รัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลลับเกี่ยวกับปรากฏการณ์ผิดปกติที่ไม่สามารถระบุได้ (UAPs) หลายร้อยกรณี ซึ่งครอบคลุมช่วงปี 1940 จนถึงปัจจุบัน ได้จุดประกายความคิดที่ว่ามนุษย์ต่างดาวกำลังมาเยือนโลก โดยผลสำรวจในออสเตรเลียสหรัฐอเมริกาและที่อื่น ๆ ชี้ให้เห็นว่า ประมาณหนึ่งในสามของประชาชน เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวเคยอยู่บนโลกนี้ แต่อย่างไรก็ตาม Carol Oliver ศาสตราจารย์ด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์และดาราชีววิทยา จาก UNSW Sydney แสดงความเห็นว่า แม้ว่าสิ่งที่เราทราบเกี่ยวกับจักรวาลจะบ่งชี้ว่า สิ่งมีชีวิตต่างดาวอาจมีอยู่จริง แต่ก็มีเหตุผลสำคัญสามประการที่ทำให้มนุษย์ต่างดาวไม่น่าจะมาเยือนโลกของเรา
ภาพประกอบโดยศิลปินแสดงถึงอารยธรรมต่างดาวที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยบนดาวเคราะห์ที่ห่างไกล สีสันถูกแต่งเติมให้เกินจริงเพื่อแสดงถึงมลภาวะทางอากาศที่เพิ่มมากขึ้น ภาพจาก NASA/Jay Freidlander
1. “อวกาศ” พื้นที่กว้างขวางมาก กว้างขวางอย่างเหลือเชื่อ
ประการแรกอวกาศนั้นกว้างใหญ่ไพศาลเกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้ ดาวฤกษ์พร็อกซิมา เซนทอรี (Proxima Centauri) ซึ่งเป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ของเรามากที่สุด อยู่ห่างออกไปประมาณ 40 ล้านล้านกิโลเมตร หรือไกลกว่าระยะทางจากดวงอาทิตย์ถึงโลก ถึง 268,000 เท่า หรือประมาณ 4.3 ปีแสง ตามที่นักดาราศาสตร์วัดได้ (หนึ่งปีแสง คือระยะทางที่แสงเดินทางในหนึ่งปี ด้วยความเร็ว 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที)
เทคโนโลยีในปัจจุบัน มนุษย์สามารถเดินทางข้ามอวกาศได้ด้วยความเร็วเพียงเศษเสี้ยวของความเร็วแสงเท่านั้น แม้แต่ยานอวกาศที่เร็วที่สุดอย่าง Parker Solar Probe ก็ยังเดินทางด้วยความเร็วสูงสุดประมาณ 191 กิโลเมตรต่อวินาที ซึ่งคิดเป็น 0.064% ของความเร็วแสง
ด้วยความเร็วระดับนั้น จะต้องใช้เวลาประมาณ 6,650 ปี กว่าจะไปถึงดาวฤกษ์พร็อกซิมา เซนทอรี และนั่นเป็นเพียงแค่ในระบบสุริยะใกล้เคียงเท่านั้น ดังนั้น การเดินทางระหว่างดวงดาวภายในช่วงชีวิตของมนุษย์จึงต้องใช้ความเร็วที่สูงกว่านี้มาก สมมุติว่าเรามีวิธีการเดินทางที่ใกล้เคียงกับความเร็วแสงได้ นั่นก็เป็นปัญหาแรกของการเดินทางด้วยความเร็วระดับนั้นด้วย
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้พิสูจน์แล้วว่า “เวลา” เป็นสิ่งสัมพัทธ์ อัตราการไหลของเวลาไม่เท่ากันในทุกที่ในจักรวาล ยิ่งยานอวกาศเดินทางออกจากโลกเร็วเท่าไร เวลาสำหรับผู้โดยสารก็จะยิ่งผ่านไปช้าลงเท่านั้น ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “การยืดเวลา” (Time Dilation)
ตัวอย่างเช่น เมื่อสก็อตต์ เคลลี นักบินอวกาศของนาซา เดินทางกลับสู่โลกหลังจากใช้เวลาหนึ่งปีบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) เขาจะมีอายุอ่อนกว่าน้องชายฝาแฝดของเขาเพียงไม่กี่มิลลิวินาที เนื่องจากเวลาจะเคลื่อนที่ช้าลงสำหรับวัตถุที่เคลื่อนที่ และสถานีอวกาศนานาชาติเคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 28,150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ความแตกต่างนี้แทบไม่มีนัยสำคัญสำหรับฝาแฝดเคลลี แต่สำหรับมนุษย์ต่างดาวที่บินตีลังกาผ่านท้องฟ้าของเรา ความแตกต่างนี้จะมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากต้องเดินทางมายังโลกและกลับมาจากระบบดาวที่อยู่ห่างไกลด้วยความเร็วที่สูงขึ้นอย่างแน่นอน
มนุษย์ต่างดาวจะกลับบ้านไปยังดาวเคราะห์ที่เก่าแก่กว่าดาวเคราะห์ที่จากมามาก อาจจะเก่าแก่กว่าเป็นศตวรรษหรือมากกว่านั้น มนุษย์ต่างดาวจะเป็นผู้ถูกเนรเทศทางกาลเวลา
ภาพถ่ายจากภารกิจอะพอลโล 17 ในเดือนธันวาคม ปี 1972 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทบทวนเอกสารเกี่ยวกับวัตถุบินไม่ทราบชนิด (UAP) ในอดีต ภาพจาก NASA
2. ความต้องการพลังงานสูงอย่างไม่น่าเชื่อ
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องความต้องการพลังงานมหาศาลอย่างไม่น่าเชื่อ สำหรับการเดินทางระหว่างดวงดาวอีกด้วย มวลของยานอวกาศจะเพิ่มขึ้นตามความเร็ว ดังนั้นจึงต้องใช้พลังงานมากขึ้น ในการเร่งความเร็วของยานอวกาศ ที่ความเร็วแสง ยานอวกาศจะมีมวลมหาศาลจนแทบไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งต้องใช้พลังงานมหาศาลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด นี่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน
อีกประเด็นสำคัญคือ อวกาศเป็นสุญญากาศ แต่ก็ไม่ใช่สุญญากาศโดยสมบูรณ์ และมีอนุภาคอยู่มากพอที่จะต้องกังวล โดยอนุภาคเหล่านี้อาจก่อให้เกิดรังสีอันตรายถึงชีวิตต่อผู้โดยสารและอุปกรณ์ของยานอวกาศความเร็วสูง หรืออาจทำลายยานอวกาศได้เลย อะตอมไฮโดรเจนที่กระจายตัวอย่างเบาบางจะกลายเป็นรังสีเข้มข้นที่ความเร็วใกล้เคียงกับความเร็วแสง และความร้อนที่เกิดขึ้นจะกัดกร่อนและทำลายตัวยานในที่สุด
นักฟิสิกส์ Miguel Alcubierre กล่าวว่า การเดินทางที่เร็วกว่าแสงนั้นเป็นไปได้ แต่ก็มาพร้อมกับปัญหาหลายประการและความต้องการพลังงานที่ในปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้
นั่นทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมต้องเสียพลังงานมากมายขนาดนี้เพื่อเดินทางมายังโลก? สิ่งที่เรามีนั้น เช่น อารยธรรมที่ก้าวหน้า (ซึ่งมนุษย์ต่างดาวจะต้องก้าวหน้ามากพอที่จะเดินทางมายังโลกได้) ก็สามารถผลิตได้บนดาวเคราะห์ของมนุษย์ต่างดาวเอง
ภาพจำลองของศิลปินแสดงดาวฤกษ์ที่อยู่ด้านหลังดาวหางที่แตกกระจาย ภาพจาก NASA/JPL-Caltech
3. “โลก” ชีวภาคอันเป็นเอกลักษณ์
อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือระบบนิเวศของเรา ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของโลกเท่าที่นักวิทยาศาสตร์ทราบ สิ่งมีชีวิตและโลกได้วิวัฒนาการร่วมกัน สิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนจะไม่สามารถดำรงอยู่บนโลกได้หากไซยาโนแบคทีเรีย (cyanobacteria) ซึ่งเป็นจุลินทรีย์เซลล์เดียวชนิดหนึ่ง ไม่ได้สูบฉีดออกซิเจนเข้าไปในชั้นบรรยากาศที่มีไนโตรเจนเป็นส่วนใหญ่เมื่อ 2.4 พันล้านปีก่อน
ดังนั้น ออกซิเจนจึงไม่เป็นพิษต่อมนุษย์ แต่เนื่องจากออกซิเจนมีปฏิกิริยาสูงและอาจกัดกร่อนสิ่งมีชีวิตต่างดาวได้มาก และถึงแม้ว่ามนุษย์ต่างดาวจะสวมชุดป้องกันเหมือนมนุษย์ เมื่อไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย แต่รายงานเกี่ยวกับการมาเยือนของสิ่งมีชีวิตต่างดาวก็ไม่ได้กล่าวถึงชุดอวกาศแต่อย่างใด
ภาพ UAP ภาพจาก Department of Defense USA
สรุปแล้ว มนุษย์ต่างดาวมีอยู่จริงหรือไม่?
ถ้ามนุษย์ต่างดาวไม่ได้อยู่ที่นี่ แล้วจะอยู่ที่ไหนล่ะ? นี่เป็นคำถามที่น่าสนใจทั้งในเชิงวิทยาศาสตร์และปรัชญา นักวิทยาศาสตร์ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอ แต่ก็กำลังศึกษาหาคำตอบกันอยู่
มีการค้นพบ ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะประมาณ 6,200 ดวง ในระบบสุริยะมากกว่า 4,700 ระบบ แต่ไม่มีดวงใดที่เหมือนโลกหรือระบบสุริยะของเราเลย ดาวฤกษ์ส่วนใหญ่มีดาวเคราะห์อย่างน้อยหนึ่งดวง และในกาแล็กซีทางช้างเผือก (Milky Way) มีดาวฤกษ์มากกว่า 100,000 ล้านดวง ดังนั้นจำนวนดาวเคราะห์จึงมีจำนวนมหาศาล และบางดวงอาจมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้
บริเวณอื่นใกล้กับโลก มีดาวเคราะห์ที่มีศักยภาพในการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ได้แก่ ดาวอังคารยูโรปา (ดวงจันทร์ของ ดาวพฤหัสบดี), เอนเซลาดัส และไททัน (ดวงจันทร์ของดาวเสาร์) หากเราค้นพบว่า สิ่งมีชีวิตถือกำเนิดขึ้นสองครั้งในระบบสุริยะของเรา นั่นจะเพิ่มโอกาสที่จะมีสิ่งมีชีวิตในที่อื่น ๆ
นับตั้งแต่ปี 1960 เป็นต้นมา เรามีความสามารถในการค้นหาสิ่งมีชีวิตจากดาวอื่น โดยอาศัยหลักการทางดาราศาสตร์วิทยุตามปกติ โครงการค้นหาสิ่งมีชีวิตต่างดาวที่ใหญ่ที่สุดดำเนินการโดยสถาบัน SETI (Search for Extraterrestrial Intelligence) ในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ และ โครงการ Breakthrough Listen ซึ่งตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดในสหราชอาณาจักร
จากการค้นหาทั้งหมดไม่พบสิ่งใดเลย การค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลกในช่วงเวลาประมาณเกือบหนึ่งร้อยปีของเรา ในประวัติศาสตร์ 13.8 พันล้านปี ของจักรวาลนั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก
อย่างไรก็ตาม อาจเป็นดังที่บทความในวารสาร Nature ปี 1959 ที่ระบุไว้ว่า แม้ว่าจะเป็นเรื่องยากที่จะประเมินโอกาสแห่งความสำเร็จ แต่ถ้าเราไม่ค้นหา โอกาสก็จะลดลงเหลือศูนย์
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
ที่มาข้อมูล : theconversation
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech









