กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดบทวิเคราะห์เด็กไทยคะแนน PISA ต่ำกว่าระดับพื้นฐานมากกว่า 68% ขณะที่ค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD อยู่ที่ 30% แต่เด็กยากจนน่าเป็นห่วง ขาดการสนับสนุนจากครอบครัวโรงเรียน แต่พบเด็กช้างเผือกจนแต่คะแนนแซงเด็กรวย เสนอพัฒนาระบบรองรับไม่ให้การศึกษาไทยวิกฤตมากกว่านี้
เป็นประเด็นร้อนปลายปี 2566 สำหรับผลคะแนน PISA ของเด็กไทยอายุ 15 ปี ที่พร้อมจะเข้าสู่ตลาดแรงงานที่มีแนวโน้มต่ำลงในทุกทักษะ ทั้งการอ่าน การคิดวิเคราะห์ด้านคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โดยคะแนน PISA 2022 ต่ำที่สุดในรอบ 22 ปี ที่ประเทศไทยเข้าร่วมประเมินตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อปี 2000 (พ.ศ.2543)
ทีมวิชาการของ กสศ. เปิดเผยในเวที “การวิเคราะห์ผลการประเมิน PISA 2022: นัยต่อการพัฒนาระบบการศึกษาไทย” เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 66 ว่า มีข้อมูลเชิงลึกที่ต้องวิเคราะห์ให้เห็นสภาพปัญหาและทางแก้ที่เป็นไปได้ของระบบการศึกษาไทย
ดร. ไกรยส ภัทรวาท ผู้จัดการ กสศ. ระบุว่า จากผลคะแนน PISA 2022 พบเด็กนักเรียนที่มีฐานะครอบครัวยากจนระดับล่างสุด 25% ได้คะแนน PISA ที่สะท้อนสมรรถนะต่ำกว่าระดับพื้นฐาน หรือระดับที่ 1 มากถึง 77.43% และไม่มีเด็กแม้แต่คนเดียว มีสมรรถนะสูง ระดับ 5 และ6 แนวโน้มของคะแนนจะเพิ่มสูงขึ้น เมื่อเด็กนักเรียนที่เข้าสอบมีฐานะทางเศรษฐกิจในครัวเรือนดีขึ้น เช่น เด็กนักเรียนที่มีฐานะดีกลุ่มบน มีคะแนนที่สะท้อนสมรรถนะระดับพื้นฐานและระดับสูง 48.34% และ 4.31% ซึ่งถือว่าเกินครึ่ง ซึ่งรายงานการประเมินของ PISA จะเป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่า สุขภาพของการศึกษาไทยอยู่ระดับไหน โดยเฉพาะปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่น่าเป็นห่วง
นอกจาก ฐานะทางเศรษฐกิจ ที่ส่งผลต่อคะแนน ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ได้จากการสำรวจขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) คือ สภาพแวดล้อมในครอบครัว ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งและความรู้สึกปลอดภัยในโรงเรียน กรอบความคิดว่าตนสามารถพัฒนาได้ (Growth mindset) รวมถึงทรัพยากรในการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียน ซึ่งพบว่า โรงเรียนที่ขาดบุคลากร ขาดอุปกรณ์และสื่อการเรียนการสอนจะมีแนวโน้นคะแนนน้อย ปัญหานี้เชื่อมโยงกับการที่ประเทศไทยมีโรงเรียนขนาดเล็กที่เป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานก่อนที่นักเรียนจะขึ้นสู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นอยู่จำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ขาดแคลนทรัพยากร
ผู้จัดการ กสศ. ระบุ มีข้อมูลที่น่าสนใจ คือ มีเด็กนักเรียนที่มีฐานะยากจน กว่า 260 คนจากประมาณ 8,495 คนที่เข้าสอบ PISA 2022 แต่มีความสามารถในการทำคะแนนทักษะด้านคณิตศาสตร์ในระดับที่สูงโดดเด่นไม่แพ้นักเรียนที่มาจากครัวเรือนที่มีฐานทางเศรษฐกิจสูง เราเรียกเด็กกลุ่มนี้ว่า “เด็กช้างเผือก”
นักเรียนสอบ
คำถาม คือ เด็กช้างเผือก จะพัฒนาได้หรือไม่ ?
จากบทเรียนการทำงานวิจัย PISA for School พบว่า มี 5 ปัจจัยที่เป็นทักษะอารมณ์และสังคมที่ส่งต่อการเรียนรู้ของเด็กที่มีฐานะยากจน ได้แก่ การมองโลกในแง่บวก การเห็นอกเห็นใจ ความรู้สึกกระตือรือร้น การมีวินัยในตัวเอง และความใฝ่รู้
โจทย์สำคัญ ก็คือ เราต้องค้นหาเด็กกลุ่มนี้ให้เจอ ซึ่ง กสศ. ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทยและภาคีพัฒนาระบบฐานข้อมูลเด็กยากจนและยากจนพิเศษ และสนับสนุนทุนการศึกษาแบบมีเงื่อนไขที่ทำให้พวกเขาไม่หลุดออกจากระบบการศึกษา
ความท้าทายต่อไป คือ การออกแบบและพัฒนาระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นสอดคล้องกับ พร้อมการพัฒนาระบบประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ (Formative Assessment) ที่จะช่วยให้คุณครูสามารถติดตามผลและยกระดับการเรียนรู้ของนักเรียน ไม่ว่าจะเป็นเด็กกลุ่มช้างเผือก และเด็กนักเรียนกลุ่มอื่น ๆ ได้
อีกประเด็นที่ต้องพิจารณา คือ เราจะออกแบบการศึกษาของเราอย่างไร รายงาน PISA 2022 ระบุว่า มี 3 ประเทศ คือ ประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ลิทัวเนีย และไต้หวัน ที่พัฒนาระบบการศึกษาของตนให้ตอบโจทย์ 3 ด้าน กล่าวคือ ด้านคุณภาพ ความเหลื่อมล้ำและสุขภาวะที่ดี ขณะที่ ฮ่องกง อังกฤษและสหรัฐอเมริกาจะเน้นไปที่การแก้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ส่วนประเทศออสเตรเลีย จะพัฒนาด้านคุณภาพเป็นหลัก
ผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า ไทยก็อาจจะต้องเลือกว่าจะพัฒนาระบบการศึกษาไปตอบโจทย์ด้านไหนก่อน เช่น ถ้าปัญหาหลัก ๆ ของเรา คือ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและสุขภาวะที่ดี เราก็นำโจทย์นี้ไปพัฒนาระบบการศึกษาเพื่อสร้างสุขภาวะที่ดีและแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่จะส่งผลต่อการยุติความยากจนข้ามรุ่น การมีแรงงานที่มีคุณภาพในอนาคต ที่พร้อมจะจ่ายภาษีเพื่อดูแลสวัสดิการสังคมสูงวัย
ถ้าเราพัฒนาระบบอย่างจริงจังต่อเนื่อง การสอบ PISA ครั้งต่อ ๆ ไปของเด็กไทย เราก็จะไม่กังวล เพราะจะเป็นแค่การตรวจเช็กสุขภาพการศึกษาของเรา ว่า สิ่งที่เราทำได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นหรือไม่








