เจาะลึก “เวียดนาม” จาก “สิ้นชาติสิ้นแผ่นดิน” สู่วันที่ “เวียดนามแซงไทย”


Insight

สลิณา จินตวิจิต

Thai PBS
แชร์

เจาะลึก “เวียดนาม” จาก “สิ้นชาติสิ้นแผ่นดิน” สู่วันที่ “เวียดนามแซงไทย”

https://www.thaipbs.or.th/now/content/4201

เจาะลึก “เวียดนาม” จาก “สิ้นชาติสิ้นแผ่นดิน” สู่วันที่ “เวียดนามแซงไทย”

Back To Basics ชวนจับตาดูการเจริญเติบโตของเวียดนาม ตั้งแต่อดีตอันโหดร้ายจนเรียกได้แทบจะ “สิ้นชาติสิ้นแผ่นดิน” สู่วันที่เวียดนามกำลังจะผงาดขึ้นมาเป็น “หัวแถวแห่งเอเชีย” ทำให้วลีที่ว่า “เวียดนามแซงไทย” อาจไม่ใช่แค่คำพูดลอย ๆ อีกต่อไป

“เวียดนาม” เป็นประเทศที่แทบจะ “สิ้นชาติสิ้นแผ่นดิน” มาแล้วหลายครั้ง ทั้งตกอยู่ใต้การปกครองของจีน ตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส และผ่านการทำสงครามกับสหรัฐอเมริกา แต่ในขณะนี้ เวียดนามกำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเรียกได้ว่ามีศักยภาพที่จะเป็น “หัวแถว” แห่งเอเชีย และจะ “แซง” ไทยได้ในอนาคต

Thai PBS พาไปเจาะลึกพัฒนาการของเวียดนาม ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พร้อมวิเคราะห์อนาคตของเวียดนาม ร่วมกับ อาจารย์ ทรงฤทธิ์ โพนเงิน นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญประเทศอาเซียน และ ผศ. ดร.พิสิฐ อำนวยเงินตรา อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ สองแขกรับเชิญทรงคุณภาพ จากรายการ Back To Basics
 

“สิ้นชาติสิ้นแผ่นดิน” อดีตอันขมขื่นของเวียดนาม

อาจารย์ทรงฤทธิ์ เล่าว่า ต้นกำเนิดของประเทศเวียดนาม มาจากอาณาจักรโบราณชื่อ “อาณาจักรเอาลัก” ซึ่งเป็นอาณาจักรเล็ก ๆ บริเวณปากแม่น้ำแดง ผู้คนทำการเกษตรเป็นหลัก ผู้นำของอาณาจักรมีลักษณะเป็นขุนศึก อาณาจักรเอาลักตกอยู่ใต้อิทธิพลของจีนตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น โดยรวมแล้วสามารถนับได้ว่าเวียดนามตกอยู่ใต้อิทธิพลของจีนเป็นเวลา 1,049 ปี ในช่วงเวลาที่อำนาจของจีนอ่อนลง เวียดนามก็สามารถขยายขอบเขตอำนาจได้ จนมีจักรพรรดิของตัวเองอย่าง “ลี ทาย โท” ปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ลี้ ผู้สถาปนากรุงฮานอย และย้ายเมืองหลวงมายัง “เมืองทังลอง” ซึ่งคือ “ฮานอย” ในปัจจุบันนั่นเอง

อนุสาวรีย์ปฐมจักรพรรดิ ลี ทาย โท, ที่มา: AFP

อนุสาวรีย์ปฐมจักรพรรดิ ลี ทาย โท, ที่มา: AFP

ต่อมาเวียดนามได้ตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสเป็นเวลา 96 ปี ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเวียดนามเกิดขบวนการสร้างชาติ เพื่อปลดแอกอาณานิคมขึ้น โดยมีการจับมือกันระหว่าง 3 ชาติอินโดจีน ได้แก่ เวียดนาม กัมพูชา และลาว โดยมีเป้าหมายที่จะเป็นเอกราชจากฝรั่งเศสให้จงได้ 

ผู้นำในการกอบกู้เอกราชของเวียดนามคือ “โฮจิมินห์” หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “ลุงโฮ” โดยโฮจิมินห์ได้เริ่มต้นชีวิตการทำงาน จากการเป็น “ลูกมือเชฟ” บนเรือฝรั่งเศส เพื่อที่จะได้เดินทางไปทวีปยุโรป ซึ่งเมืองแรกที่โฮจิมินห์ได้ไปคือปารีส โดยเขาประกอบอาชีพรับจ้าง และใช้เวลาวันหยุดไปกับการค้นคว้าหาความรู้

จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1920 มีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งฝรั่งเศสขึ้น โฮจิมินห์ก็ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคด้วย ซึ่งการเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศสนี้เอง ทำให้โฮจิมินห์มีสายสัมพันธ์กับทางรัสเซีย และได้เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์รัสเซียในเวลาต่อมา

โฮจิมินห์ใช้ชีวิตระหกระเหินไปทั่วโลก เพื่อเตรียมการปลดแอกเวียดนามจากฝรั่งเศส และหวนคืนสู่เวียดนามใน ค.ศ. 1941 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เวียดนามถูกญี่ปุ่นยึดครองในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 การถูกญี่ปุ่นยึดครองทำให้คนเวียดนามเกิดสำนึกในความเป็นชาติ เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1945 โฮจิมินห์จึงประกาศเอกราช ในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1945

"เวลาคนเวียดนามมองมาที่ลุงโฮ ท่านเปรียบเสมือนหนึ่งเทพเจ้า ที่ทุกคนศรัทธาในความเสียสละ" - อาจารย์ ทรงฤทธิ์ โพนเงิน กล่าว

โฮจิมินห์, ที่มา: AFP

โฮจิมินห์, ที่มา: AFP

แม้ว่าเวียดนามจะประกาศเอกราชได้ แต่หนทางของเวียดนามก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะหลังจากนั้นไม่นาน เวียดนามก็ต้องทำสงครามกับสหรัฐอเมริกา ซ้ำร้าย เมื่อสหภาพโซเวียตล่ม เวียดนามก็ขาดแหล่งความช่วยเหลือ อีกทั้งยังต้องเผชิญการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐอเมริกา เมื่อสหรัฐฯ สั่งห้ามมิให้ประเทศพันธมิตรของตนทำการค้ากับเวียดนาม นับเป็นเวลาเกือบ 20 ปี ที่เวียดนามต้องเผชิญกับการกีดกันทางการค้า จนกระทั่ง “บิล คลินตัน” ประกาศยกเลิกนโยบายดังกล่าวในปี ค.ศ. 1994 

ผงาดสู่ “หัวแถว” แห่งเอเชีย

ตามคำบอกเล่าของอาจารย์ทรงฤทธิ์ นับตั้งแต่ ค.ศ. 1986 เวียดนามมีนโยบาย “โด่ย เหมย” (Doi Moi) เปิดให้มีการลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรเวียดนามเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ จุดแข็งอีกประการหนึ่งของเวียดนาม คือเสถียรภาพทางการเมือง เนื่องจากในเวียดนามมีการจัดสรรอำนาจอย่างลงตัว โดยมีเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เป็นผู้กำกับดูแลอีกที ทำให้การเมืองในเวียดนามมีเสถียรภาพ และสามารถดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในประเทศได้

เวียดนามมุ่งเน้นการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะต้องเพิ่มนิคมอุตสาหกรรมให้ได้เป็น 870 นิคมทั่วประเทศ ภายใน ค.ศ. 2050 ตามความมุ่งหมายของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ที่ต้องการให้เวียดนามมีฐานะเป็นประเทศพัฒนาแล้วในปีนั้น อย่างไรก็ดี การจะไปถึงเป้าหมายที่หวังไว้นับว่าเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากเวียดนามกำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่ นั่นคือการทุจริตคอร์รัปชัน

ขนาดระดับผู้ว่าของเขตเทศบาลมหานครดานัง แค่เขาเซ็นอนุมัตินิคมอุตสาหกรรมขึ้นมาอันหนึ่ง วันรุ่งขึ้นมีรถโรลส์รอยซ์ไปจอดให้หน้าบ้าน - อาจารย์ ทรงฤทธิ์ โพนเงิน กล่าวไว้อย่างนั้น

อย่างไรก็ตาม เวียดนามมีนโยบายในการแก้ไขปัญหานี้ โดยผู้นำในการปราบคอร์รัปชันในเวียดนามคือ “เหงียน ฟู้ จ่อง” ซึ่งมีหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบและกวาดล้างการคอร์รัปชันในพรรคและรัฐบาล ทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มมากขึ้น และแม้แต่บุคคลระดับสูงอย่างประธานาธิบดี ก็ไม่อาจหนีพ้นจากการตรวจสอบ จนต้องลาออกจากตำแหน่ง สุดท้าย เหงียน ฟู้ จ่อง ได้รับตำแหน่งทั้งเลขาธิการพรรคฯ และประธานาธิบดีไปพร้อม ๆ กัน นับได้ว่าเป็นผู้นำเวียดนามคนแรก ที่อยู่ในอำนาจเหมือนกับโฮจิมินห์

นอกจากนี้ เวียดนามยังดำเนินการปฏิรูประบบราชการ มีการลดกระทรวงจาก 30 กระทรวงเหลือ 22 กระทรวง และลดขั้นตอนการบริหารงานส่วนท้องถิ่น รวมถึงมีการชักชวน “เวียดเกียว” หรือชาวเวียดนามโพ้นทะเลให้กลับมาลงทุนในประเทศ อีกทั้งยังมีโครงการพัฒนาต่าง ๆ เช่น การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หรือการสร้างรถไฟความเร็วสูง

มูลค่าการค้าต่างประเทศของเวียดนามก็สูงขึ้นเช่นกัน เนื่องจากนโยบายภาษีของทรัมป์ ทำให้บริษัทต่าง ๆ เลือกที่จะย้ายฐานการผลิตจากจีนมาที่เวียดนามแทน ส่วนในด้านทรัพยากรบุคคลนั้น ชาวเวียดนามไปเรียนที่สหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นเป็นอันดับ 1 โดยอาศัยอยู่กับชาวเวียดเกียวที่นามสกุลเดียวกัน และแรงงานเวียดนามที่มีทักษะสูงก็ออกไปทำงานนอกประเทศเพิ่มขึ้น

โรงงานเฟอร์นิเจอร์ในนครโฮจิมินห์, ที่มา: AFP

โรงงานเฟอร์นิเจอร์ในนครโฮจิมินห์, ที่มา: AFP

ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม: จาก “ศัตรู” สู่ “คู่ค้า”

ผศ. ดร.พิสิฐ พาย้อนรำลึกถึงความสัมพันธ์ ระหว่างไทยกับเวียดนาม โดยกล่าวว่าไทยและเวียดนามในอดีต เคยเป็นศัตรูกันมาก่อน เพราะไทยเคยส่งทหารเข้าไปรบในสงครามเวียดนาม จนกระทั่ง ปี ค.ศ. 1976 ไทยและเวียดนามเริ่มสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ความสัมพันธ์จึงเปลี่ยนจาก ‘ศัตรู’ สู่ ‘คู่แข่ง’ ทางเศรษฐกิจ ก่อนจะกลายมาเป็น ‘คู่ค้า’ กันอย่างที่เห็นในปัจจุบัน จวบจนวันนี้ก็ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย-เวียดนาม แล้ว

หัวใจของความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามในฐานะคู่ค้า เรียกว่า Three Connects ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ ให้เปลี่ยนจากคู่แข่งสู่คู่ค้า โดยประกอบด้วย ความเชื่อมโยงในเรื่องของ Supply Chains, ความเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่น และความเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ระยะยาว

การเยือนเวียดนาม เมื่อวันที่ 8-9 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก่อให้เกิดประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ นับว่าเป็นการเปิดทางให้นักธุรกิจไทยมีโอกาสเข้าไปลงทุนในเวียดนามมากขึ้น รวมไปถึงสร้างประโยชน์ในด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเกิดจากการสร้างความร่วมมือกัน ระหว่างไทยกับเวียดนาม ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ และที่สำคัญอย่างยิ่งคือการเพิ่มมูลค่าการค้าทวิภาคีระหว่างไทยและเวียดนาม

“โต เลิม” ผู้นำเวียดนาม ก็ได้เดินทางมาเยือนไทยด้วยเช่นกัน เมื่อวันที่ 27-29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569  โดยมาที่จังหวัดอุดรธานีก่อนแล้วจึงมากรุงเทพฯ ซึ่งเหตุผลที่ต้องมาอุดรธานีก่อนนั้น เป็นเพราะอุดรธานี มีชาวไทยเชื้อสายเวียดนามอยู่มาก อีกทั้งยังมีสถานที่ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับโฮจิมินห์อยู่ด้วย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จับมือกับ โต เลิม ผู้นำเวียดนาม ในการเยือนเวียดนามวันที่  8 มิถุนายน พ.ศ.2569 , ที่มา: AFP

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จับมือกับ โต เลิม ผู้นำเวียดนาม ในการเยือนเวียดนามวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ.2569 , ที่มา: AFP

“เวียดนามแซงไทย” ไม่ได้เกินจริง

ทั้งอาจารย์ทรงฤทธิ์ และ ผศ. ดร.พิสิฐ ล้วนมีความเห็นตรงกันว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามจะมากขึ้น จนสามารถ “แซงหน้า” ไทยได้ในที่สุด

ถ้าไม่มีอุปสรรคหรืออุบัติเหตุอะไรเกิดขึ้น การพัฒนาทางเศรษฐกิจของเวียดนาม จะแซงหน้าไทยในปี 2028 

ตามคำบอกเล่าของ  ผศ. ดร.พิสิฐ เวียดนามมองเห็นว่า การเป็นประเทศที่รับจ้างผลิตสินค้าจากที่อื่น จะทำให้ไม่สามารถเติบโตไปเป็นประเทศที่มีรายได้สูงได้ ฉะนั้นเวียดนามจึงสนับสนุน และผลักดัน SME โดยตั้งศูนย์นวัตกรรมแห่งชาติขึ้น เพื่อสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้แก่ SME โดยตั้งเป้าหมายว่าจะมี SME หรือบริษัทเอกชนให้ได้ 2,000,000 แห่งทั่วประเทศ ภายใน ค.ศ. 2030 และยังตั้งเป้าว่าจะสร้างบริษัทยักษ์ใหญ่เหมือนแชโบลในเกาหลีใต้ให้ได้ 20 แห่ง ในอีก 4 ปีข้างหน้า

อีกทั้งคนเวียดนาม ยังมีลักษณะที่เรียกได้ว่าเป็น ‘ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ’ อยู่มาก กล่าวคือนิยมชมชอบที่จะใช้สินค้าและบริการ ที่มาจากประเทศตนเอง รวมไปถึงภูมิใจในบริษัทของประเทศเวียดนามเอง

คนเวียดนามถามผมบ่อยมาก เขาไม่เข้าใจว่าทำไมคนไทยถึงไม่ภูมิใจกับบริษัทยักษ์ใหญ่ของบ้านเรา เรามีบริษัทยักษ์ใหญ่มาก แต่ไม่เคยภูมิใจ เรามักจะเคลือบแคลงใจว่าเขาจะมาหาผลประโยชน์อะไรกับรัฐบาล แต่ในมุมมองคนเวียดนามเขาจะตรงกันข้าม - ผศ. ดร.พิสิฐ อำนวยเงินตรา  กล่าว

อย่างไรก็ดี โอกาสอย่างหนึ่งของผู้ประกอบการไทย คือคนเวียดนามมีทัศนคติในเชิงบวกต่อสินค้าไทย ต่างจากสินค้าจีนที่คนเวียดนามไม่นิยมบริโภค เนื่องจากบาดแผลประวัติศาสตร์ของคนเวียดนาม ซึ่งเคยตกเป็นเมืองขึ้นของจีน นอกจากนี้ คนเวียดนามยังมองว่าประเทศไทยอยู่เหนือกว่า และเป็นแบบอย่างที่ดีของประเทศเวียดนามด้วย ในระยะหลัง ๆ ที่เศรษฐกิจของเวียดนามเติบโตขึ้น คนเวียดนามเองก็มองว่าประเทศเวียดนามและประเทศไทย อยู่ในฐานะที่สูสีกันมากขึ้น

ผศ. ดร.พิสิฐ เน้นย้ำ ในเรื่องของ “เวียดนามแซงไทย” ว่า การ “แซง” ในที่นี้ อาจจะต้องดูเป็นประเด็น ๆ ไป โดยในด้านเศรษฐกิจนั้น หากดูจากดัชนี GDP Nominal หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่เป็นตัวเงิน ประเทศเวียดนามยังไม่แซงไทย แต่มีโอกาสแซงไทยได้ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เมื่อดูจากรายได้ต่อหัว หรือ GDP Per Capita เวียดนามก็ยังไม่แซงไทยเช่นเดียวกัน และน่าจะต้องใช้เวลา 15-20 ปี กว่าจะแซงไทยได้

แต่ถ้าหากพิจารณาจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment- FDI) ทั้งการสะสมและการส่งออก จะพบว่าเวียดนามแซงไทยไปนานแล้ว ตั้งแต่เมื่อ พ.ศ. 2557 และในด้านอื่น ๆ เช่น สินค้าเกษตร เวียดนามก็แซงไทยไปแล้วเช่นกัน

ทั้งนี้ทั้งนั้น เวียดนามยังไม่แซงไทยในเรื่องของการแพทย์และการท่องเที่ยว ซึ่งนับได้ว่าเป็นจุดแข็งอย่างหนึ่งของไทยที่จะต้องรักษาไว้ อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวที่เข้ามาในเวียดนาม ณ ปัจจุบันนี้ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และมีโอกาสที่จะแซงไทยในอนาคต เนื่องจากตลาดนักท่องเที่ยวของไทยและเวียดนามเป็นตลาดเดียวกัน อีกทั้งเวียดนามมีสิ่งที่ไทยไม่มี นั่นคืออากาศหนาวและหิมะ

ระบบการปกครองของเวียดนามมีพรรคเดียว แต่ก็มีการแข่งขันกันภายใน ซึ่งแข่งขันกันว่า เมืองใดสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้มากที่สุด ยิ่งเมืองใดดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้มาก ผู้ว่าฯ เมืองนั้นก็มีโอกาสเติบโตในพรรคมากขึ้นตามไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้น เวียดนามยังมีนโยบายกระจายความเจริญโดยตั้งเป้าหมายว่าจะให้มีมหานครจำนวน 11 แห่งใน 4 ปีข้างหน้า จากที่ปัจจุบันมีมหานครจำนวน 7 แห่ง

รถยนต์ไฟฟ้าของ VinFast บนนถนนในฮานอย,  ที่มา: AFP

รถยนต์ไฟฟ้าของ VinFast บนนถนนในฮานอย, ที่มา: AFP

อย่างกรุงฮานอยตอนนี้ ประชากรก็เกือบ 10 ล้าน เขาก็มีเกณฑ์ว่าเขาไม่อยากให้มันเยอะกว่านี้ เขาอาจจะอยากให้ได้สัก 15 ล้านก็พอ ถ้ามากกว่านี้ มันก็ปัญหาเยอะพอสมควรแล้ว ฉะนั้นต้องกระจายความเจริญ - ผศ. ดร.พิสิฐ อำนวยเงินตรา กล่าว

การกระจายความเจริญ ยังเป็นทางออกของปัญหาความเหลื่อมล้ำที่คนเวียดนามต้องเผชิญ คนเวียดนามที่อยู่ตามเมืองใหญ่มีรายได้มากกว่าคนที่อยู่ในชนบท ดังนั้น เวียดนามจึงต้องดำเนินนโยบายกระจายความเจริญ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว

ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เวียดนามกู้เงิน 5.5 พันล้านเหรียญ เพื่อนำมาสร้างโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ เช่น สนามบิน ทางด่วน รถไฟความเร็วสูง ซึ่งจะพลิกโฉมประเทศเวียดนามภายในเวลา 5-10 ปีข้างหน้า

เราต้องยอมรับความจริงก่อนว่า ขนาดเศรษฐกิจเวียดนาม ยังไงก็ต้องแซงเรา เราหนีไม่พ้นอยู่แล้ว แต่เราจะทำยังไงให้ไม่ถูกทิ้งไปมากกว่านี้ - ผศ. ดร.พิสิฐ อำนวยเงินตรา เน้นย้ำ

“เวียดนามแซงไทย” เป็นสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากไทยอยากจะตามให้ทันเวียดนาม ไทยต้องแก้ไขจุดอ่อนและส่งเสริมจุดแข็ง ซึ่งจุดอ่อนของไทยในตอนนี้ คือการขาดความต่อเนื่องของนโยบายในแต่ละรัฐบาล  ไทยจึงควรที่จะสานต่อนโยบายให้มีความต่อเนื่อง รวมไปถึงปฏิรูประบบราชการให้มีความกะทัดรัด ส่วนจุดแข็งของไทย ซึ่งคือเรื่องการท่องเที่ยว การแพทย์ และอาหาร ไทยควรจะต้องสร้างมูลค่าเพิ่มจากจุดแข็งเหล่านี้ต่อไป

ติดตามรายการ Back To Basics EP.  97 "เวียดนาม" จากสิ้นชาติ สู่การสร้างชาติ ว่าที่ “หัวแถว” แห่งเอเชีย และ EP. 99 “ไทย-เวียดนาม” ปลดล็อกกำแพง "คู่แข่ง" : การ "ถูกแซง" ไม่ใช่ความพ่ายแพ้  ได้ทาง YouTube และเว็บไซต์ Thai PBS

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Back To Basicsเวียดนามเศรษฐกิจไทยประวัติศาสตร์
สลิณา จินตวิจิต

ผู้เขียน: สลิณา จินตวิจิต

นักศึกษาฝึกงาน จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ที่กำลังสับสนกับชีวิต เป็นคนฝั่งธนฯ ชอบอ่านวรรณกรรมและฟังเพลงเก่า มีความใฝ่ฝันลับ ๆ ว่าอยากเป็นมังกร

บทความ NOW แนะนำ