เนื่องจากสารดังกล่าวจะไปปิดกั้นทำให้ปลวกไม่สามารถลอกคราบ ซึ่งเป็นกระบวนการเจริญเติบโตจนตายไปในที่สุด ที่สำคัญไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ด้วย
ปลวกไม้แห้ง (Drywood Termites) คือปลวกที่อาศัยและกินเนื้อไม้ที่แห้งสนิทโดยไม่ต้องพึ่งความชื้นหรือดิน ที่มีความสามารถพิเศษในการพรางตัวเข้าไปในวัสดุที่พวกมันทำลายได้อย่างแนบเนียน แทนที่จะสร้างรังที่เห็นได้ชัด ปลวกไม้แห้งสามารถใช้ชีวิตเกือบทั้งหมดซ่อนตัวอยู่ภายในคาน โครงสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และไม้แห้งอื่น ๆ ค่อย ๆ ขุดโพรงไปเรื่อย ๆ ขณะที่อาณานิคมเติบโตขึ้น
จากปัญหาการดำรงชีวิตแบบลับ ๆ ของปลวกไม้แห้ง ทำให้หาพวกมันได้ค่อนข้างยากและกำจัดได้ยาก เป็นโจทย์ให้ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ริเวอร์ไซด์ (University of California, Riverside: UCR) ได้ค้นพบจุดอ่อนทางชีวภาพที่ปลวกไม่สามารถซ่อนตัวได้ นั่นก็คือ ปลวกไม้แห้งต้องลอกคราบ
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2025 ในวารสาร Journal of Economic Entomology เผยว่า บิสทริฟลูรอน (Bistrifluron) ซึ่งเป็นสารควบคุมการเจริญเติบโตของแมลงจะไปขัดขวางการสร้างเปลือกนอกใหม่ (ทำให้ลอกคราบไม่ได้) สามารถฆ่าปลวกไม้แห้งได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างน่าทึ่ง ในการทดลองในห้องปฏิบัติการที่ควบคุมอย่างเข้มงวด สารเคมีดังกล่าวทำให้ปลวกไม้แห้งตายถึง 95.7%

ใช้การเจริญเติบโตของปลวกให้เป็นประโยชน์
Nicholas Poulos หนึ่งในผู้เขียนวิจัยหลักและนักศึกษาปริญญาเอก ภาควิชากีฏวิทยาของ UCR กล่าวว่า สารเคมีชนิดนี้จะออกฤทธิ์จำเพาะต่อแมลงและไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ ความจำเพาะเจาะจงนั้น มาจากชีววิทยาที่มุ่งเป้าหมาย มนุษย์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆ มีโครงกระดูกภายใน แต่แมลงอาศัยเปลือกนอกที่แข็งแรงเรียกว่าโครงกระดูกภายนอก ส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือ Chitin ซึ่งเป็นวัสดุธรรมชาติที่ทนทาน และให้โครงสร้าง รวมถึงความแข็งแรง
Chitin พบได้ทั่วไปในธรรมชาติ มันช่วยในการสร้างโครงกระดูกภายนอกของแมลง ผนังเซลล์ของเชื้อรา เกล็ดปลา และโครงสร้างต่าง ๆ เช่น ปากของหมึกและหมึกยักษ์ สำหรับปลวก Chitin ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันและยังสร้างจุดยึดที่แข็งแรงสำหรับกล้ามเนื้ออีกด้วย
ปัญหาสำหรับปลวกที่กำลังเจริญเติบโตคือ เกราะป้องกันนี้ไม่สามารถยืดออกไปได้ตลอดไป ปลวกไม้แห้งจะลอกคราบประมาณเจ็ดครั้งในระหว่างช่วงชีวิต โดยจะลอกคราบเปลือกนอกเก่าออกและแทนที่ด้วยเปลือกที่ใหญ่กว่าเดิม
บิสทริฟลูรอน (Bistrifluron) เปลี่ยนกระบวนการที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นั้นให้กลายเป็นจุดอ่อน โดยมันอยู่ในกลุ่มสารประกอบที่เรียกว่าสารยับยั้งการสังเคราะห์ Chitin แทนที่จะออกฤทธิ์เหมือนยาพิษทั่วไปที่ออกฤทธิ์เร็ว มันจะไปขัดขวางความสามารถของแมลงในการผลิต Chitin ให้เพียงพอสำหรับการสร้างโครงสร้างเปลือกนอกใหม่
Dong-Hwan Choe ศาสตราจารย์ด้านกีฏวิทยาของ UCR กล่าวว่า เมื่อปลวกเจริญเติบโตถึงระยะหนึ่ง พวกมันจะต้องลอกคราบ โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยสารเคมีในปริมาณที่ร้ายแรง ปลวกไม้แห้งจะพยายามลอกคราบเปลือกเก่า แต่จะไม่มีเปลือกใหม่พร้อมที่จะปกป้องพวกมัน

วิธีนี้ไม่ได้ฆ่าปลวกในทันที
เมื่อได้รับ บิสทริฟลูรอน (Bistrifluron) ในระยะแรกปลวกไม้แห้งจะทำกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงกินอาหารลดลง แต่ปลวกก็ยังพยายามลอกคราบต่อไป ก่อนที่ในที่สุดจะไม่สามารถลอกคราบได้สำเร็จและตายไป
ทั้งนี้ ปลวกที่ได้รับสารบิสทริฟลูรอนปริมาณ 0.1%อย่างเดียว จะตายประมาณ 99% หลังจาก 60 วัน ขณะที่ปลวกที่กินไม้ที่มีบิสทริฟลูรอน และกินไม้ที่ไม่มีบิสทริฟลูรอนด้วย จะทำให้ปลวกตายประมาณ 96%
ตัวเลขเหล่านี้มีความสำคัญมาก เพราะปลวกไม้แห้งเป็นเป้าหมายที่กำจัดได้ยากเป็นพิเศษ ต่างจากปลวกใต้ดินที่สร้างรังเชื่อมต่อกับดิน ปลวกไม้แห้งสามารถอาศัยอยู่ภายในชิ้นไม้ได้อย่างสมบูรณ์

ปลวกเพียงไม่กี่ตัวที่สัมผัสกับบิสทริฟลูรอน สามารถแพร่สารในปริมาณที่ร้ายแรงถึงตายไปยังปลวกตัวอื่นได้
ผลลัพธ์ที่น่าสนใจที่สุด อาจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่กลุ่มตัวอย่างเพียงบางส่วนได้รับสารบิสทริฟลูรอน (Bistrifluron) เนื่องจาก ปลวกเป็นแมลงสังคมที่มักแลกเปลี่ยนอาหารและวัสดุอื่น ๆ กันเป็นประจำ ทีมวิจัยจึงได้นำปลวกบางส่วนไปสัมผัสกับสารบิสทริฟลูรอน แล้วนำไปวางไว้ร่วมกับปลวกตัวอื่น ๆ ในรังเดียวกัน โดยใช้เศษอาหารสีต่าง ๆ เพื่อติดตามการเคลื่อนย้ายของวัสดุระหว่างปลวกแต่ละตัว
ภายใน 24-48 ชั่วโมง สารบิสทริฟลูรอนที่ปลวกสัมผัส สามรถแพร่กระจายไปยังปลวกตัวอื่น ๆ ในรัง และทำให้ปลวกตัวอื่นเตายได้ เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ปลวกสามารถกักเก็บสารบิสทริฟลูรอนได้มากพอ ที่จะช่วยนำพาสารในปริมาณที่มีประสิทธิภาพเข้าไปลึกถึงกลุ่มปลวกได้
ต่อมาในปี 2026 ทีมวิจัยจาก UCR ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกเป็นพิเศษเกี่ยวกับพฤติกรรมทางสังคมของปลวก ที่อาจช่วยให้สารเคมีต่าง ๆ สามรถเคลื่อนที่ไปยังรังที่หาเจอได้ค่อนข้างยากเหล่านี้ได้ โดยทีมวิจัยได้เปิดเผยภาพและวิดีโอของปลวกไม้แห้ง ที่แสดงพฤติกรรมการแลกเปลี่ยนอาหารแบบ proctodeal trophallaxis ซึ่งเป็นพฤติกรรมการกินอาหารที่ปลวกตัวหนึ่งรับสารอาหารจากลำไส้ส่วนท้ายของปลวกอีกตัวหนึ่ง โดยการแลกเปลี่ยนนี้มีความสำคัญเพราะเป็นการถ่ายทอดสารอาหาร และจุลินทรีย์ในลำไส้ที่ช่วยให้ปลวกย่อยไม้ได้
ซึ่งโดยปกติแล้ว ความร่วมมือกันเช่นนี้จะช่วยให้รังปลวกอยู่รอดได้ แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับการควบคุมศัตรูพืช พฤติกรรมเดียวกันนี้อาจกลายเป็นข้อได้เปรียบของมนุษย์ เพราะจะช่วยให้เข้าถึงปลวกที่ไม่เคยสัมผัสกับสารบิสทริฟลูรอนโดยตรงได้

ทางเลือกที่เป็นไปได้ แทนการพ่นยาตึกทั้งหลัง
การออกฤทธิ์ช้าของบิสทริฟลูรอนอาจเป็นประโยชน์มากกว่าข้อเสีย เพราะสารเคมีที่ฆ่าได้ทันทีอาจกำจัดปลวกที่สัมผัสสารก่อนที่พวกมันจะมีโอกาสผสมพันธุ์กับปลวกตัวอื่นในรัง บิสทริฟลูรอนจะทำให้ปลวกที่ปนเปื้อนมีเวลาเคลื่อนย้ายและแลกเปลี่ยนสารกัน
ทีมวิจัยเชื่อว่า วิธีการกำจัดเฉพาะจุดนี้สามารถฆ่ารังปลวกขนาดใหญ่ได้ และแพร่กระจายสารเคมีได้ง่ายกว่าวิธีการควบคุมปลวกในปัจจุบัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้ปริมาณมากเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีมาก สารยับยั้งการสังเคราะห์ Chitin มีแนวโน้มที่ดีในการใช้เป็นวิธีจัดการปลวกไม้แห้ง
การฉีดปลวกตามโครงสร้าง ยังคงเป็นหนึ่งในวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ในการกำจัดปลวกไม้แห้งที่ระบาดทั่วทั้งอาคาร แต่ก็ก่อให้เกิดความไม่สะดวก เพราะผู้อยู่อาศัยต้องออกจากบ้าน อาหารต้องได้รับการปกป้องหรือเคลื่อนย้ายออกไป และการรักษาดังกล่าวไม่ได้ให้การป้องกันที่ยั่งยืนต่อปลวกที่จะเข้ามาในภายหลัง
กลยุทธ์ของการวิจัยนี้ซึ่งมีผลกระทบต่ำ จะกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในหลายกรณี นอกจากนี้ บิสทริฟลูรอนอาจคงฤทธิ์อยู่ในเนื้อไม้ได้ระยะหนึ่ง ซึ่งอาจช่วยป้องกันการระบาดในอนาคตได้
ทั้งนี้ ผลการทดลองในห้องปฏิบัติการยังไม่ได้หมายความว่า การใช้บิสทริฟลูรอนกับบ้านทั้งหลังจะทำให้ได้อัตราการตายของปลวกที่เท่ากันโดยอัตโนมัติ การทดลองใช้กับปลวกกลุ่มเล็ก ๆ ภายใต้สภาวะควบคุม และทีมวิจัยอธิบายว่า ผลการค้นพบนี้สนับสนุนการพัฒนาบิสทริฟลูรอนต่อไป ในฐานะสารกำจัดปลวกเฉพาะจุด หรืออาจเป็นส่วนผสมในเหยื่อล่อปลวกได้

อีกหนึ่งกลยุทธ์ใหม่ ล่อปลวกให้เข้าหาพิษ
UCR นอกจากทำการศึกษา บิสทริฟลูรอน ในการกำจัดปลวกแล้ว ยังได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับไพนีน (Pinene) ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีกลิ่นหอมที่ต้นไม้หลายชนิดปล่อยออกมาตามธรรมชาติ สำหรับปลวกไม้แห้งตะวันตกที่อาศัยอยู่ภายในเนื้อไม้ กลิ่นนี้อาจสามารถดึงดูดใจมันได้
ทีมวิจัยจึงได้ทดสอบว่า ไพนีนสามารถล่อปลวกให้เคลื่อนตัวออกจากบริเวณที่พวกมันรวมตัวกัน และไปยังบริเวณที่มีสารฆ่าแมลงตกค้างอยู่ได้หรือไม่ ปรากฏว่าได้ผล โดยทีมวิจัยยังพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในอัตราการตายระหว่างการใช้ยาฆ่าแมลงเพียงอย่างเดียวกับการใช้ยาฆ่าแมลงร่วมกับไพนีน
“หากไม่มีไพนีน อัตราการตายอยู่ที่ประมาณ 70% แต่เมื่อเติมไพนีนเข้าไป อัตราการตายก็สูงกว่า 95%”
ทั้งนี้ แนวคิดนี้ได้ก้าวไปอีกขั้นสู่การนำไปใช้ในทางปฏิบัติ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียได้ยื่นคำขอจดสิทธิบัตร โดยอธิบายถึงการเติมอัลฟาไพนีนหรือเบตาไพนีนลงในยาฆ่าแมลงแบบฉีดเฉพาะจุด สำหรับกำจัดปลวกไม้แห้งตะวันตก โดยคำขอสิทธิบัตรเสนอว่า การดึงดูดปลวกไปยังบริเวณที่มียาฆ่าปลวกอาจช่วยให้คนกำจัดปลวกสามารถเว้นระยะห่างระหว่างรูฉีดได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ลดแรงงาน และอาจลดปริมาณยาฆ่าแมลงที่จำเป็นลงได้ ซึ่งความเป็นไปได้เหล่านี้ ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของคำขอที่เสนอไว้ ไม่ใช่หลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าวิธีการนี้ได้เข้ามาแทนที่วิธีการรักษาที่มีอยู่แล้ว
Poulos กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้วิธีดังกล่าวอาจสามารถนำไปใช้กำจัดปลวกได้จริง แต่ทีมวิจัยก็จะหาวิธีใหม่ ๆ เพิ่มเติม เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงได้อย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

ทำไม? กำจัดปลวกในบ้านให้หมดจึงเป็นเรื่องยาก
สำหรับการกำจัดปลวกให้ตายเฉพาะตัวที่เราเห็นนั้นทำได้ง่าย แต่การกำจัดให้หมดและตายยกรังนั้นทำได้ยาก เนื่องจากพฤติกรรมและโครงสร้างสังคมของปลวก ดังนี้
1. โครงสร้างรังและขนาดของอาณานิคม
- รังอยู่ใต้ดินลึก: ปลวกตัวร้ายที่ทำลายบ้านเรือนส่วนใหญ่อย่างชนิด Coptotermes จะสร้างรังขนาดใหญ่และซ่อนอยู่ใต้ดินลึก
- ประชากรหลักล้านตัว: ในหนึ่งรังมีประชากรหลักแสนถึงหลักล้านตัว การฆ่าปลวกที่เดินอยู่บนบ้านเป็นเพียงส่วนน้อยนิด ไม่กระทบต่อตัวราชินีและประชากรหลักในรัง
2. พฤติกรรมการกินและการหลบซ่อน
- กินจากข้างในออกนอก: ปลวกมักกัดกินเนื้อไม้จากภายในโดยไม่ทำลายผิวภายนอก ทำให้เจ้าของบ้านไม่รู้ตัวจนกว่าไม้จะผุพังหรือยุบตัว
- ไม่ชอบแสงสว่าง: ปลวกสร้างทางเดินเพื่อหลบแสงแดดและอากาศแห้ง จึงอาศัยอยู่ในจุดที่มองเห็นและเข้าถึงได้ยาก
3. การใช้วิธีผิด ๆ ทำให้ปลวกตื่นตัว
- ใช้สารเคมีขับไล่: การใช้สเปรย์กระป๋องหรือน้ำยาฆ่าแมลงทั่วไปฉีดพ่น จะทำให้ปลวกบริเวณนั้นตายแต่ปลวกตัวอื่นจะรู้ตัวและหนีเปลี่ยนเส้นทางไปกินจุดอื่นในบ้านแทน ทำให้ปัญหาลุกลามกว่าเดิม

วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องในการกำจัดปลวก
การกำจัดปลวกให้ได้ผลเด็ดขาดต้องทำลายถึงรังใหญ่ โดยใช้สารเคมีชนิด ไม่ขับไล่ (Non-repellent เช่น ฟิโปรนิล) เพื่อให้ปลวกเดินผ่านโดยไม่รู้ตัวแล้วนำพิษกลับไปแพร่ให้เพื่อนร่วมรัง หรือใช้ ระบบเหยื่อล่อ (Termite Baiting System) ให้ปลวกงานมากินและนำอาหารพิษไปป้อนราชินีจนตายยกรัง
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech



