ไทยพีบีเอส รายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2568 ต่อวุฒิสภา ชูบทบาทสื่อสาธารณะท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัล พร้อมรักษาความน่าเชื่อถือ ความเป็นอิสระ และประโยชน์สาธารณะ เดินหน้าพัฒนา Thai PBS Verify และ VIPA รับมือข่าวลวงและเทคโนโลยี AI พร้อมขยายการเข้าถึงผู้ชมรุ่นใหม่ สว. เสนอแนะให้ยกระดับการวัดผลสู่ Public Impact เพิ่มการเข้าถึงคนรุ่นใหม่ และบริหารงบประมาณอย่างโปร่งใส คุ้มค่า ตรวจสอบได้ เป็นอาหารไทยที่กินได้ทุกวันมีประโยชน์ต่อชีวิต
เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส เข้ารายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2568 ต่อที่ประชุมวุฒิสภา โดยมีคณะผู้บริหารเข้าร่วมรายงาน จำนวน 6 ท่าน ดังนี้
- ดร. นายแพทย์ โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานกรรมการนโยบาย ส.ส.ท.
- นายเจษฎา อนุจารี กรรมการนโยบาย
- นายบุญเลิศ คชายุทธเดช กรรมการนโยบาย
- นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท.
- นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท.
- นายพิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท.

ดร. นายแพทย์ โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของเทคโนโลยีดิจิทัลไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อรูปแบบการสื่อสารและการบริโภคข่าวสารของประชาชนเท่านั้น แต่ยังทำให้สื่อสาธารณะต้องปรับบทบาทและการทำงานให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยยังคงยึดมั่นในภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะ ได้แก่
- ไทยพีบีเอสเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือและมีคุณภาพ ตรวจสอบได้ และมีคุณภาพพร้อมนำเสนอเนื้อหาที่สะท้อนความหลากหลายทางความคิด ภาษา และค่านิยมของสังคม ทั้งข่าวสาร สารคดีที่มีคุณภาพ เนื้อหาด้านศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนละครที่สะท้อนประเด็นทางสังคม ซึ่งได้รับการยอมรับและรางวัลอย่างต่อเนื่องทุกปี
- พัฒนาแพลตฟอร์มสื่อสาธารณะระดับชาติ หรือ VIPA ให้เป็นมากกว่าพื้นที่สำหรับนำเสนอเนื้อหา แต่เป็นพื้นที่สื่อสารของคนไทยที่เปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนเนื้อหาที่สร้างสรรค์ ส่งเสริมความเข้าใจระหว่างผู้คน และตอบโจทย์สังคมในยุคดิจิทัล
- สร้างระบบนิเวศของสื่อสาธารณะที่เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารจากท้องถิ่นสู่ส่วนกลางอย่างสม่ำเสมอ เปิดพื้นที่ให้เสียงของประชาชนในแต่ละพื้นที่ได้รับการนำเสนอ พร้อมสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายองค์กรสื่อทั้งในและต่างประเทศ
- รับมือข่าวลวง ข่าวเท็จ และภัยจากเทคโนโลยี ถือเป็นความท้าทายสำคัญ เนื่องจากข้อมูลจำนวนมากตรวจสอบได้ยากและอาจบั่นทอนความไว้วางใจ รวมถึงสร้างความแตกแยกในสังคม
- เป็นพื้นที่กลางท่ามกลางความเห็นต่าง ในสังคมที่มีข้อมูลข่าวสารและความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างต่อเนื่อง สื่อสาธารณะต้องทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางในการนำเสนอความคิดเห็นที่หลากหลาย รวมถึงสื่อสารนโยบายของรัฐไปยังประชาชน และสะท้อนเสียงของประชาชนกลับไปยังผู้กำหนดนโยบาย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติหรือสถานการณ์ชายแดน โดยไทยพีบีเอสมีกลไกรับฟังความคิดเห็นและเรื่องร้องเรียนผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น สถานีประชาชน ศูนย์ภัยพิบัติ นักข่าวพลเมือง และเวทีสาธารณะต่าง ๆ เพื่อสะท้อนปัญหาและความต้องการของประชาชน รวมถึงติดตามว่านโยบายต่าง ๆ สามารถตอบโจทย์ประชาชนได้มากน้อยเพียงใด อันจะช่วยสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นระหว่างประชาชนกับภาครัฐ

สำหรับในปี 2569 คณะกรรมการนโยบายให้ความสำคัญกับเรื่อง Data Governance และสถาปัตยกรรมข้อมูล ถือเป็นภารกิจสำคัญของการกำหนดนโยบาย โดยต้องสร้างเงื่อนไขให้ฝ่ายบริหารสามารถกำหนดบทบาท หน้าที่ และตัวชี้วัดด้านข้อมูลได้อย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดระบบธรรมาภิบาลข้อมูลที่ครบถ้วนและมีประสิทธิภาพ
ด้าน นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. กล่าวว่า แม้ไทยพีบีเอส จะไม่ได้มุ่งแข่งขันด้านเรตติ้งเพื่อเป็นอันดับหนึ่ง แต่ได้รับการยอมรับในฐานะ “ยาสามัญประจำบ้าน” ของสังคม เมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญหรือสถานการณ์ที่ประชาชนต้องการข้อมูล หลายคนจะนึกถึงไทยพีบีเอส และคาดหวังให้ทำหน้าที่สื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อสังคม ไทยพีบีเอสยังทำหน้าที่ถ่ายทอดสดพระราชพิธีหรือเหตุการณ์สำคัญของประเทศ รวมถึงการรายงานข่าวในสถานการณ์ชายแดนและประเด็นสาธารณะที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน ขณะที่ด้านข่าวสารไทยพีบีเอส มีจุดแข็งในการทำข่าวเชิงสืบสวนและข่าวเพื่อสิทธิของประชาชน เช่น ประเด็นสิทธิผู้ประกันตน รวมถึงการติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีจังหวัดเชียงราย แม้เหตุการณ์จะผ่านไปแล้ว แต่ปัญหาของประชาชนยังคงอยู่ ไทยพีบีเอส จึงทำหน้าที่ติดตามและส่งสัญญาณให้สังคมเห็นว่าปัญหายังไม่ได้สิ้นสุดลง

นายวันชัย ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงการเลือกตั้ง ไทยพีบีเอส ยังทำหน้าที่สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ กว่า 40 องค์กร เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกิดการพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์ โดยมุ่งหวังให้การสื่อสารนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและประโยชน์ต่อสังคม ด้านเด็กและการศึกษา ไทยพีบีเอส มีบทบาทสำคัญในการผลิตและสนับสนุนเนื้อหาสำหรับเด็ก รวมถึงการทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้และระบบ e-Learning ซึ่งสามารถขยายเนื้อหาไปยังเด็กในหลายพื้นที่ ทั้งภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคเหนือได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน เนื้อหาด้านวิทยาศาสตร์ของ ไทยพีบีเอส ได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยมีรายการและแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Thai PBS Sci & Tech ที่เปิดพื้นที่ให้นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญนำเสนอและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ รวมถึงพูดคุยเกี่ยวกับงานวิจัยและวิทยาการใหม่ ๆ ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้ชมจำนวนมาก และช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนสนใจวิทยาศาสตร์มากขึ้น
นอกจากนี้ไทยพีบีเอส ยังสามารถสร้างกระแสและการมีส่วนร่วมในระดับพื้นที่ผ่านโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ เช่น “รายการยกพลคนน้ำพริก” ที่เปิดโอกาสให้เกิดการประกวดและสร้างสรรค์น้ำพริกสูตรใหม่จากทั่วประเทศ ซึ่งนอกจากสร้างความสนุกและการมีส่วนร่วมแล้ว ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียนและสร้างมูลค่าให้กับสินค้าและวัตถุดิบในท้องถิ่น ด้านละครและรายการบันเทิง ไทยพีบีเอส มุ่งผลิต เนื้อหาที่มีคุณภาพ และมีศักยภาพในการเผยแพร่สู่ตลาดต่างประเทศ โดยที่ผ่านมาเนื้อหาหลายรายการได้รับความสนใจและถูกนำไปเผยแพร่ในตลาดโลก สะท้อนให้เห็นว่าคอนเทนต์ไทยที่มีคุณภาพสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดด้านตลาดและเข้าถึงผู้ชมในต่างประเทศได้

สำหรับผลงานในปี 2568 ไทยพีบีเอส ได้รับรางวัลจากเวทีต่าง ๆ รวม 63 รางวัล ซึ่งถือเป็นหนึ่งในองค์กรสื่อที่ได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพของผลงาน ขณะเดียวกัน การรับชมผ่านสื่อสังคมออนไลน์มีจำนวนมากกว่า 2,500 ล้านวิว และอันดับการรับชมออนไลน์ขยับขึ้นจากอันดับ 7 เป็นอันดับ 4 สะท้อนให้เห็นว่าการเข้าถึงผู้ชมของไทยพีบีเอส ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะโทรทัศน์ แต่ขยายไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์อย่างต่อเนื่อง
“จากผลสำรวจพบว่าประชาชน 53% เห็นว่า ไทยพีบีเอส ยังคงมีความจำเป็นและมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของสังคมไทย สะท้อนถึงคุณค่าและบทบาทของสื่อสาธารณะที่ยังคงมีความหมายต่อประชาชน แม้บริบทของการสื่อสารและพฤติกรรมการรับสื่อจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว” นายวันชัย กล่าว

จากนั้นมีสมาชิกวุฒิสภาร่วมอภิปรายรวม 9 คน โดยส่วนใหญ่เป็นการติชม ให้ข้อคิดเห็น เสนอแนะเพื่อปรับปรุงการทำงานของไทยพีบีเอสต่อไป
นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย กล่าวว่า จุดเด่นของไทยพีบีเอสคือการทำข่าวสืบสวนสอบสวน โดยเฉพาะกรณีปลาหมอคางดำ ซึ่งสะท้อนบทบาทของสื่อในการตรวจสอบอำนาจและผลประโยชน์ พร้อมชื่นชมการทำหน้าที่สื่อเพื่อสันติภาพในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย – กัมพูชา และการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็วผ่าน Thai PBS Verify พร้อมเสนอให้ไทยพีบีเอสเพิ่มกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน สร้างพื้นที่สนทนาและการเรียนรู้ รวมถึงนำข้อมูลจากสื่อภาคพลเมืองและเครื่องมืออย่าง Policy Watch มาต่อยอดการทำงาน
ด้านการเข้าถึงประชาชน เสนอให้ไทยพีบีเอสติดตามพฤติกรรมผู้ชมกลุ่มที่ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือหรืออินเทอร์เน็ต ว่ายังสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากน้อยเพียงใด พร้อมเสนอให้พิจารณานโยบายด้านทรัพยากรบุคคลและรูปแบบสัญญาจ้างที่ยืดหยุ่น เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายขององค์กร
นายเทวฤทธิ์ ยังได้ตั้งข้อสังเกตเรื่อง การรับเรื่องร้องเรียนด้านจริยธรรมวิชาชีพ โดยเฉพาะกรณีผู้ประกาศข่าวรับทรัพย์สิน ว่ามีการพิจารณาและดำเนินการถึงขั้นใด รวมถึงต้องการให้ชี้แจงว่าการรับทรัพย์สินดังกล่าวเข้าข่ายการแทรกแซงการทำงานหรือไม่ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างไร
นางอังคณา นีละไพจิตร กล่าวว่า จากรายงานพบว่า Thai PBS Verify ได้รับความน่าเชื่อถือจากประชาชนในระดับสูง และมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยเฉพาะประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน จึงมีแนวคิดที่จะเสนอให้พัฒนา Thai PBS Verify ให้สามารถป้องกันและจัดการข้อมูลที่คลาดเคลื่อนได้อย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการรักษา ความเป็นอิสระจากอิทธิพลทางการเมือง ซึ่งถือเป็นสิทธิพื้นฐานและหัวใจสำคัญของสื่อสาธารณะ โดยต้องสามารถตรวจสอบข้อมูลและนำเสนอประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างอิสระ
“อีกประเด็นสำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่าง “สิ่งที่สังคมอยากดู” กับ “สิ่งที่ประชาชนควรรู้” เพราะเนื้อหาสาธารณะที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะประเด็นของกลุ่มเปราะบาง ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจไม่ได้สร้างยอดผู้ชมสูง และมีต้นทุนการผลิตมากกว่า แต่ยังเป็นภารกิจสำคัญของสื่อสาธารณะในการรักษาคุณภาพและประโยชน์ต่อสังคม” นางอังคณา กล่าว
ด้านนาวาตรีวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ กล่าวชื่นชมบทบาทของไทยพีบีเอสในการผลิตและเผยแพร่คอนเทนต์ที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยยกตัวอย่างแอปพลิเคชัน VIPA รวมถึงรายการ “สมมุติว่า” ซึ่งถือเป็นรายการที่มีเนื้อหาสร้างสรรค์และน่าสนใจ นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงการนำเสนอเนื้อหาที่หลากหลาย ทั้งละคร ดนตรี และกีฬาเรือยาว ซึ่งล้วนเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์และช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ ตลอดจนการเข้าถึงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนในสังคม
นายสุทนต์ กล้าการขาย กล่าวว่า ในยุคที่สังคมมีข้อมูลจำนวนมหาศาลและมีข้อมูลบิดเบือนเพิ่มขึ้น บทบาทของสื่อสาธารณะยิ่งมีความสำคัญ โดยผลสำรวจพบว่าร้อยละ 93 เห็นว่า ไทยพีบีเอส มีความจำเป็นต่อสังคมไทย โดยเฉพาะในภาวะวิกฤต ภัยพิบัติ และการนำเสนอข่าวเชิงลึก อย่างไรก็ตาม ความน่าเชื่อถือเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่สามารถเข้าถึงผู้ชมได้ จึงเสนอให้ ไทยพีบีเอส กำหนดยุทธศาสตร์ด้าน Audience อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการเข้าถึงคนรุ่นใหม่ และออกแบบเนื้อหาแบบ Digital First ตั้งแต่ต้น พร้อมกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่าภายใน 3 ปี จะเพิ่มสัดส่วนผู้ชมกลุ่มอายุไม่เกิน 35 ปีได้อย่างไร
“ไทยพีบีเอส ควรปรับจากการวัดผลด้วย เรตติ้ง ไปสู่การวัด Public Impact หรือผลกระทบต่อสาธารณะ เช่น ข่าวหนึ่งชิ้นนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบาย การได้รับความช่วยเหลือ หรือทำให้ประชาชนรู้เท่าทันปัญหา พร้อมเปิดเผยผลกระทบจากการดำเนินงานในแต่ละภารกิจอย่างเป็นรูปธรรม”นายสุทนต์ กล่าว
นายสุทนต์ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดข้อมูล แต่ขาดข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบ จึงควรพัฒนา Thai PBS Verify ไปสู่การเป็นศูนย์กลางการตรวจสอบข้อมูลและเชื่อมโยงกับภาคประชาชน นักวิจัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยรองรับการตรวจสอบทั้งข้อความและภาพ รวมถึงเตรียมรับมือกับข้อมูลที่สร้างโดย AI พร้อมวางระบบธรรมาภิบาลเพื่อลดความเสี่ยงจากการใช้ AI ในการผลิตข่าว และต้องให้ความสำคัญกับ ความมั่นคงและความปลอดภัยของระบบสื่อทั้งการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ระบบเว็บไซต์ และ Cybersecurity รวมถึงการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ พร้อมรักษาความเป็นอิสระและหลักธรรมาภิบาลในการใช้งบประมาณ เพื่อให้ ไทยพีบีเอส ก้าวไปสู่ การเป็นสื่อสาธารณะและแพลตฟอร์มสื่อของประเทศในยุคดิจิทัล
ส่วน นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ ได้กล่าวแสดงความยินดีกับไทยพีบีเอสที่ในปีนี้สามารถทำกำไรได้เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี อย่างไรก็ตาม มองว่าผลกำไรไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด เพราะไทยพีบีเอสไม่ใช่สถานีโทรทัศน์ที่มุ่งแข่งขันเพื่อให้ได้เรตติ้งสูงสุด แต่จุดแข็งสำคัญของไทยพีบีเอสคือ “ความน่าเชื่อถือ” โดยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนสะท้อนว่าไทยพีบีเอสได้รับความไว้วางใจในระดับสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง จึงควรรักษาจุดแข็งดังกล่าวและต่อยอดให้เกิดความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
“ต้องรักษาความน่าเชื่อถือเอาไว้ เพื่อให้คนคิดว่า ถ้าอยากรู้เรื่องอะไรให้ดูไทยพีบีเอส” พร้อมเสนอว่า ไทยพีบีเอสควรขยายศักยภาพในหลายด้าน โดยตั้งเป้าให้ในอนาคต หากคนทั่วโลกต้องการรู้จักประเทศไทย ก็สามารถรับชมไทยพีบีเอสได้ เช่นเดียวกับที่สื่อสาธารณะระดับโลกอย่าง CNN หรือ NHK มีบทบาทในการนำเสนอเรื่องราวของประเทศและสังคมสู่ผู้ชมทั่วโลก
นายสุนทรกล่าวทิ้งท้ายว่า ไทยพีบีเอสมีศักยภาพเพียงพอที่จะก้าวไปได้มากกว่าการเป็นเพียง “ยาสามัญ” สำหรับสังคม แต่ควรพัฒนาไปสู่การเป็น “อาหารไทยที่คนไทยบริโภคทุกวัน” คือเป็นสื่อที่ประชาชนเลือกเปิดรับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และมีส่วนช่วยยกระดับจิตสำนึกสาธารณะของสังคมไทยให้ดียิ่งขึ้น
ว่าที่ พ.ต.กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ กล่าวว่า ไทยพีบีเอส ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรายงานข่าว แต่เป็นการนำทรัพยากรสาธารณะกลับคืนสู่ประชาชนในรูปของความรู้ ความจริง ความเชื่อมั่น และการมีส่วนร่วม โดยช่วงปี 2565–2568 การปรับตัวสู่สื่อดิจิทัลช่วยสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
“สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงตัวเลขทางการเงิน แต่คือผลลัพธ์ที่เกิดกับประชาชน เช่น การนำเสนอข่าวที่เป็นประโยชน์ การประสานความช่วยเหลือ และการมีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาสังคม ขณะเดียวกันควรควบคุมต้นทุนและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพื่อรองรับความไม่แน่นอนด้านรายได้และการเปลี่ยนแปลงของโลกสื่อ ไทยพีบีเอส จึงต้องเร่งปรับตัวตามพฤติกรรมประชาชนบนแพลตฟอร์มใหม่ ๆ พร้อมรักษาจุดแข็งที่สื่อเชิงพาณิชย์ทดแทนได้ยาก โดยเฉพาะการเป็น พื้นที่กลางที่ประชาชนเข้าถึงความจริง รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และเป็นที่พึ่งในยามเกิดวิกฤต เพื่อพิสูจน์ว่าทรัพยากรสาธารณะที่ได้รับสามารถสร้างคุณค่าและความคุ้มค่าให้แก่สังคมได้อย่างแท้จริง” ว่าที่ พ.ต.กรพด กล่าว
นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ ได้ให้ความเห็นว่า ได้พิจารณารายงานฯ ด้วยความสนใจ โดยไทยพีบีเอสได้รับงบประมาณและดำเนินงานมาเป็นเวลา 19 ปี จึงอยากให้มีการสะท้อนถึงผลการดำเนินงานและความคุ้มค่าของงบประมาณ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน นอกจากนี้ ในประเด็นข้อร้องเรียน รวมถึงแนวทางการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสร้างความเชื่อมั่นว่าการดำเนินงานของไทยพีบีเอสเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้
ด้าน นายจำลอง อนันตสุข กล่าวว่า จากการติดตามงบประมาณด้านบุคลากรในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา พบว่างบประมาณของไทยพีบีเอสที่ใช้กับบุคลากร เป็นจำนวน 28% ซึ่งถือเป็นการบริหารจัดการที่ดี ในการนำงบประมาณที่มีอยู่ไปสนับสนุนยุทธศาสตร์และกลไกต่าง ๆ ขององค์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ในยุคที่สื่อเปลี่ยนผ่านจากอนาล็อกเข้าสู่ยุค AI การแข่งขันด้านสื่อและข้อมูลข่าวสารมีความเข้มข้นมากขึ้น ขณะเดียวกันสถานการณ์ปัจจุบันมีประเด็นสำคัญเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งสงคราม ภัยจากสแกมเมอร์และไซเบอร์ รวมถึงปัญหาชายแดน ซึ่งไทยพีบีเอสเป็นสื่อที่สามารถตอบโจทย์และนำเสนอข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว ส่วนด้านสิ่งแวดล้อม มีการเกาะติดและนำเสนอประเด็นสำคัญหลายเรื่อง ทั้งสถานการณ์อุทกภัย รวมถึงประเด็นทุนจีนสีเทา
อย่างไรก็ตาม อยากเสนอให้ไทยพีบีเอสเพิ่มเติมการนำเสนอข่าวกีฬา เนื่องจากปัจจุบันมีเนื้อหาด้านกีฬาค่อนข้างน้อย ทั้งที่กีฬาเป็นเรื่องสำคัญที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพและการดูแลร่างกายของประชาชน จึงอยากให้เพิ่มสัดส่วนข่าวกีฬาให้มากขึ้น
ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิฟาริด ระเด่นอาหมัด กล่าวว่า อยากเห็นไทยพีบีเอสเป็นแกนนำในการสร้างสรรค์ซีรีส์และคอนเทนต์คุณภาพ เพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยใช้เป็นช่องทางในการถ่ายทอดวัฒนธรรม รวมถึงนำเสนอภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล
ขณะเดียวกัน การขยายการนำเสนอคอนเทนต์ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยังมีความจำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการนำเสนอข่าวและรายการด้านศาสนา ควรพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบรายการโทรทัศน์ที่มีความน่าสนใจและเข้าถึงผู้ชมได้มากขึ้น สามารถนำแนวคิดและหลักการจากศาสนามาประยุกต์ใช้ในการนำเสนอ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งที่ผ่านมาไทยพีบีเอสมีแนวทางในเรื่องนี้ที่ทำได้ดีอยู่แล้ว จึงอยากให้พัฒนาต่อยอดให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น
หลังจากที่สมาชิกวุฒิสภาทั้ง 9 คน ได้ร่วมอภิปรายแล้ว คณะผู้บริหารไทยพีบีเอส ได้ขึ้นชี้แจง โดยนายวันชัย กล่าวขอบคุณสำหรับข้อเสนอแนะ คำติชม และการวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้น โดยจะนำความคิดเห็นต่าง ๆ ไปพิจารณาและต่อยอดในการดำเนินงาน เพื่อให้ไทยพีบีเอส สามารถเดินหน้าทำหน้าที่เพื่อสังคมได้อย่างต่อเนื่อง และปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและพฤติกรรมการรับสื่อของประชาชน
แม้รูปแบบการรับชมจะเปลี่ยนจากโทรทัศน์ไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น ไทยพีบีเอสจำเป็นต้องปรับวิธีการนำเสนอให้สอดคล้องกับความสนใจและรสนิยมของผู้ชมในแต่ละกลุ่ม โดยสิ่งที่ยังคงต้องรักษาไว้คือ คุณภาพ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำงาน ขณะเดียวกัน เนื้อหาต้องมีความน่าสนใจ เข้าถึงง่าย และมีเสน่ห์ เพื่อให้ผู้ชมสามารถติดตามได้ แม้เนื้อหาบางเรื่องอาจมีความซับซ้อนและไม่ใช่เรื่องที่นำเสนอได้ง่าย

นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. กล่าวขอบคุณสำหรับคำแนะนำเกี่ยวกับ Thai PBS Verify ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญมาก โดยไทยพีบีเอสได้ดำเนินกระบวนการด้านการตรวจสอบข้อมูลมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปี ขณะที่ปัจจุบันสถานการณ์ข่าวปลอม หรือเฟคนิวส์ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไทยพีบีเอสได้รับความร่วมมือจากหลากหลายองค์กร ทั้งภาคประชาสังคม เช่น Cofact รวมถึงภาคเอกชนและแพลตฟอร์มดิจิทัล อาทิ TikTok และ Facebook โดยเฉพาะการรณรงค์ให้ความรู้ด้านการตรวจสอบข้อมูลในช่วงการเลือกตั้ง

สิ่งที่ไทยพีบีเอสให้ความสำคัญมาโดยตลอดคือการสร้างความรู้และทักษะในการรู้เท่าทันข้อมูล โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ผ่านการจัดค่าย Thai PBS Verify Youth Camp 2026 “ปั้นนักคิด พิชิตข้อมูลเท็จ ต้านภัยสแกมเมอร์” ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 2 เปิดโอกาสให้เยาวชนเข้าร่วมอบรมและเรียนรู้กระบวนการตรวจสอบข่าวปลอมและข้อมูลเท็จ เพื่อนำความรู้ไปต่อยอดและสร้างเครือข่ายในครอบครัว โรงเรียน และชุมชน นอกจากนี้ ไทยพีบีเอสมีแผนขยายการจัดค่ายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชนในพื้นที่ได้เข้าถึงองค์ความรู้ด้านการตรวจสอบข้อมูลอย่างทั่วถึง ทั้งหมดนี้ถือเป็นภารกิจสำคัญของไทยพีบีเอสในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในประเทศและต่างประเทศ

นายพิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. กล่าวว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ฝ่ายบริหารได้เร่งสะสางประเด็นต่าง ๆ เพื่อให้องค์กรเดินหน้าต่อ โดยยืนยันว่า ไทยพีบีเอสทำหน้าที่เป็นสื่อสาธารณะที่มีความเป็นอิสระ ไม่ถูกแทรกแซงทางการเมือง และยึดหลักความโปร่งใส สำหรับข้อร้องเรียนหรือบัตรสนเท่ห์ จะมีการตรวจสอบตามกระบวนการว่าเป็นการดำเนินการที่ผิดระเบียบ มีการทุจริต หรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อองค์กรหรือไม่ โดยที่ผ่านมาไม่พบการทุจริตหรือความเสียหาย ทั้งนี้ อยู่ระหว่างการยกร่างระเบียบที่เกี่ยวข้องให้มีความชัดเจน ส่วนการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจง มีสัดส่วนใกล้เคียงหรือต่ำกว่าหน่วยงานที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน

การรายงานผลการปฏิบัติงานต่อวุฒิสภาครั้งนี้ สะท้อน ให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อบทบาทของไทยพีบีเอสในฐานะสื่อสาธารณะ และความคาดหวังให้ปรับตัวให้เท่าทันโลกดิจิทัล โดยเฉพาะการเข้าถึงคนรุ่นใหม่ การใช้เทคโนโลยีและ AI อย่างมีธรรมาภิบาล การพัฒนา Thai PBS Verify และการวัดผลจากผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสังคม ขณะที่ไทยพีบีเอสยืนยันจะนำข้อเสนอแนะไปพัฒนาการทำงาน พร้อมรักษาคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ ความเป็นอิสระ และการทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางของสังคม เพื่อให้สื่อสาธารณะยังคงเป็นที่พึ่งและสร้างคุณค่าให้ประชาชนได้ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง