลังอุดมสมบูรณ์เช่น ภูน้อย มีอยู่ไม่กี่แห่งในโลก” รศ. ดร.คมศร ตอบในประเด็นดังกล่าว

โดยปัจจุบันนักบรรพชีวินทั่วโลก ต่างพยายามเข้ามาศึกษาหาข้อมูลจากภูน้อยอย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนมาก นอกจากที่ภูน้อยแล้ว ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังมีแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่น่าสนใจอีกหลายพื้นที่ เช่น บ้านสะพานหิน จ.นครราชสีมา, แหล่งไดโนเสาร์โคกผาส้วม จ.อุบลราชธานี หรือ ภูเวียง จ.ขอนแก่น ที่เหล่านี้ล้วนเคยมีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ที่สำคัญ ๆ ที่มีอิทธิพลช่วยอธิบายความรู้ด้านชีววิทยา ธรณีวิทยา บรรพชีวินวิทยา ของสัตว์มีกระดูกสันหลังโลกมาแล้วมากมาย

ภาพจาก นายอภิรัตน์ นิลพนาพรรณ และคณะ (Apirut et al., 2026)

ภาพจาก นายอภิรัตน์ นิลพนาพรรณ และคณะ (Apirut et al., 2026)

6. นักบรรพชีวินได้เรียนรู้อะไร? จากการค้นพบ “อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส”  

รศ. ดร.คมศร กล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า การค้นพบ “อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส” (Uragasaurus kalasinensis) เป็นประตูบานแรกที่เชื่อมโยงข้อมูลของไดโนเสาร์คอยาว กลุ่มซอโรพอด (Sauropod) ในวงศ์มาเมนชิซอริด (Mamenchisauridae) ซึ่งพบมากในช่วงยุคจูแรสซิกตอนกลางถึงตอนปลายของประเทศจีน กับการกระจายตัวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย โดยครั้งนี้เป็นไดโนเสาร์ซอโรพอดตัวแรกที่มีพบและตั้งชื่อในหมวดหินภูกระดึงของไทย เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า แม้ซากดึกดำบรรพ์จะมีปรากฏอยู่จำนวนมาก แต่การจะระบุหรือตั้งชื่อให้ตัวอย่างสักชิ้นนั้น ต้องใช้ความระมัดระวัง และหลักฐานเชิงประจักษ์อย่างมากในการตัดสินใจ ความอดทนและรอบคอบ เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับงานทางด้านบรรพชีวินวิทยา

7. นอกจากค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์ไทย ทีมวิจัยอยากศึกษาฟอสซิลสัตว์ชนิดใด ?

หากนอกเหนือจากไดโนเสาร์ ทีมวิจัยของ มมส มีความสนใจซากดึกดำบรรพ์สัตว์มีกระดูกสันหลังในภาพรวม เพราะประเทศไทยไม่ได้มีแค่ไดโนเสาร์ แต่ยังมีบันทึกของสิ่งมีชีวิตโบราณจำนวนมาก ทั้งในมหายุคมีโซโซอิก ซึ่งเป็นยุคไดโนเสาร์ และมหายุคซีโนโซอิก หลังการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ ที่ผ่านมาทีมวิจัยของ มมส ศึกษาซากดึกดำบรรพ์จระเข้ชนิดใหม่ของโลกมากกว่า 10 ชนิด ฉลามน้ำจืด สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก สัตว์เลื้อยคลานบินได้ ปลากระดูกแข็ง และเต่าอีกหลายกลุ่ม สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า แผ่นดินไทยเคยเป็นระบบนิเวศโบราณที่หลากหลายและสำคัญมากในระดับโลก

ทิศทางต่อไปของทีมวิจัยของ มมส คือการใช้เทคโนโลยี CT scan และ micro-CT ศึกษาโครงสร้างภายในของซากดึกดำบรรพ์ เช่น กะโหลกและสมองจำลอง โดยลดการทำลายตัวอย่าง และนำไปเปรียบเทียบกับสัตว์ปัจจุบัน เพื่อเข้าใจว่าสัตว์โบราณเหล่านี้เคยมีชีวิต เคลื่อนไหว ล่าเหยื่อ รับรู้สิ่งแวดล้อม และปรับตัวอย่างไร ดังนั้นสำหรับ รศ. ดร.คมศร และนิสิตที่เรียนสาขานี้ ซากดึกดำบรรพ์หรือฟอสซิลไม่ใช่แค่ “กระดูกเก่า” แต่คือหลักฐานที่จะช่วยเล่าเรื่องชีวิตในอดีตของประเทศไทยให้ชัดขึ้น และเชื่อมโยงองค์ความรู้ไทยเข้ากับเวทีวิทยาศาสตร์โลก

ฟอสซิล “อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส” ถูกนำมา CT scan ภาพจาก นายอภิรัตน์ นิลพนาพรรณ และคณะ (Apirut et al., 2026)

ฟอสซิล “อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส” ถูกนำมา CT scan ภาพจาก นายอภิรัตน์ นิลพนาพรรณ และคณะ (Apirut et al., 2026)

8. ไทยจะมีไดโนเสาร์ลำดับที่ 16 ในอนาคตอันใกล้หรือเปล่า

คำถามนี้ รศ. ดร.คมศร ตอบอย่างมั่นใจว่า “มีแน่นอนครับ” และเชื่อว่าในอนาคตเราจะได้เห็นไดโนเสาร์ไทยลำดับถัดไปอย่างแน่นอน เพียงแต่งานบรรพชีวินวิทยาต้องอาศัยทั้งหลักฐาน ความอดทน และความรอบคอบอย่างมาก เพราะการประกาศชนิดใหม่ไม่ใช่แค่การตั้งชื่อ แต่เป็นการบันทึกข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ไว้ให้คนรุ่นหลังใช้ต่อไป สิ่งที่เราศึกษา เขียน และส่งตีพิมพ์ว่ายากแล้ว แต่ถ้าการตีความหรือการตัดสินใจผิดพลาด การแก้ไขภายหลังจะยากกว่าหลายเท่า ดังนั้น นักบรรพชีวินวิทยาจึงต้องมั่นใจว่าหลักฐานหนักแน่นพอ ก่อนจะประกาศว่าเป็นไดโนเสาร์ชนิดใหม่ของประเทศไทย

9. ทำไม? ในไทยจึงพบฟอสซิลไดโนเสาร์คอยาวกินพืช บ่อยกว่าไดโนเสาร์กินเนื้อ

“เรื่องนี้มองได้หลายมุม” รศ. ดร.คมศร อธิบาย เพราะก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า “การกลายเป็นฟอสซิล” ไม่ได้เกิดกับสัตว์ทุกตัวเท่ากัน ไดโนเสาร์คอยาวกินพืชมักมีขนาดใหญ่ มีกระดูกจำนวนมาก และหลายชนิดอาศัยอยู่ใกล้แหล่งน้ำหรือพื้นที่สะสมตะกอน โอกาสที่ซากของมันจะถูกฝังและรักษาไว้จึงค่อนข้างสูงกว่า

อีกมุมหนึ่งคือ ในระบบนิเวศ ไดโนเสาร์กินพืชมักมีจำนวนมากกว่าไดโนเสาร์กินเนื้ออยู่แล้ว คล้ายกับธรรมชาติปัจจุบันที่สัตว์กินพืชมักมีประชากรมากกว่านักล่า ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจมากนัก หากเมื่อเวลาผ่านไปหลายร้อยล้านปีแล้วเราจะมีโอกาสพบซากดึกดำบรรพ์ของไดโนเสาร์คอยาวกินพืช ได้บ่อยกว่าไดโนเสาร์กลุ่มกินเนื้อ แต่ไม่ได้แปลว่าฟอสซิลไดโนเสาร์กินเนื้อไม่มี เพียงแต่โอกาสที่จะเหลือรอดมาเป็นซากดึกดำบรรพ์และถูกค้นพบนั้นน้อยกว่า

ฟอสซิล “อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส” ภาพจาก นายอภิรัตน์ นิลพนาพรรณ และคณะ (Apirut et al., 2026)

ฟอสซิล “อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส” ภาพจาก นายอภิรัตน์ นิลพนาพรรณ และคณะ (Apirut et al., 2026)

10. ในอนาคตพื้นที่ภาคอีสาน เช่น จ.กาฬสินธุ์ จะกลายเป็นแหล่งศึกษาฟอสซิลไดโนเสาร์ระดับโลกได้หรือไม่ ?

เรื่องนี้ รศ. ดร.คมศร ยืนยันว่า พื้นที่ภาคอีสาน โดยเฉพาะ จ.กาฬสินธุ์ เป็นแหล่งศึกษาซากดึกดำบรรพ์ระดับโลกมานานแล้ว ไม่ใช่เฉพาะไดโนเสาร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงฉลามโบราณ สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก จระเข้ เต่า ปลากระดูกแข็ง และสัตว์เลื้อยคลานบินได้ ซึ่งสะท้อนว่าพื้นที่แห่งนี้ คือคลังข้อมูลสำคัญของวิวัฒนาการสิ่งมีชีวิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

11. บทบาทความสำคัญของนักบรรพชีวินวิทยา

นักบรรพชีวินวิทยาไม่ได้ทำหน้าที่แค่ “ขุดไดโนเสาร์” รศ. ดร.คมศร ย้ำหนักแน่นให้เห็นถึงความสำคัญ แต่เราพยายามอ่านหลักฐานจากอดีต เพื่ออธิบายว่าโลก สิ่งมีชีวิต และสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงมาอย่างไร ซากดึกดำบรรพ์หนึ่งชิ้นอาจบอกเราได้ทั้งอายุของชั้นหิน ระบบนิเวศในอดีต วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต และตำแหน่งของประเทศไทยบนแผนที่ความรู้ของโลก

ความสำคัญของงานนี้คือ การทำให้คนไทยเห็นว่า แผ่นดินของเรามีประวัติศาสตร์ธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ที่ใดในโลก การค้นพบไดโนเสาร์ไทยแต่ละชนิดไม่ใช่แค่ชื่อใหม่ในตำรา แต่เป็นหลักฐานว่าประเทศไทยมีทรัพยากรทางวิทยาศาสตร์ที่มีคุณค่า และสามารถสร้างองค์ความรู้ระดับนานาชาติได้จากบ้านของเราเอง

นายอภิรัตน์ นิลพนาพรรณ (เสื้อสีเหลือง) นิสิตปริญญาเอก หลักสูตร ปร.ด.บรรพชีวินวิทยา (หลักสูตรนานาชาติ) ม.มหาสารคาม (มมส) นักวิจัยผู้ค้นพบไดโนเสาร์ลำดับที่ 15 ของไทย

นายอภิรัตน์ นิลพนาพรรณ (เสื้อสีเหลือง) นิสิตปริญญาเอก หลักสูตร ปร.ด.บรรพชีวินวิทยา (หลักสูตรนานาชาติ) ม.มหาสารคาม (มมส) นักวิจัยผู้ค้นพบไดโนเสาร์ลำดับที่ 15 ของไทย

12. ก้าวต่อไปในอนาคตของนักบรรพชีวินวิทยา มมส

สิ่งที่สำคัญคือ การสร้างทั้ง “องค์ความรู้ใหม่” และ “คนรุ่นใหม่” ไปพร้อมกัน รศ. ดร.คมศร เผย ที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาบรรพชีวินวิทยา (นานาชาติ) ซึ่งเป็นหลักสูตรเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีเป้าหมายมุ่งผลิตนักบรรพชีวินวิทยาไทยให้มีศักยภาพในระดับสากล

ปัจจุบัน งานวิจัยของที่นี่ขับเคลื่อนร่วมกับเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์จากยุโรป สหรัฐอเมริกา และเอเชียอย่างต่อเนื่อง ทำให้งานบรรพชีวินวิทยาของไทยไม่หยุดอยู่เพียงการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ใหม่ แต่ก้าวไปสู่การตีความเชิงวิวัฒนาการ ระบบนิเวศโบราณ และการสร้างองค์ความรู้ที่เชื่อมโยงกับเวทีโลก โดยสิ่งที่น่าสนใจคือ เด็กไทยและคนรุ่นใหม่เริ่มให้ความสนใจศาสตร์นี้มากขึ้น เพราะบรรพชีวินวิทยาไม่ใช่แค่เรื่องของไดโนเสาร์ แต่เป็นศาสตร์ที่ช่วยอธิบายประวัติชีวิต โลกโบราณ และความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติในระยะยาว ดังนั้นอนาคตของบรรพชีวินวิทยาจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายและน่าติดตามมาก ไม่ใช่เฉพาะสำหรับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม แต่สำหรับประเทศไทยโดยรวม

13. ทำไม? คนทั่วไปควรสนใจฟอสซิลไดโนเสาร์

“อยากให้คนทั่วไปมองซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ไม่ใช่แค่กระดูกเก่า ๆ แต่เป็นหลักฐานจริงที่ช่วยเล่าเรื่อง ว่าแผ่นดินไทยเคยเป็นอย่างไรเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อน ฟอสซิลหนึ่งชิ้นอาจบอกเราในเรื่องชีวิตโบราณได้” รศ. ดร.คมศร อธิบายให้เห็นภาพ

สภาพแวดล้อม วิวัฒนาการ และประวัติของโลก ที่น่าสนใจคือ บรรพชีวินวิทยาไม่ใช่ศาสตร์ของการขุดซากดึกดำบรรพ์อย่างเดียว แต่รวมทั้งชีววิทยา ธรณีวิทยา วิวัฒนาการ เทคโนโลยีสามมิติ และการสื่อสารวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกัน หากใครเป็นคนช่างสังเกต ชอบตั้งคำถาม และอยากเข้าใจโลกจากหลักฐานจริง สาขานี้เปิดโอกาสให้ได้ค้นพบสิ่งใหม่ที่ยังไม่มีใครเคยรู้มาก่อน

เพราะ “ฟอสซิลไดโนเสาร์” ไม่ใช่แค่เรื่องของอดีต แต่คือประตูที่ทำให้คนไทย โดยเฉพาะเยาวชนเห็นว่า ประเทศของเรามีเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ระดับโลก ซ่อนอยู่ใต้แผ่นดินของเราเอง

14. สิ่งที่จะทำให้ “บรรพชีวินวิทยา” เมืองไทยเติบโต

รศ. ดร.คมศร กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า สิ่งที่อยากเห็นคือการทำให้ “บรรพชีวินวิทยา” เป็นเส้นทางอาชีพที่ชัดเจนในประเทศไทย ไม่ใช่เป็นเพียงความสนใจเฉพาะกลุ่ม วันนี้เมืองไทยมีกฎหมายคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ แสดงว่าประเทศเห็นคุณค่าของซากดึกดำบรรพ์แล้ว แต่สิ่งที่ต้องไปต่อคือการสร้างคน สร้างตำแหน่งงาน สร้างทุนวิจัย พิพิธภัณฑ์ ห้องปฏิบัติการ และหลักสูตรที่เข้มแข็ง เพื่อให้เด็กไทยเห็นว่าเขาสามารถเติบโตเป็นนักบรรพชีวินวิทยา นักวิจัย ภัณฑารักษ์ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านมรดกธรรมชาติได้จริง

ซากดึกดำบรรพ์ ไม่ใช่แค่กระดูกโบราณ แต่คือประวัติศาสตร์ของโลก เป็นทรัพยากรทางวิทยาศาสตร์ และเป็นทุนทางวัฒนธรรมของประเทศ ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมาก เราไม่ได้มีแค่ไดโนเสาร์ แต่มีเรื่องราวของโลกดึกดำบรรพ์ที่สามารถสร้างทั้งความรู้ ความภาคภูมิใจ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้ประเทศได้


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS


“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

แท็กที่เกี่ยวข้อง

อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิสUragasaurus kalasinensisภูน้อยแหล่งซากดึกดำบรรพ์ภูน้อยซากดึกดำบรรพ์จ.กาฬสินธุ์ฟอสซิลฟอสซิลกระดูกไดโนเสาร์ไดโนเสาร์นักวิทยาศาสตร์นักวิจัยนักวิจัยไทยนักบรรพชีวินนักบรรพชีวินวิทยาบรรพชีวินบรรพชีวินวิทยาวิทยาศาสตร์Thai PBS Sci And Tech Thai PBS Sci & Tech ScienceThai Genius
จิราภพ ทวีสูงส่ง

ผู้เขียน: จิราภพ ทวีสูงส่ง

"เซบา บาสตี้" นิสิตสาขาวิชาภาษาเพื่อการสร้างสรรค์งานสื่อสิ่งพิมพ์ ม.มหาสารคาม เจ้าหน้าที่เนื้อหาดิจิทัล สำนักสื่อดิจิทัล ไทยพีบีเอส คนทำงานด้านการเขียน : Specialist Contents / Journalist / Writer / Creative Copywriter / Proofreader Lover

บทความ NOW แนะนำ