ชาไข่มุก: เมื่อความหวานที่ทิ้งร่องรอยไว้กับโลก


Environment

ศศิกานต์ เอื้อวิทยาวุฒิกุล

Thai PBS
แชร์

ชาไข่มุก: เมื่อความหวานที่ทิ้งร่องรอยไว้กับโลก

https://www.thaipbs.or.th/now/content/4224

ชาไข่มุก: เมื่อความหวานที่ทิ้งร่องรอยไว้กับโลก

“ชาไข่มุก” คือเครื่องดื่มสุดโปรดของใครหลาย ๆ คน บางคนดื่มเป็นประจำแทบทุกวัน บางคนเลือกให้รางวัลเล็ก ๆ กับตัวเองหลังเลิกงาน หรือในวันที่อ่อนล้า จากข้อมูลการบริโภคพบว่า คนไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ดื่มชาไข่มุกมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน เฉลี่ยประมาณเดือนละ 6 แก้วต่อคน ตัวเลขนี้สะท้อนว่า เครื่องดื่มนี้ไม่ได้เป็นแค่กระแส แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว

จุดเริ่มต้น “ชาไข่มุก”

นอกจากชาไข่มุกจะเป็นเครื่องดื่มยอดฮิต ยังเป็นวัฒนธรรมร่วมสมัยที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลอีกด้วย จุดเริ่มต้นของชาไข่มุกย้อนกลับไป ในปี ค.ศ. 1988 เมื่อร้านขายชาในไต้หวันทดลองนำเม็ดแป้งมันสำปะหลังใส่ลงไปในชา จนกลายเป็นเครื่องดื่มที่ทั้งดื่มและเคี้ยวได้ในแก้วเดียวกัน จึงได้รับสนใจอย่างรวดเร็วและเสียงตอบรับจากคนทั่วโลกภายในเวลาไม่กี่ทศวรรษ จากร้านเล็ก ๆ ในไต้หวัน สู่แบรนด์ดังในเมืองใหญ่แทบทุกมุมโลก

หากมองเข้าไปในแก้วชาไข่มุก วัตถุดิบหลักอาจดูเรียบง่าย ชา นม แป้งมันสำปะหลัง และน้ำตาล แต่ความอร่อยที่ทำให้หลายคนติดใจ โดยเฉพาะ “เม็ดไข่มุก” หนึบหนับ กลับซ่อนกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนกว่านั้น เคล็ดลับของไข่มุกอยู่ที่แป้งมันสำปะหลังที่ถูกเคี่ยวกับน้ำตาลจนได้รสหวานเข้มและกลิ่นหอมคล้ายคาราเมล จนแทบทำให้เราไม่ทันตั้งคำถามถึงที่มา

“ชาไข่มุก” เบื้องหลังความอร่อยที่เชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม

ความอร่อยของชาไข่มุก อาจไม่ได้หอมหวานแบบเดียวกันตลอดเส้นทางการผลิต โดยเฉพาะเมื่อน้ำตาลในเม็ดไข่มุกรวมถึงของหวานอีกหลายชนิด มีจุดเริ่มต้นจาก “อ้อย” ในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย อ้อยจำนวนไม่น้อยยังถูกเก็บเกี่ยวด้วยวิธีการเผาใบก่อนตัดต้น เนื่องจากใบอ้อยมีความคม แข็ง และทำให้การตัดด้วยแรงงานคนทำได้ยาก การเผาจึงถูกใช้เป็นวิธีลดต้นทุนและเพิ่มความสะดวกในการเก็บเกี่ยว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ลอยขึ้นจากไร่อ้อยหลังการเผา ไม่ได้มีแค่กลิ่นไหม้ของใบไม้ แต่รวมถึงควัน ฝุ่นละออง และฝุ่นขนาดเล็กอย่าง PM2.5 ที่ส่งผลต่อสุขภาพของผู้คนในวงกว้าง ข้อมูลจากภาคการเกษตรระบุว่า ในบางฤดูเก็บเกี่ยว อ้อยมากกว่าครึ่งหนึ่งยังคงเป็นอ้อยเผาไฟ และการเผาในพื้นที่เกษตรถือเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิด PM2.5 ที่สำคัญของประเทศ ควันเหล่านี้กระจายเข้าสู่ชุมชน เมือง และปอดของผู้คนที่อาจไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปลูกอ้อยเลยด้วยซ้ำ

ชาไข่มุกหนึ่งแก้วอาจดูเหมือนไม่มีความเกี่ยวข้องกับปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อความนิยมนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ด้วยปริมาณการบริโภคจำนวนหลายล้านแก้วต่อวัน รวมไปถึงอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาลอีกหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นเบเกอรี่ ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่มหลายรูปแบบในชีวิตประจำวันที่หาซื้อได้สะดวกสบายมากขึ้น ความต้องการน้ำตาลก็เพิ่มขึ้นตามมาด้วย ระบบการผลิตจึงถูกกดดันให้ผลิตให้เร็วและมากขึ้น แต่ต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมมักถูกผลักออกไปอยู่นอกสายตาของผู้บริโภคอย่างเงียบ ๆ

บทความนี้ไม่ได้ต้องการบอกว่าเราควรเลิกดื่มชาไข่มุก หรือทำให้ความสุขเล็ก ๆ ในชีวิตกลายเป็นความรู้สึกผิด หากแต่เป็นการชวนให้ตั้งคำถามว่า “ความหวานที่เราดื่มเข้าไปทุกวันนี้ มาจากไหน ? และทิ้งร่องรอยอะไรไว้กับโลกบ้าง ?” 

เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมในโลกปัจจุบัน ไม่ได้เกิดจากการกระทำรุนแรงเพียงไม่กี่ครั้ง แต่เกิดจากกิจกรรมธรรมดา ๆ ที่เราทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่ทันได้มองเห็น

ถ้าอยากรู้ว่า อาหารและเครื่องดื่มใกล้ตัวอีกหลายอย่าง มีเรื่องราวอะไรซ่อนอยู่บ้าง สามารถย้อนชมได้ในรายการ “จานนี้...มีเรื่องโลก” ทาง ThaiPBS ที่จะพาอาหารในชีวิตประจำวันมาเล่าเรื่องโลกใบใหญ่ ผ่านมุมมองที่เราอาจไม่เคยเห็นมาก่อน

อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ชาไข่มุกสิ่งแวดล้อม
ศศิกานต์ เอื้อวิทยาวุฒิกุล

ผู้เขียน: ศศิกานต์ เอื้อวิทยาวุฒิกุล

คนธรรมดาที่สนใจประเด็นความยั่งยืนและเรื่องเล่าของผู้คน พอ ๆ กับที่หลงรักกลิ่นดินหลังฝนตก

บทความ NOW แนะนำ