ผู้เขียน ในฐานะตัวแทน Thai PBS ได้มีโอกาสไปร่วมเป็น Speaker ในเวทีงาน Radiodays Asia 2026 ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ภายใต้แนวคิด “The Evolution of Audio” มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 300 คน จาก 26 ประเทศ เมื่อ 1–3 กันยายน 2569
งานที่พาคนในอุตสาหกรรมเสียง ทั้งผู้ผลิตคอนเทนต์ สถานีวิทยุ Podcast แพลตฟอร์ม และภาคธุรกิจ มาพบกันเพื่อพูดคุยถึงทิศทางใหม่ของ Audio Industry ในวันที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ
งานที่คนในวงการน่าจะถามกันมาหลายปีแล้วว่า “Radio หรือวิทยุจะไปต่ออย่างไร?” ในวันที่คนมี Spotify, YouTube, TikTok, Podcast และ AI รวมทั้งในวันที่เราไม่ต้องรอ DJ เปิดเพลงที่อยากฟัง ไม่ต้องรอข่าวต้นชั่วโมง และไม่ต้องเปิดวิทยุตอน 8 โมงเช้าเพื่อฟังบทสัมภาษณ์ที่อยากฟังอีกต่อไป
Radiodays Asia 2026 จัดแบ่งเป็น 2 Tracks คู่ขนานกัน แต่หลังจากฟังหลายเซสชั่น สัมผัสได้ว่าคำถามว่า “Radio จะตายไหม?” อาจไม่ใช่คำถามที่น่าสนใจที่สุดอีกแล้ว พราะคำถามที่น่าสนใจกว่านั้นคือ..
ถ้าพฤติกรรมของคนเปลี่ยนไปแล้ว วิทยุ จะเปลี่ยนตัวเองจาก “สถานี” ไปเป็นอะไร ?
อนาคตของวิทยุอาจไม่ได้อยู่ที่การพยายามพาคนกลับมาหา มาฟังวิทยุ แต่อยู่ที่การพา Content, Personality, Community และ Brand ของวิทยุไปอยู่ในชีวิตของคน ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะอยู่บน FM, Podcast, YouTube, TikTok
ความสนใจของ Radiodays Asia 2026 ยังมีอีกหลายประการ ขอสรุป 12 ประเด็นน่าสนใจมาบอกกัน
1. Radio ไม่ได้กำลังตาย แต่พฤติกรรมการฟังกำลังเปลี่ยน
James Cridland, Editor แห่ง Podnews
James Cridland, Editor ของ Podnews และคนที่อยู่ในวงการ Radio มาหลายสิบปี พูดถึงเรื่องนี้ได้น่าสนใจ
Radio ยังมี Reach ที่แข็งแรงในหลายประเทศ แต่สิ่งที่กำลังเปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัดคือ Listening Behavior.. คนยังต้องการ Audio แต่ไม่ได้หมายความว่า Audio นั้นต้องมาจาก “Radio” อีกต่อไป
“Streaming” เข้ามาแย่งเวลาการฟังเพลง “Podcast” เข้ามาแย่งเวลาของ Spoken-word Content ส่วน “YouTube” กลายเป็นพื้นที่สำคัญของ Podcast ขณะที่ Social Media กำลังกลายเป็น Discovery Engine ของ Content แทบทุกประเภท
เพราะฉะนั้นคำถามอาจไม่ใช่ “How do we save radio?” เราจะรักษาวิทยุให้อยู่รอดได้อย่างไร?
แต่อาจเป็น “What is radio actually good at?” จริง ๆ แล้ว วิทยุทำอะไรได้ดีที่สุด?
คำตอบของ James คือสิ่งที่ Streaming Platform ทำแทนได้ยาก
Human Connection. เพลงหาได้ทุกที่ ข่าวหาได้ทุกที่ ข้อมูลหาได้ทุกที่ แต่ความรู้สึกว่า “มีใครบางคนกำลังพูดกับฉัน” และ “ฉันเป็นส่วนหนึ่งของ Community นี้” ยังเป็นสิ่งที่ Radio ทำได้ดีมาก
แนวคิดหนึ่งที่ James ชื่นชอบคือ Make the listener the star. แทนที่จะให้ Presenter หรือ Celebrity เป็นพระเอกของรายการตลอดเวลา ลองทำให้ Listener หรือผู้ฟัง กลายเป็นพระเอกบ้าง เพราะเรื่องธรรมดาของคนหนึ่งคน บางครั้งสามารถกลายเป็น Shared Experience ของคนทั้งเมืองได้
นี่อาจเป็น Competitive Advantage ที่สำคัญที่สุดของ Radio ในยุค Algorithm
Human Connection + Shared Experience + Community
2. Radio ต้องเลิกบังคับให้ Audience มาหาเรา
Eugene Wee, Chief Editor ของ CNA938 และ CNA Podcasts
Eugene Wee, Chief Editor ของ CNA938 และ CNA Podcasts จากสิงคโปร์ ตั้งคำถามอีกแบบหนึ่งที่น่าสนใจมาก เขาบอกว่า Radio แบบเดิมมีข้อตกลงกับ Audience ประมาณนี้
“พรุ่งนี้ 8 โมงเช้า ถ้าอยากฟังบทสัมภาษณ์นี้ อย่าพลาด! เปิดสถานีของเรา แล้วฟัง”
แต่ TikTok, Instagram และ YouTube บอก Audience ว่า “ไม่ต้องมาหาเรา เดี๋ยวเราไปหาคุณเอง”
นี่คือ Fundamental Shift ของ Media Consumption หรือ การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานของพฤติกรรมการเสพสื่อ
CNA จึงเปลี่ยนคำถามจาก How do we get people to listen to radio? (เราจะทำอย่างไรให้คนหันมาฟังวิทยุ?) เป็น How do we get people to consume our content? (เราจะทำอย่างไรให้ผู้คนเข้ามาเสพคอนเทนต์ของเรา?)
ความต่างมีเพียงไม่กี่คำ แต่เปลี่ยน Strategy ทั้งองค์กร เพราะประโยคแรกเอา Platform เป็นศูนย์กลาง ส่วนประโยคหลังเอา Audience เป็นศูนย์กลาง
ข้อมูลที่ CNA นำมาแชร์ยิ่งน่าสนใจ เพราะ Audience ของ Radio และ Digital ของพวกเขาซ้ำกันเพียงประมาณ 4% นั่นหมายความว่า Digital ไม่ได้เป็นเพียงช่องทางใหม่สำหรับ Listener กลุ่มเดิม
แต่มันสามารถเปิดประตูไปหา คนอีกกลุ่มที่ Radio อาจไม่เคยเข้าถึงมาก่อน
3. Create Once, Distribute Everywhere
อีกแนวคิดจาก CNA ที่ชอบมากคือคำว่า “Liquid Content”
Content ไม่ควรถูกสร้างขึ้นมาแล้วถูกขังไว้ใน Platform เดียว บทสัมภาษณ์หนึ่งครั้งสามารถเป็น
Radio → Podcast → YouTube → TikTok → Instagram → TV → Website
หนึ่งบทสัมภาษณ์ไม่ควรมีชีวิตแค่ 15 นาทีที่ออกอากาศ มันควรมี Second Life, Third Life หรืออาจมีชีวิตต่อไปอีกเป็นเดือน
James Cridland ก็พูดในทิศทางเดียวกันว่า Spoken-word Content มีต้นทุนในการผลิต เราลงทุนกับ Reporter, Producer, Presenter และ Guest ไปแล้ว จึงควรคิดแบบ Reuse → Recycle → Repurpose มากขึ้น
ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเพียง Content Strategy แต่มันคือ Business Efficiency เพราะ Media Company ไม่สามารถเพิ่ม Headcount ตามจำนวน Platform ได้ตลอดไป
CNA จึงใช้ Reporter, Presenter และ Content ร่วมกันระหว่าง TV, Radio และ Digital ผลิตครั้งเดียว แต่สร้าง Value ได้หลายครั้ง
4. Podcast ก็ไม่ได้เป็นแค่ Podcast อีกต่อไป
Adam Newman จาก Acast
Adam Newman จาก Acast พูดถึงเรื่องนี้จากอีกมุมหนึ่ง กว่า 20 ปีหลังจาก Podcast ถือกำเนิดขึ้น เรายังเถียงกันอยู่เลยว่า “Podcast คืออะไร?” ต้องเป็น Audio หรือเปล่า? Video Podcast นับไหม? ต้องอยู่บน RSS หรือไม่?
สำหรับเขา คำถามเหล่านี้อาจไม่ได้สำคัญขนาดนั้น สิ่งที่สำคัญกว่าคือ Podcast ต้องไปอยู่ในที่ที่ Audience ต้องการให้มันอยู่ และเมื่อมองแบบนี้ Podcast จึงไม่ได้เป็นเพียง Content Format แต่สามารถกลายเป็น Core ของ Multi-channel Business
ลองสรุปโมเดลจาก Session นี้ออกมาได้ประมาณนี้ Audio → Video → Social → Community → Revenue
Audio สร้าง Depth
Video สร้าง Reach
Social สร้าง Discovery
Community สร้าง Loyalty
จากนั้นจึงต่อยอดเป็น Sponsorship, Live Events, Merchandise หรือ Commercial Opportunities อื่น ๆ
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ Video Podcast กำลังมาแรง แต่ Audio ไม่ได้หมดความสำคัญเสียทีเดียว เพราะ Video อาจทำให้คน “เห็น” Creator แต่ Audio มีความสามารถพิเศษในการทำให้คนรู้สึกว่าเขา “รู้จัก” Creator และ Relationship แบบนั้นมีมูลค่ามาก
5. อย่าวัด Podcast ด้วย Metric ของ Social Media อย่างเดียว
เรื่องนี้เชื่อมกับ Session เกี่ยวกับ Branded Podcast ในประเทศจีนได้ดีมาก คำถามคลาสสิกเวลาเสนอ Podcast ให้ผู้บริหาร คือ “ROI คืออะไร?” หรือ “KPI เท่าไหร่?”
ถ้าเอา Podcast ไปแข่งกับ Social Media ด้วย Impression, Click หรือ Conversion Rate อย่างเดียว Podcast อาจแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม แต่คำถามคือ.. เราใช้ Metric ถูกตัวหรือเปล่า?
Speaker จากจีนเสนอวิธีคิดที่ผู้เขียนชอบมาก แทนที่จะถามเพียงว่ามี Download กี่ครั้ง ลองถามว่า “คนใช้เวลากับแบรนด์ของเรานานแค่ไหน?”
คนดู Video ของแบรนด์เรา 5 วินาที กับคนฟัง Podcast ของแบรนด์ 30 นาที อาจถูกนับเป็น Audience หนึ่งคนเหมือนกัน แต่คุณค่าของ Attention สองแบบนี้ไม่เหมือนกันเลย
เขายังแนะนำให้ทีมหรือคนทำพอดคาสต์ ควรต้องอ่านคอมเมนต์ ข้อเสนอแนะของ Podcast ด้วย
เพราะคนที่ฟังมา 15 นาทีหรือมากกว่านั้น แล้วตัดสินใจเขียนความคิดเห็น มี Relationship กับ Content คนละระดับกับคนที่ Scroll ผ่าน Post แล้วกด Like
Podcast จึงอาจไม่ชนะด้วย “Quantity of Attention” แต่ชนะด้วย “Depth of Attention”
และในโลกที่ Attention กลายเป็นทรัพยากรหายากขึ้นเรื่อย ๆ ความลึกอาจมีมูลค่ามากกว่าที่เราคิด
6. Global Knowledge, Local Behavior
อีกคำหนึ่งที่ถูกพูดถึงบ่อยในงานคือ Localization หรือการปรับคอนเทนต์และผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับบริบทของแต่ละพื้นที่ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ Localization ไม่ได้หมายความว่า “ทำให้เป็น Local แล้วจะดีกว่าเสมอ”
กรณีศึกษาหนึ่งจากฟิลิปปินส์เล่าถึงแคมเปญของ Wise ที่มีทั้ง Global Version และ Localized Version ผลกลับกลายเป็นว่า Global Version ทำงานได้ดีกว่า เพราะ Audience กลุ่มนั้นคุ้นเคยกับ International Music, Netflix และวัฒนธรรมระดับโลกอยู่แล้ว
กรณีนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจว่า Localization ไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “เราจะแปลสิ่งนี้เป็นภาษาท้องถิ่นอย่างไร?” แต่ควรเริ่มจาก “คนที่เรากำลังคุยด้วยคือใคร?”
จีนก็เป็นอีกกรณีที่น่าสนใจ Podcast Ecosystem ที่นั่นเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ และตลาดตะวันตก แต่ไม่ได้ Copy ทุกอย่างตรง ๆ
Speaker กล่าวว่า การเรียนรู้ Roadmap ของตลาดที่มาก่อนเป็นเรื่องดี เพราะมันทำให้เราเห็นว่าอะไรเป็นไปได้ จากนั้นจึงสร้างสิ่งที่เหมาะกับ Platform, Culture และ Audience ของตัวเอง จน Podcast ในจีนไม่ได้ถูกสร้างเพียงเป็น Product แต่ถูกผลักดันให้กลายเป็น Movement
7. Local Voices ไม่ได้ต้องการ “เสียง” แต่ต้องการ “อำนาจ”
หนึ่งใน Session ที่ทำให้น่านำมาคิดต่อมากที่สุดเป็นเรื่อง สื่อชุมชน (Community Media) ในวงการพัฒนาสังคมและสื่อชุมชน เรามักได้ยินประโยคว่า “Giving voice to the voiceless.” หรือ “ส่งเสียงให้กับผู้ที่ไม่เคยมีพื้นที่ให้เสียงของตน”
แต่ Speaker ตั้งคำถามกลับว่า คนเหล่านั้นไม่มีเสียงจริงหรือ ? ผู้หญิงในชนบทอินเดียมีเสียง…เกษตรกรอินโดนีเซียมีเสียง…Indigenous Communities มีเสียง…คนหนุ่มสาวที่พูดภาษาซึ่งแทบไม่มีพื้นที่บน Internet ก็มีเสียง
ปัญหาไม่ใช่ “Voice” แต่คือ “Power”
เสียงของพวกเขาสามารถเปลี่ยนระบบรอบตัวได้หรือไม่? มีคนฟังหรือไม่? และมีอำนาจมากพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่?
เรื่องนี้สำคัญมากขึ้นในยุค AI เพราะ AI ทำให้การผลิต Content, Translation, Transcription และ Distribution ถูกลง
ในด้านหนึ่งมันคือ Democratization of Creation หรือการเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเป็นผู้สร้างสรรค์ได้ ทุกคนผลิตได้
แต่ในอีกด้าน Platform, Advertising, Data, Distribution และ AI Infrastructure อาจกลับกระจุกตัวอยู่ในมือของบริษัทเพียงไม่กี่แห่ง ดังนั้น การที่ทุกคนสามารถพูดได้ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะมีอำนาจในการส่งเสียงเท่าเทียมกัน
Community Radio จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็น Commercial Radio ในเวอร์ชันที่เล็กกว่า เพราะในหลายพื้นที่ วิทยุชุมชนทำหน้าที่เสมือน “โครงสร้างพื้นฐานของสังคมและพลเมือง” (Civic Infrastructure) เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงผู้คน ชุมชน ข้อมูล และการมีส่วนร่วมในสังคมเข้าด้วยกัน
มีประโยคหนึ่งจาก Session นี้ที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าวได้อย่างชัดเจนว่า “Local voices are not weak because they are local. They become weak when they remain isolated.” (“เสียงท้องถิ่นไม่ได้อ่อนแอ เพราะมันเป็นเสียงท้องถิ่น แต่มันจะอ่อนแอลง เมื่อเสียงเหล่านั้นถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวและไม่เชื่อมโยงกับใคร”)
ดังนั้นอนาคตของ Community Media อาจต้องสร้าง Network ที่ช่วยกันแชร์ Content, Knowledge, Research, Technology และท้ายที่สุดคือ Collective Bargaining Power
8. Digital Fatigue กำลังพาคนกลับมาหากันในโลกจริง
มี Session หนึ่งพูดถึงสิ่งที่ดูเหมือนจะตรงข้ามกับ Digital Transformation นั่นคือ การกลับมาให้ความสำคัญกับ IRL (In Real Life) หรือการพบปะกันในโลกจริง
หลังจากช่วงการระบาดใหญ่ เราเริ่มเห็นกิจกรรมที่สร้างชุมชนและการพบปะแบบออฟไลน์ Community Event กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น คืนตอบคำถาม (Trivia Night), การฟังบรรยายพร้อมนั่งดื่มและพูดคุยกัน (Lecture over Drinks), การนัดพบปะ (Meetup), ชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Learning Community) หรือแม้แต่การรวมตัวกันเพียง 15 คนในห้องนั่งเล่นเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
Speaker ยกตัวอย่าง Community ในอินเดียที่เชิญนักวิชาการ นักวิจัย และ Expert มาบรรยายเรื่องจริงจังใน Bar พร้อมเครื่องดื่ม บาง Event ขายบัตรหมดภายในไม่กี่ชั่วโมง บางงานมี Waiting List 350–400 คน
มีงานหนึ่งจัดขึ้นใน วันอาทิตย์ เวลา 4 โมงเย็น และมีผู้คนประมาณ 200 คน เดินทางมาร่วมฟังการบรรยายเรื่อง เศรษฐศาสตร์ (Economics)
การที่คนกว่า 200 คนยอมออกจากบ้านในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ เพื่อมานั่งฟังเนื้อหาที่จริงจังและใช้เวลา แสดงให้เห็นว่าความต้องการเสพเนื้อหาแบบยาวและลงลึก (Appetite for Long-form Content) ไม่ได้หายไปไหน
สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “บริบท” (Context) ผู้คนไม่ได้หมดความสนใจในเนื้อหาที่ยาวหรือซับซ้อน แต่เขาต้องการ รูปแบบ สถานที่ บรรยากาศ และประสบการณ์ในการรับเนื้อหา ที่เหมาะกับวิถีชีวิตของพวกเขามากขึ้น ดังนั้น คำถามอาจไม่ใช่ว่า “คนยังสนใจ Long-form Content อยู่หรือไม่?” แต่คือ “เราจะสร้าง Context แบบไหน ที่ทำให้คนอยากใช้เวลากับ Content นั้น?”
9. อย่าสร้าง Community ใหม่ ถ้ามี Community อยู่แล้ว
จาก Insight นี้จึงเกิด Strategy ที่คิดว่าน่าสนใจมาก แทนที่จะสร้าง Podcast ก่อนแล้วถามว่า
“เราจะหา Listener หรือกลุ่มคนฟังจากไหน?” ทำไมไม่เริ่มจาก Community ที่มีอยู่แล้ว ?
ถ้ามีคน 200 คนพร้อมเดินเข้าห้องมาฟัง Long-form Conversation แสดงว่าคนเหล่านี้มี High Intent สำหรับ Content ประเภทนี้อยู่แล้ว
จากนั้น Journey สามารถเป็น IRL Event → Conversation → Podcast → Playlist → Continued Learning → Next Event
Speaker เรียกแนวคิดนี้ว่า Community-driven Loop ดังนั้น Podcast จึงไม่ใช่ Product ที่แยกออกมาจาก Event แต่มันคือ Continuation of Experience. หรือการทำให้ประสบการณ์ของผู้ฟังดำเนินต่อไป แม้จะเปลี่ยนช่องทางหรือแพลตฟอร์มที่ใช้
และถ้าแบรนด์ยังไม่มี Community ขนาดใหญ่ ? Speaker เสนอสิ่งที่เรียบง่ายมาก เริ่มจาก 15 คนก็ได้ ห้องนั่งเล่น บ้านเพื่อน ระเบียง หรือสนาม เพราะถ้ามี 15 คนที่สนใจเรื่องที่คุณพูดอย่างจริงจัง นั่นคือ Community แล้ว
บางทีในยุคที่เราหมกมุ่นกับ Reach หลักแสน เราอาจลืมคุณค่าของ 15 คนที่แคร์จริง ๆ
10. Audience เยอะ ไม่ได้แปลว่า Creator Economy แข็งแรง
อีก Session ที่ทำให้เห็นความแตกต่างของตลาดเอเชียคือกรณีของ Firstory แพลตฟอร์มที่ให้บริการระบบสำหรับเผยแพร่ Podcast และโครงสร้างพื้นฐานในการสร้างรายได้ โดยเน้นตลาดในเอเชียเป็นหลัก
Speaker ใช้วิธีเปรียบเทียบที่จำง่ายมาก ด้วยการวัดรายได้จาก Podcast เทียบกับจำนวน Big Mac ที่สามารถซื้อได้
ตัวอย่างที่ถูกยกขึ้นมาคือ อินโดนีเซีย ซึ่งมีการบริโภค Podcast ในระดับสูงและมีผู้ฟังจำนวนมาก แต่ รายได้ต่อผู้ฟัง (Revenue per Audience) ยังค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับ ไต้หวัน
ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “มีคนฟัง Podcast เยอะหรือยัง?” แต่ควรถามว่า “เรามีโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถเปลี่ยนความสนใจของผู้คน (Attention) ให้กลายเป็นรายได้ (Income) แล้วหรือยัง ?”
ตลาดหนึ่งอาจมีผู้ฟังหลายล้านคน แต่หากไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ ไม่ว่าจะเป็น ระบบโฆษณา, ความสัมพันธ์กับเอเจนซี, ระบบสมาชิก, ระบบชำระเงิน และเครื่องมือสร้างรายได้ที่เหมาะสม ผู้สร้างคอนเทนต์ก็ยังยากที่จะพัฒนาฐานผู้ฟังเหล่านั้นให้กลายเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนได้
Firstory ยังมองว่าการปรับผลิตภัณฑ์และบริการให้เข้ากับแต่ละท้องถิ่นในตลาดเอเชีย ไม่ใช่เพียง “ฟีเจอร์เสริมที่เลือกทำหรือไม่ทำก็ได้” แต่เป็น “เงื่อนไขพื้นฐานในการเข้าสู่ตลาด"
การทำ Localization จึงต้องเกิดขึ้นในทุกระดับตั้งแต่ เว็บไซต์ ศูนย์ช่วยเหลือ (Help Center) การบริการลูกค้า (Customer Service) ไปจนถึงการทำงานร่วมกับ เอเจนซีในแต่ละประเทศ (Local Agencies) รวมถึงการเชื่อมต่อกับระบบชำระเงินและแพลตฟอร์มท้องถิ่น (Local Payment / Platform Integration)
ทั้งหมดนี้เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ย้ำเตือนว่า “การเป็น Global Platform ไม่ได้หมายความว่า Global Solution แบบเดียวจะสามารถใช้ได้กับทุกตลาด”
เพราะแต่ละประเทศมีทั้ง พฤติกรรมผู้บริโภค ระบบธุรกิจ ช่องทางการชำระเงิน วัฒนธรรม และระบบนิเวศของสื่อที่แตกต่างกัน ดังนั้น การจะเติบโตในระดับโลก ไม่ใช่เพียงการนำสิ่งเดียวกันไปใช้ทั่วโลก แต่ต้องสามารถ ปรับตัวให้เข้ากับบริบทของแต่ละตลาดได้จริง
11. อย่ารอหาลูกค้ารายใหญ่ จงสร้างลูกค้ารายใหญ่ขึ้นมา
ในฝั่ง Business มี Session เรื่อง Direct Sales ที่คิดว่าคนทำ Media ควรฟังมาก ๆ โดย Speaker เล่าถึง Media Company แห่งหนึ่งที่ Sales Team สนใจเฉพาะ Advertiser รายใหญ่
ประมาณว่า “ดีลเล็กกว่า 400,000 ดอลลาร์ ไม่คุ้มลุกจากเตียง”
ฟังดูเหมือนเป็น Strategy ที่ Efficient แต่เมื่อย้อนกลับไปดู Top Clients ของบริษัท กลับพบสิ่งที่น่าสนใจ ลูกค้ารายใหญ่ที่สุดในวันนี้ เคยเป็นลูกค้ารายเล็กมาก่อน ปัญหาคือ ถ้าเราหยุดสร้าง Small Clients วันนี้ เราก็ไม่มี Large Clients ในอนาคต
แนวคิดนี้สามารถสรุปเป็นเส้นทางได้ง่าย ๆ ว่า ลูกค้ารายเล็ก → สร้างความสัมพันธ์ → เติบโตไปด้วยกัน → ลูกค้ารายใหญ่ → รายได้ระยะยาว
การลดขนาดทีมขายตรง อาจทำให้งบกำไรขาดทุนของปีนี้ดูดีขึ้น เพราะต้นทุนลดลง แต่ในอีกด้านหนึ่งบริษัทอาจกำลังลดทอนกลไกการเติบโต ที่จะสร้างรายได้ในอีก 3–5 ปีข้างหน้า
เพราะฉะนั้น Direct Sales ไม่ได้เป็นเพียงช่องทางการขาย แต่ยังทำหน้าที่เป็นทั้ง Customer Development Engine หรือ กลไกในการสร้างและพัฒนาลูกค้า และ Talent Development Engine หรือกลไกในการพัฒนาบุคลากร เพราะพนักงานขายต้องเรียนรู้พร้อมกันทั้ง Product, Customer, Revenue, Negotiation และ Resilience
ดังนั้น เป้าหมายจึงไม่ควรเป็นเพียง “การตามหาลูกค้ารายใหญ่” แต่คือ “การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้ารายเล็กในวันนี้ เพื่อให้พวกเขามีโอกาสเติบโตเป็นลูกค้ารายใหญ่ในอนาคต”
12. Old Radio is dying. New Radio is emerging.
วิทยุแบบเก่ากำลังเลือนหาย แต่วิทยุรูปแบบใหม่กำลังเกิดขึ้น อีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจมาจากสถานีวิทยุอายุกว่า 50 ปีในกรุงจาการ์ตา โดย Speaker กล่าวว่า “Old Radio is dying, but New Radio is emerging from the ashes.” “วิทยุแบบเก่ากำลังตาย แต่วิทยุรูปแบบใหม่กำลังถือกำเนิดขึ้นจากเถ้าถ่าน”
วิทยุในรูปแบบเดิมอาจประกอบด้วย On-air + Music + DJ + SMS แต่วิทยุรูปแบบใหม่กำลังขยายตัวเป็น On-air + TikTok + Social Media + Influencer + Event + Community + Personality
หรือพูดง่าย ๆ คือ วิทยุไม่ได้มีแค่ “รายการเสียง” อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น ระบบนิเวศของคอนเทนต์ บุคลิกของผู้ดำเนินรายการ ชุมชน และประสบการณ์ที่เชื่อมต่อกันหลายแพลตฟอร์ม
แม้แต่ Studio ของสถานีก็ถูกออกแบบใหม่ จากเดิมที่มีเพียงผู้ประกาศนั่งอยู่หน้าเครื่อง Mixer กลายเป็นพื้นที่สำหรับสร้างคอนเทนต์หลายรูปแบบพร้อมกัน เช่น Morning Show ที่ออกอากาศทางวิทยุและ TikTok Live ไปพร้อมกัน
พิธีกรสามคนของรายการถูกเลือกให้เป็นตัวแทนของคนจากต่าง Generation เพื่อให้หัวข้อเดียวกันสามารถถูกพูดถึงผ่าน มุมมองที่แตกต่างกัน บางคนเป็น Influencer บางคนเป็น Director / Writer และบางคนเป็น Actor หมายความว่า Presenter ในยุคใหม่ ไม่ได้เป็นเพียง “Radio Announcer”
แต่กำลังกลายเป็น Creator + Personality + Community Connector
แม้แต่ Programming ก็คิดตาม Audience ในแต่ละช่วงเวลา 6 โมงเช้าอาจเป็น Audience แบบหนึ่ง 7 โมงอาจเปลี่ยนเป็นอีกกลุ่ม ทั้ง Music, Presenter และ Conversation จึงต้องเปลี่ยนตาม
สิ่งที่ชอบที่สุดจาก Case นี้คือแนวคิดว่า Radio ต้องเข้าไปอยู่ใน “Important Moments in our target audience’s life.” “วิทยุต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาสำคัญในชีวิตของกลุ่มเป้าหมาย”
สุดท้าย อนาคตของ Radio อาจไม่ได้เป็นเรื่องของ Radio บางทีอนาคตของ Radio จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า เราจะทำให้คนกลับมาเปิดวิทยุได้มากแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่า เราจะทำให้เรื่องราว ความสัมพันธ์ และเสียงของผู้คนเดินทางไปถึง Audience ได้ไกลแค่ไหน โดยยังรักษาความเป็นมนุษย์ไว้ได้
เพราะในวันที่เทคโนโลยีกำลังทำให้ทุกอย่างเร็วขึ้น ถูกลง และ Scale ได้มากขึ้น สิ่งที่มีค่าที่สุดของ Radio อาจยังเป็นสิ่งที่เรียบง่ายที่สุด
คนหนึ่งคนกำลังพูด อีกคนกำลังฟัง และทั้งสองรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้อยู่คนเดียว…
อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
- ถอดรหัสเวทีเสวนา THAI CONTENT: WHAT'S NEXT? คอนเทนต์ไทยจะไปทางไหน เมื่อโลกการรับชมเปลี่ยนไป
- เมื่อ AI สรุปข่าวได้ในไม่กี่วินาที แล้ว “นักข่าว” ควรวางบทบาทตัวเองอย่างไร
- AI กับการจัดการภัยพิบัติ: เมื่อเทคโนโลยีต้องเรียนรู้ที่จะ "รับผิดชอบ" ก่อนจะ "รวดเร็ว"








