นักวิทย์ยัน! “ภาวะโลกร้อน” รุนแรงขึ้นอย่างมาก อุณหภูมิโลกอาจสูงเกิน 1.5 องศาฯ ก่อนปี 2030


วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

จิราภพ ทวีสูงส่ง

Thai PBS
แชร์

นักวิทย์ยัน! “ภาวะโลกร้อน” รุนแรงขึ้นอย่างมาก อุณหภูมิโลกอาจสูงเกิน 1.5 องศาฯ ก่อนปี 2030

https://www.thaipbs.or.th/now/content/4350

นักวิทย์ยัน! “ภาวะโลกร้อน” รุนแรงขึ้นอย่างมาก อุณหภูมิโลกอาจสูงเกิน 1.5 องศาฯ ก่อนปี 2030
บริการเสริมจาก Thai PBS AI
ช่วยสรุปให้

สิ่งยืนยัน ภาวะโลกร้อนรุนแรงขึ้นจริง! งานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ Geophysical Research Letters ทำการศึกษาโดย สถาบันวิจัยผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งพอตส์ดัม (PIK) พบว่า “ภาวะโลกร้อน” รุนแรงขึ้นอย่างมาก หลังจากตัดผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ การระเบิดของภูเขาไฟ และวัฏจักรของดวงอาทิตย์ออกไปแล้ว แต่โลกยังมีอุณหภูมิสูงขึ้นประมาณ 0.35 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับช่วงปี 1970-2015 ที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นเพียงประมาณ 0.2 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ ซึ่งการเร่งตัวขึ้นนี้ เริ่มต้นเห็นได้ชัดเจนในปี 2015 เป็นต้นมา โดยปรากฏหลักฐานในชุดข้อมูลอุณหภูมิโลกหลักห้าชุดด้วยความแม่นยำทางสถิติมากกว่า 98%

จากการวิเคราะห์ของ Potsdam Institute for Climate Impact Research (PIK) ประเทศเยอรมัน เผยว่า ภาวะโลกร้อนเร่งตัวขึ้นตั้งแต่ประมาณปี 2015 หลังจากตัดผลกระทบจากความผันผวนของอุณหภูมิตามธรรมชาติออกไปแล้ว ทีมวิจัยพบหลักฐานทางสถิติที่สำคัญเป็นครั้งแรกว่า อัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในระยะยาวของโลกกำลังเร่งตัวขึ้น

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 0.35 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ ขึ้นอยู่กับชุดข้อมูลที่ใช้ เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว อัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยตั้งแต่ปี 1970-2015 อยู่ที่ต่ำกว่า 0.2 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษเล็กน้อย อัตราการเพิ่มขึ้นล่าสุดนี้สูงกว่าทศวรรษใด ๆ ก่อนหน้านี้ นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกอุณหภูมิด้วยเครื่องมือในปี 1880

ภาวะโลกร้อนทำให้เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ภาพจาก NOAA

ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์สามารถแยกแยะสัญญาณภาวะโลกร้อนระยะยาวได้แล้ว

Grant Foster ผู้เชี่ยวชาญด้านสถิติจากสหรัฐฯ และผู้ร่วมเขียนงานวิจัยครั้งนี้ กล่าวว่า ขณะนี้ทีมวิจัยสามารถแสดงให้เห็นถึงการเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจนและมีนัยสำคัญทางสถิติของภาวะโลกร้อนนับตั้งแต่ประมาณปี 2015 โดยทีมวิจัยกรองอิทธิพลทางธรรมชาติที่ทราบกันดีในข้อมูลการสังเกตการณ์ออกไป เพื่อลด “สัญญาณรบกวน” ทำให้สัญญาณภาวะโลกร้อนในระยะยาวที่แท้จริงปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ในข้อมูลสภาพภูมิอากาศ “สัญญาณรบกวน” หมายถึง การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิในระยะสั้นที่อาจบดบังหรือทำให้แนวโน้มพื้นฐานดูเกินจริงไปชั่วคราว เช่น ปรากฏการณ์เอลนีโญสามารถผลักดันอุณหภูมิโลกให้สูงขึ้นในช่วงเวลาจำกัด โดยการปล่อยความร้อนจากมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนสู่ชั้นบรรยากาศ หรือการปะทุของภูเขาไฟอาจมีผลตรงกันข้ามโดยการส่งอนุภาคเข้าสู่ชั้นบรรยากาศที่สะท้อนแสงแดด ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงของดวงอาทิตย์ก็สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเล็ก ๆ ได้เช่นกัน

ดังนั้น เพื่อแยกอิทธิพลชั่วคราวเหล่านี้ออกจากแนวโน้มภาวะโลกร้อนในวงกว้าง ทีมวิจัยจึงได้วิเคราะห์ข้อมูลการวัดจากชุดข้อมูลอุณหภูมิโลกที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย 5 ชุด ได้แก่ NASA, NOAA, HadCRUT, Berkeley Earth และ ERA5

ผลกระทบในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ได้แก่ ไฟป่าที่เกิดขึ้นบ่อยขึ้น ภัยแล้งที่ยาวนานขึ้นในบางภูมิภาค และความรุนแรงของลมและปริมาณน้ำฝนจากพายุหมุนเขตร้อนที่เพิ่มขึ้น ภาพซ้าย - Mike McMillan/USFS, กลาง - Tomas Castelazo / Wikimedia Commons / CC BY-SA 4.0, ขวา - NASA

Stefan Rahmstorf นักวิจัยของ PIK และผู้เขียนหลักการศึกษาครั้งนี้ กล่าวอธิบายว่า จากข้อมูลที่ปรับปรุงแล้วแสดงให้เห็นถึงการเร่งตัวขึ้นของภาวะโลกร้อนตั้งแต่ปี 2015 ด้วยความแม่นยำทางสถิติมากกว่า 98% ซึ่งสอดคล้องกันในทุกชุดข้อมูลที่ตรวจสอบ และไม่ขึ้นอยู่กับวิธีการวิเคราะห์ที่เลือกใช้

จากค่าความแน่นอนทางสถิติที่มากกว่า 98% หมายความว่า ทีมวิจัยพบหลักฐานที่แน่ชัดว่าการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่ผลจากความผันแปรแบบสุ่มของข้อมูล รูปแบบโดยรวมเดียวกันปรากฏในบันทึกอุณหภูมิทั้งห้าชุด แม้ว่าชุดข้อมูลจะผลิตโดยองค์กรทางวิทยาศาสตร์ที่แตกต่างกันและใช้วิธีการที่แตกต่างกันบ้างก็ตาม

หลังจาก ทีมวิจัยปรับค่าสำหรับปรากฏการณ์เอลนีโญ และช่วงที่ดวงอาทิตย์มีผลกระทบกับสภาพอากาศโลกสูงสุดแล้ว อุณหภูมิที่สูงผิดปกติในปี 2023 และ 2024 ก็ลดลงเล็กน้อยในการวิเคราะห์ แต่ถึงกระนั้น ทั้ง 2 ปีก็ยังคงเป็นสองปีที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลด้วยเครื่องมือวัด

ภัยแล้ง ภาวะล้มละลายด้านน้ำ ภาพจาก AFP

ภัยแล้ง ภาวะล้มละลายด้านน้ำ ภาพจาก AFP

การวิจัยครั้งนี้ไม่ได้ระบุสาเหตุ

การวิจัยนี้ออกแบบมาเพื่อตรวจจับและวัดความเร่งเชิงสถิติ ไม่ใช่เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเร่งตัวดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า แบบจำลองสภาพภูมิอากาศสามารถสร้างช่วงเวลาที่อัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเร่งตัวขึ้นได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ อัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมินั้นสอดคล้องกับช่วงพฤติกรรมที่แสดงในแบบจำลองสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน

แบบจำลองสภาพภูมิอากาศ คือการจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ที่ใช้กฎทางฟิสิกส์ในการประเมินว่าบรรยากาศ มหาสมุทร น้ำแข็ง และพื้นดินจะตอบสนองต่อก๊าซเรือนกระจกและอิทธิพลอื่น ๆ อย่างไร ซึ่งแบบจำลองเหล่านี้ไม่ได้ทำนายความผันผวนระยะสั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ก็ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ประเมินรูปแบบสภาพภูมิอากาศในระยะยาว และการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้

 

หากแนวโน้มโลกร้อนยังสูงขึ้นเช่นนี้ อุณหภูมิโลกอาจสูงเกินเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียส ก่อนปี 2030

Stefan Rahmstorf อธิบายเพิ่มเติมว่า หากอัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในช่วง 10 ปีที่ผ่านมายังคงดำเนินต่อไป จะส่งผลให้เกินขีดจำกัด 1.5 องศาเซลเซียส ของข้อตกลงปารีสในระยะยาวก่อนปี 2030 โดยความเร็วในการเพิ่มขึ้นของโลกในอนาคตนั้น ขึ้นอยู่กับว่าพวกเราจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากเชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลกให้เหลือศูนย์ได้เร็วแค่ไหน

ขีดจำกัด 1.5 องศาเซลเซียส หมายถึงเป้าหมายในการจำกัดภาวะโลกร้อนในระยะยาวไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสเหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม การที่อุณหภูมิสูงกว่าระดับนั้นเพียงปีเดียวไม่ได้หมายความว่าเกณฑ์ของข้อตกลงปารีสได้ถูกละเมิดอย่างถาวร นักวิทยาศาสตร์มุ่งเน้นไปที่ภาวะโลกร้อนที่คงอยู่ต่อเนื่องในระยะยาวมากกว่า

ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า โลกอาจกำลังร้อนขึ้นเร็วเป็นอย่างมาก ซึ่งการเร่งตัวขึ้นนี้จะดำเนินต่อไปหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในอนาคตจากการใช้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ

ทำไม? พวกเราต้องช่วยกันลดปัญหาโลกร้อนอย่างเร่งด่วน

สภาพภูมิอากาศรอบตัวของพวกเราทุกคนกำลังเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ พวกเราจึงจำเป็นต้องลดภาวะโลกร้อน เพื่อปกป้องสุขภาพของพวกเราเอง รักษาแหล่งอาหาร และป้องกันการเปลี่ยนแปลงที่ร้ายแรงต่อโลก

การปกป้องสุขภาพและชีวิต

      - ความร้อนจัด: อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้เกิดคลื่นความร้อนที่เป็นอันตราย ซึ่งคุกคามชีวิตมนุษย์และเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง

      - มลพิษทางอากาศ: การลดก๊าซเรือนกระจกและสารมลพิษ อาจทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรนับล้านคนจากอากาศที่ไม่สะอาด

การจัดหาอาหารและน้ำ

      - ผลผลิตทางการเกษตรไม่คงที่: สภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้และภัยแล้งทำลายพืชผล ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนอาหารและราคาสูงขึ้น

      - การขาดแคลนน้ำ: การลดภาวะโลกร้อน จะทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงในพื้นที่เปราะบาง

การป้องกันภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อม

      - ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น: การละลายของแผ่นน้ำแข็งทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น คุกคามบ้านเรือนและเมืองชายฝั่ง

      - การสูญเสียถิ่นที่อยู่: สภาพอากาศสุดขั้ว แล้งจัด น้ำท่วม น้ำทะเลที่อุ่นขึ้น จะส่งผลกระทบต่อ ผู้คน ป่าไม้ แนวปะการัง และสัตว์ป่า

แต่ตอนนี้พวกเราทุกคนยังมีเวลาช่วยกันลดโลกร้อน ก่อนจะสายเกินไป เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่รุนแรงกว่านี้ โดยการจำกัดอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส (2.7 องศาฟาเรนไฮต์) ทุกฝ่ายทั่วโลกต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังให้เห็นรูปธรรมตั้งแต่วันนี้…


📌อ่าน : พายุขนาดใหญ่เกิดขึ้นจากโลกร้อน อาจเปลี่ยนแปลงฤดูฝนในเขตร้อนอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

📌อ่าน : ทำไมโลกเผชิญภัยความหนาวเย็นสุดขั้วหนักขึ้น สวนทางกับอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้น

📌อ่าน : โลกร้อน! อาจเกิด “แผ่นดินไหว” บ่อยขึ้น เหตุระดับน้ำทะเลเปลี่ยนแปลง-ธารน้ำแข็งละลาย

📌อ่าน : ไทยจะจอดหรือรอด? ในวันโลกเดือด ต้องใช้เทคโนโลยีไหนรับมือ


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS


ที่มาข้อมูล: agupubs, edf, worldwildlife, ccacoalition, ucs 


“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ปัญหาโลกร้อนภาวะโลกร้อนลดโลกร้อนโลกร้อนโลกร้อนขึ้นสิ่งแวดล้อมEnvironmentThai PBS Sci And Tech Thai PBS Sci & Tech
จิราภพ ทวีสูงส่ง

ผู้เขียน: จิราภพ ทวีสูงส่ง

"เซบา บาสตี้" นิสิตสาขาวิชาภาษาเพื่อการสร้างสรรค์งานสื่อสิ่งพิมพ์ ม.มหาสารคาม เจ้าหน้าที่เนื้อหาดิจิทัล สำนักสื่อดิจิทัล ไทยพีบีเอส คนทำงานด้านการเขียน : Specialist Contents / Journalist / Writer / Creative Copywriter / Proofreader Lover

บทความ NOW แนะนำ