เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2026 “กัส” (Gus) หนึ่งในซากดึกดำบรรพ์ของไทแรนโนซอรัสเร็กซ์ (T-Rex) ที่สมบูรณ์ที่สุดตัวหนึ่ง ได้ถูกประมูลไปโดยผู้ซื้อที่ยังไม่เปิดเผยชื่อในราคา 50.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การประมูลที่ Sotheby’s ครั้งนี้ สร้างสถิติเป็นซากดึกดำบรรพ์ที่มีมูลค่าสูงสุดเท่าที่เคยขายมา ไดโนเสาร์อีกตัวหนึ่งได้เข้าสู่ตลาดของสะสมหรูหราแล้ว เป็นเครื่องเตือนใจว่าแม้แต่ประวัติศาสตร์อันยาวนานที่สุดของโลก ก็สามารถขายให้กับผู้เสนอราคาสูงสุดได้
ภาพ ฟอสซิลทีเร็กซ์ "กัส" ภาพจาก Matthew Sherman, sothebys
“กัส” เป็นหนึ่งในซากดึกดำบรรพ์ “ทีเร็กซ์” ที่พิเศษมาก
Paul Barrett ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านไดโนเสาร์จาก Natural History Museum (NHM) ในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร กล่าวว่า กัสเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยม คาดว่ามีกระดูกครบถ้วนประมาณ 61 เปอร์เซ็นต์ ทำให้กัสเป็นหนึ่งในทีเร็กซ์ที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยพบมา กระดูกหายากที่พบร่วมด้วย ได้แก่ กระดูกซี่โครงส่วนท้อง (gastralia), กระดูกต้นแขน (humeri), กระดูกอก (furcula), กระดูกเชิงกรานที่สมบูรณ์ และกระดูกเท้าสองชิ้นที่สมบูรณ์ดี การมีซากดึกดำบรรพ์ที่สมบูรณ์ในระดับนี้ ถือเป็นความฝันของนักบรรพชีวินวิทยา เพราะจะได้รับข้อมูลมากกว่าที่เคย
Thomas Heitkamp กล่าวว่า สำหรับนักบรรพชีวินวิทยาอย่างตนเองแล้ว ฟอสซิลอย่าง “กัส” ไม่ใช่เพียงแค่ของที่ระลึกหรือผลงานศิลปะ แต่เป็นบันทึกทางวิทยาศาสตร์ที่หาอะไรมาทดแทนไม่ได้ ฟอสซิลเก็บรักษาหลักฐานของการวิวัฒนาการ การสูญพันธุ์ การเจริญเติบโต โรคภัยไข้เจ็บ การบาดเจ็บ และระบบนิเวศโบราณ พวกมันเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ของสิ่งมีชีวิตบนโลกที่มีจำนวนจำกัด และไม่สามารถหาอะไรมาทดแทนได้
วิทยาศาสตร์ขึ้นอยู่กับการตรวจสอบยืนยันข้อกล่าวอ้างอย่างอิสระและการถกเถียงอย่างสร้างสรรค์ นักวิจัยต้องสามารถกลับไปตรวจสอบตัวอย่าง ทดสอบข้อสรุปก่อนหน้านี้ และตั้งคำถามใหม่ ๆ ได้
แต่เมื่อฟอสซิลที่มีความสำคัญทางวิทยาศาสตร์อยู่ในครอบครองของเอกชนแล้ว การเข้าถึงของนักวิจัยก็จะไม่ได้รับการรับประกันอีกต่อไป นักสะสมมักจะเก็บฟอสซิลไว้ในบ้านของตัวเอง แม้ว่าตัวอย่างที่อยู่ในครอบครองของเอกชนจะถูกยืมไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ เจ้าของก็สามารถเปลี่ยนใจและยุติการเข้าถึงได้ทุกเมื่อ ปัญหานี้มีความสำคัญเป็นพิเศษเมื่อพูดถึงทีเร็กซ์ จากการศึกษาในปี 2025 พบว่าในขณะที่มีฟอสซิลทีเร็กซ์ 61 ชิ้น อยู่ในความดูแลของหน่วยงานรัฐ แต่มีถึง 71 ชิ้นที่อยู่ในครอบครองของเอกชน
Heitkamp ในฐานะที่กำลังจะดำรงตำแหน่งประธาน สมาคมบรรพชีวินวิทยาของสัตว์มีกระดูกสันหลัง (Society of Vertebrate Paleontology : SVP) ยืนยันว่า ฟอสซิลสัตว์มีกระดูกสันหลังที่มีความสำคัญทางวิทยาศาสตร์ควรอยู่ในความดูแลของสาธารณชน โดยจัดเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์และมหาวิทยาลัยที่เก็บรักษาไว้อย่างถาวร เปิดให้ใช้สำหรับการวิจัย และแบ่งปันให้แก่สาธารณชน
ภาพ ฟอสซิลทีเร็กซ์ "กัส" ภาพจาก Matthew Sherman, sothebys
ฟอสซิลไดโนเสาร์ที่ค้นพบ ควรเป็นของใคร?
หลายคนอาจจะสงสัย ทำไมจึงขายฟอสซิลไดโนเสาร์ได้? คำตอบของคำถาม ใครจะมีสิทธิ์ “เป็นเจ้าของ” ฟอสซิลไดโนเสาร์และตัดสินใจเกี่ยวกับฟอสซิลเหล่านั้นได้ เป็นหัวข้อที่ถกเถียงกันอย่างดุเดือด เนื่องจากยังไม่มีข้อตกลงระดับโลกเกี่ยวกับวิธีการจัดการกับฟอสซิลเหล่านั้นหลังจากการค้นพบ
หากพบไดโนเสาร์ในประเทศบราซิล มันจะตกเป็นของรัฐโดยอัตโนมัติ ส่วนในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาไดโนเสาร์จะเป็นของคุณตราบใดที่มันถูกพบในดินแดนของคุณ นี่คือตัวอย่างสุดขั้วของการเป็นเจ้าของฟอสซิลไดโนเสาร์ ซึ่งเราจะพบกฎหมายที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ หรือแม้แต่ในประเทศเดียวกันก็ตาม
Barrett กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่นักล่าฟอสซิลอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของและเรียกร้องค่าตอบแทนสำหรับความพยายามในการขุดและเตรียมฟอสซิลนั้นไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะถ้าหากไม่มีคนพยายามค้นหาฟอสซิล นักวิทยาศาสตร์ก็อาจจะไม่มีโอกาสได้ศึกษาฟอสซิลเลยก็ได้ แต่ราคาที่สูงลิบลิ่วต่างหากที่เป็นปัญหา ทำให้พิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ สู้ราคาไม่ไหว
ด้าน ศาสตราจารย์ Susie Maidment จาก NHM กล่าวว่า นักบรรพชีวินวิทยา ทั้งมือสมัครเล่นและมืออาชีพ สมควรได้รับการชดเชยสำหรับงานของพวกเขาในการค้นหา ขุดค้น และเตรียมฟอสซิล แต่การประเมินมูลค่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการแสวงหาผลกำไรจากมรดกทางธรรมชาติที่ควรเปิดให้ทุกคนได้เห็น ไม่ใช่ถูกเก็บไว้ในบ้านของคนรวย
ภาพ ฟอสซิลทีเร็กซ์ "กัส" ภาพจาก Matthew Sherman, sothebys
มรดกทางธรรมชาติที่แบ่งปันกัน กำลังถูกนำออกประมูล
“ฟอสซิล” ไม่ใช่สิ่งที่มีคุณค่าทางวิทยาศาสตร์คงที่และหมดไปเมื่อมีการอธิบายลักษณะแล้ว คุณค่าของมันจะเพิ่มขึ้นตามความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อนักวิจัยในอนาคตสามารถตรวจสอบตัวอย่างดั้งเดิมต่อไปได้
บางครั้งฟอสซิลไดโนเสาร์ก็ได้รับการกู้คืน จากการถูกลืมเลือนด้วยการซื้อและนำไปเก็บรักษา หรือบริจาคให้กับพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ ฟอสซิลไดโนเสาร์ที่สำคัญที่สุดของโลกบางส่วนสามารถเข้าถึงได้ในปัจจุบัน เพราะบุคคล บริษัท หรือองค์กรที่มีกำลังทรัพย์ในการจัดหาตัวอย่างที่พิเศษนี้ ตระหนักว่าฟอสซิลเหล่านั้นควรอยู่ในที่ที่นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษาต่อไปได้ และที่ที่คนรุ่นหลังสามารถเรียนรู้จากพวกมันได้
การซื้อฟอสซิลเพื่อนำไปเก็บรักษาไว้ในที่สาธารณะอย่างถาวร นั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากการซื้อมาเป็นของสะสมส่วนตัว การซื้อฟอสซิลแล้วเก็บรักษาไว้ในที่สาธารณะจะช่วยขยายการเข้าถึง แต่การซื้อฟอสซิลเป็นของสะสมส่วนตัวจะทำให้การเข้าถึงไม่แน่นอน
แต่เมื่อราคาฟอสซิลพุ่งสูงขึ้นเป็นหลักล้านดอลลาร์สหรัฐ พิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ก็ไม่สามารถแข่งขันได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ฟอสซิลที่สำคัญจะไม่ได้ถูกนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์สาธารณะอย่างสม่ำเสมออีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นสินทรัพย์หรูหราที่มีมูลค่าในตลาดสูงกว่าคุณค่าทางวิทยาศาสตร์
ไดโนเสาร์เป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางธรรมชาติที่เรามีร่วมกัน ฟอสซิลสร้างความอัศจรรย์ใจเพราะเชื่อมโยงเราทุกคนเข้ากับโลกที่เก่าแก่กว่าโลกปัจจุบันอย่างคาดไม่ถึง คำถามที่เกิดขึ้นจากการประมูล อย่างเช่นการประมูล “กัส” สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่า ใครสามารถซื้อฟอสซิลเหล่านี้ได้ แต่เป็นคนรุ่นหลังจะมีโอกาสได้ศึกษาและเรียนรู้จากพวกมันหรือไม่…
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
ที่มาข้อมูล : iflscience
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech









