เชื่อว่าหลายคนต้องเคยผ่านประสบการณ์นั่งรถเมล์หรือรถไฟฟ้าในวันทำงานอันเหน็ดเหนื่อย แต่แล้วท่ามกลางความสงบ จู่ ๆ เสียงเพลง วิดีโอสั้น หรือเสียงสนทนาจากโทรศัพท์ของใครบางคนก็ดังลั่นขึ้นมา แม้จะพยายามปล่อยผ่าน แต่สถานการณ์ชวนอึดอัดนี้กลับกลายเป็นความหงุดหงิดสะสมในชีวิตประจำวันของคนเมืองอย่างเลี่ยงไม่ได้
ทั้งที่รอบตัวเราเต็มไปด้วยเสียงรบกวนมากมาย ทั้งเสียงเครื่องยนต์ เสียงรางรถไฟ หรือเสียงคนคุยกัน แต่ทำไมเสียง ลำโพงมือถือ ในพื้นที่สาธารณะกลับสร้างความขุ่นเคืองใจได้มากกว่าเสียงอื่น ๆ และอะไรคือจิตวิทยาเบื้องหลังพฤติกรรมนี้? มาหาคำตอบไปพร้อมกันครับ
"Bare Beating" ศัพท์ใหม่คนเมืองและสายตาที่มองเป็นความรำคาญ
พฤติกรรม เปิดลำโพงโทรศัพท์เสียงดัง ในพื้นที่สาธารณะกลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่พบเห็นได้บ่อยขึ้นทั่วโลก จนเกิดคำศัพท์ใหม่จากสหราชอาณาจักรอย่าง "Bare Beating" หรือบางครั้งเรียกว่า “Headphone Dodgers” ซึ่งใช้นิยามกลุ่มคนที่เปิดเพลง ดูคลิป หรือคุยโทรศัพท์ผ่านลำโพงโดยไม่สวมหูฟังขณะใช้ระบบขนส่งสาธารณะ
ผลการสำรวจโดยองค์กรการขนส่งนครลอนดอน (TfL) ในปี 2024 จากผู้ใช้บริการ 1,000 คน พบว่าผู้โดยสารกว่า 70% รู้สึกว่าการเปิดลำโพงเสียงดังและการคุยโทรศัพท์โดยไม่ใส่หูฟังเป็นการก่อกวนอย่างรุนแรง บรรยากาศนี้ยังสร้างความตึงเครียดให้กับผู้ที่มีภาวะเปราะบางต่อเสียง เช่น ผู้ที่มีภาวะออทิสติก
ความรุนแรงของปัญหานี้ส่งผลให้องค์กรขนส่งฯ ต้องออกแคมเปญรณรงค์สวมหูฟัง และขยับไปสู่การเสนอออกกฎหมายสั่งห้ามเปิดลำโพงเสียงดังในระบบขนส่งสาธารณะ พร้อมบทลงโทษปรับสูงสุดถึง 1,000 ปอนด์ (ราว 45,000 บาท) ซึ่งสะท้อนว่ามลพิษทางเสียงจากหน้าจอมือถือไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป
Bare Beating ทำไมเราถึงทนเสียงลำโพงมือถือไม่ได้ ?
ทั้งที่รถโดยสารสาธารณะเต็มไปด้วยเสียงเครื่องยนต์และเสียงประกาศตามสาย แต่ทำไมเราถึงรับมือกับเสียงเหล่านั้นได้ ดีกว่าเสียงจากลำโพงมือถือของคนข้าง ๆ ?
แฮร์รี่ วิทเชล (Harry Witchel) ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยาจากมหาวิทยาลัยซัสเซ็กซ์ อธิบายผ่านรายการของ BBC ว่า สมองมนุษย์จัดประเภท "เสียงรบกวน" (Noise) จากบริบทและความเหมาะสม เขาเปรียบเสียงลำโพงมือถือเป็นเหมือน “วัชพืชในสวน” หรือสิ่งแปลกปลอมที่หลุดเข้ามาผิดที่ผิดทาง
เรายอมรับเสียงเครื่องยนต์หรือเสียงประกาศได้เพราะสมองประมวลผลว่าเป็น "เสียงที่ควรจะเกิดขึ้น" ในพื้นที่นั้น ทว่าเสียงจากลำโพงมือถือเป็นสิ่งที่สมองมองว่าเป็น สิ่งแปลกปลอม ทำให้ความอดทนต่อเสียงชนิดนี้ต่ำลงทันที
นอกจากนี้ การคุยโทรศัพท์เปิดลำโพงยังส่งผลกระทบผ่านปรากฏการณ์ "Halfologue" หรือการได้ยินบทสนทนาเพียงฝั่งเดียว สมองของเราจะถูกกระตุ้นโดยอัตโนมัติให้พยายามคาดเดาเนื้อหาของคู่สายอีกฝั่งที่ขาดหายไป กระบวนการคิดซับซ้อนที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจนี้เองที่สร้างความเครียดและดึงสมาธิเราไปอย่างน่าหงุดหงิด
จิตวิทยาเบื้องหลังพฤติกรรม Bare Beating
อะไรทำให้บางคนตัดสินใจเปิดลำโพงในที่สาธารณะโดยไม่ตะขิดตะขวงใจ ?
เอิซเล็ม ไอดุก (Ozlem Ayduk) หัวหน้าภาควิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ชี้ว่า บรรทัดฐานทางสังคมและค่านิยมส่วนบุคคลมีผลอย่างมาก การแสดงออกทางสังคมขึ้นอยู่กับบริบทและสภาพแวดล้อมที่บุคคลนั้นเติบโตมา สิ่งที่บางคนมองว่าเสียมารยาท อาจเป็นเรื่องธรรมดามากในอีกวัฒนธรรมหนึ่ง
ยิ่งผู้คนซึมซับพฤติกรรมใดบ่อย ๆ พฤติกรรมนั้นก็ยิ่งกลายเป็นเรื่องปกติในความรู้สึก ยิ่งในพื้นที่ที่ไม่ได้มีกฎระเบียบหรือข้อห้ามทางสังคมที่เข้มงวด ผู้คนก็จะเริ่มกำหนดพฤติกรรมตัวเองจากการสังเกตคนรอบข้าง หากไม่มีใครตักเตือน พฤติกรรม Bare Beating ก็จะยิ่งขยายตัวได้ง่ายขึ้น
เรื่องราวของ “เสียงลำโพงมือถือ” ทำให้เราต้องกลับมาใส่ใจมารยาทเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการสวมหูฟังหรือลดระดับเสียงในพื้นที่ส่วนรวม เพื่อแสดงถึงความเกรงใจต่อผู้คนรอบข้าง และยังช่วยรักษาบรรยากาศที่น่าอยู่
มาร่วมและเซฟวันดี ๆ ให้ทุกคนในสังคมผ่านเนื้อหาดี ๆ จาก Thai PBS เหล่านี้








