VIFF 2026 เปิดวงถอดรหัส “หนังอิสระไทย” จากความกล้าสร้างสรรค์ สู่ผู้ชมวงกว้าง VIFF 2026 เปิดวงถอดรหัส “หนังอิสระไทย” จากความกล้าสร้างสรรค์ สู่ผู้ชมวงกว้าง
ข่าวประชาสัมพันธ์

VIFF 2026 เปิดวงถอดรหัส “หนังอิสระไทย” จากความกล้าสร้างสรรค์ สู่ผู้ชมวงกว้าง

0 ครั้ง

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ VIPA International Film Festival 2026 (VIFF 2026) เดินหน้าสร้างพื้นที่ให้คนทำหนัง ผู้ชม และคนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ได้พบปะและแลกเปลี่ยนมุมมอง ผ่าน 2 วงเสวนาในโปรแกรม Festival Weekend หนึ่งในกิจกรรมสำคัญของเทศกาล VIFF 2026 ภายใต้แนวคิด “FIRST” ที่เปิดพื้นที่ให้เรื่องเล่าใหม่ ผู้สร้างรุ่นใหม่ และผลงานที่มีมุมมองแตกต่างได้ถูกมองเห็น จัดโดย องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส โดยความร่วมมือของ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม, มูลนิธิไทยพีบีเอส, VIPA, กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และสมาคมผู้สร้างภาพยนตร์อิสระไทย เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ณ Co-Working space ชั้น 1 อาคาร D ไทยพีบีเอส

3 คนทำหนังชี้ Long Take ต้องมากกว่าเทคนิค แต่ต้องพาเรื่องและความรู้สึกเดินหน้าไปพร้อมผู้ชม

เริ่มต้นวงเสวนาแรกกับ “Long Take ความกล้า ความจริง และงานฝีมือของหนังอิสระ” โดยมี ผศ. อุรุพงศ์ รักษาสัตย์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ม.ธรรมศาสตร์ และผู้กำกับภาพยนตร์อิสระ (สวรรค์บ้านนา), สุทธากร สันติธวัช ผู้กำกับภาพยนตร์อิสระ และ อรุณศักดิ์ อ่องลออ ผู้กำกับภาพยนตร์ One Cut Monk วันคัต ดีเนาะ ซึ่งเป็นภาพยนตร์เปิดเทศกาล VIFF 2026 จัดฉายไปเมื่อ 11 กันยายน ที่ผ่านมา มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงเบื้องหลังการสร้างภาพยนตร์อิสระ ตั้งแต่การเลือกวิธีเล่าเรื่อง ความกล้า ที่จะทดลอง โดยเฉพาะการใช้ Long Take ที่ต้องอาศัยทั้งความคิดสร้างสรรค์ การวางแผน และการทำงานร่วมกันของคนเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ไปจนถึงรายละเอียดและข้อจำกัดที่คนทำหนังต้องเผชิญ

อรุณศักดิ์ อ่องลออ ผู้กำกับภาพยนตร์ One Cut Monk วันคัต ดีเนาะ ได้แลกเปลี่ยนถึงมุมการทำหนังอินดี้ที้ต้องเริ่มจากความรักในสิ่งที่อยากเล่า ก่อนจะคิดถึงผลตอบแทน เพราะก่อนที่หนังหนึ่งเรื่องจะไปถึงโรงภาพยนตร์ เทศกาล หรือผู้ชมวงกว้าง คนทำหนังต้องผ่านคำถามมากมาย ทั้งเรื่องทุน ความยากในการผลิต และความเป็นไปได้ทางธุรกิจ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังต้องอยู่ตั้งแต่ต้นจนจบ คือเหตุผลที่เราอยากทำหนังเรื่องนั้นขึ้นมา ขณะที่การเลือกใช้ Long Take ก็ต้องมีเหตุผลรองรับ ไม่ใช่เพียงเพื่อแสดงความยากของเทคนิค เพราะท้ายที่สุดแล้ว เทคนิคไม่ใช่คำตอบของหนัง แต่เรื่องที่อยากเล่าต่างหาก คือจุดเริ่มต้นของการทำหนัง

อรุณศักดิ์ อ่องลออ ผู้กำกับภาพยนตร์ One Cut Monk วันคัต ดีเนาะ

ผศ. อุรุพงศ์ รักษาสัตย์ ชี้ว่าเทคนิคการถ่ายทำภาพยนตร์แบบ Long Take ไม่ได้มีความหมายเพียงเพราะ “ถ่ายยาว” แต่ทุกวิธีการเล่าต้องพาเรื่องและประเด็นเดินหน้าไปพร้อมกับผู้ชม ให้ผู้ชมรู้สึกและอินตามไปด้วยได้ โดยเฉพาะการถ่ายทำสารคดีที่ต้องทำงานกับความจริง สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้ากล้องไม่ได้มีความหมายด้วยตัวมันเองเสมอไป คนทำหนังยังต้องเลือกว่าจะพาผู้ชมไปมองอะไร รู้สึกอย่างไร และประเด็นจะค่อย ๆ เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างไร ขณะเดียวกัน สุทธากร สันติธวัช นักวิจารณ์ บรรณาธิการ และผู้กำกับภาพยนตร์ขึ้นหิ้ง “ขวัญ-เรียม“ (2001) แลกเปลี่ยนถึงการเลือกเทคนิค Long Take ไม่ได้หมายถึงการเลือก “ไม่ตัด” เพียงอย่างเดียว แต่คือการยอมสละเครื่องมือสำคัญอย่างการตัดต่อ แล้วหันไปพึ่งพาองค์ประกอบอื่นของภาพยนตร์ให้ทำงานแทน เช่น จังหวะของนักแสดง การเคลื่อนกล้อง พื้นที่ในเฟรม เสียง และความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร ต้องถูกคิดมาอย่างละเอียด เพราะเมื่อไม่มีการตัดต่อมาช่วยกำหนดจังหวะ คนดูจะได้สัมผัสช่วงเวลานั้นอย่างต่อเนื่องมากขึ้น Long Take จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความยากทางเทคนิค แต่คือคำถามว่า เมื่อเราเลือกตัดเครื่องมือหนึ่งออกไป เราพร้อมหรือยังที่จะให้องค์ประกอบที่เหลือเล่าเรื่องแทนมัน

ผศ. อุรุพงศ์ รักษาสัตย์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ม.ธรรมศาสตร์ และผู้กำกับภาพยนตร์อิสระ

เปิดมุมมอง “โอกาสและพื้นที่” พาหนังอิสระไทยก้าวพ้นคนดูเฉพาะกลุ่ม สู่ผู้ชมวงกว้าง

จากมิติของการสร้างสรรค์ สู่โจทย์เรื่อง “พื้นที่” และ “โอกาส” เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมองกันต่อผ่านวงเสวนาที่สอง “อนาคตหนังอิสระไทย จากพื้นที่เล็กสู่ผู้ชมวงกว้าง” ชวนมองอนาคตของภาพยนตร์ไทยในบริบทที่พฤติกรรมการรับชมเปลี่ยนไป และช่องทางดิจิทัลเปิดโอกาสให้ผลงานจากผู้สร้างอิสระสามารถเข้าถึงผู้ชมได้มากขึ้น วงเสวนานี้มี ดุลย์สิทธิ์ นิยมกุล ผู้กำกับภาพยนตร์อิสระ, พลรัตน์ รอดรักษา นักแสดงและผู้สร้างภาพยนตร์อิสระ และ นพนันท์ สาราสิทธิ์ Co-Producer หนังจีนหลายเรื่อง อาทิ Lost in Thailand ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองถึงโอกาสของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย รวมถึงศักยภาพในการต่อยอด “ความเป็นไทย” สู่ผู้ชมระดับสากล

พลรัตน์ รอดรักษา นักแสดงและผู้สร้างภาพยนตร์อิสระ ได้กล่าวว่า “นักแสดงในประเทศไทยมีศักยภาพสูงไม่แพ้ใครและสามารถนำเสนอผลงานไปได้ไกลระดับสากล แต่สิ่งที่ยังขาดคือ โอกาสและพื้นที่ หรือเวทีที่เปิดกว้างให้คนทำงานได้แสดงฝีมืออย่างเต็มที่ ส่วนนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนอนาคตวงการภาพยนตร์ไทยไปสู่การแข่งขันนานาชาติได้”

พลรัตน์ รอดรักษา นักแสดงและผู้สร้างภาพยนตร์อิสระ

อีกทั้งประสบการณ์จากการเป็น “ตัวประกอบ” ทำให้รู้ว่าตัวประกอบไม่ได้เป็นเพียงคนที่อยู่เบื้องหลังตัวละครหลักเท่านั้น แต่ทุกบทบาทสามารถเป็นพื้นที่ให้คนทำงานได้เรียนรู้ ทั้งการเคารพบท การทำการบ้าน และการเข้าใจว่าตัวละครหนึ่งตัวมีหน้าที่ต่อเรื่องอย่างไร

ด้าน ดุลย์สิทธิ์ นิยมกุล ผู้กำกับภาพยนตร์และนักเขียนบทผู้สร้างตำนานจาก “เจนนี่ กลางวันครับ กลางคืนค่ะ” กล่าวถึงการทำหนังอิสระที่ต้องเริ่มต้นจากการได้เล่าในสิ่งที่เราอยากเล่า และเป็นตัวของเราเองอย่างแท้จริง แต่เมื่อหนังถูกส่งออกไปสู่ผู้ชม สิ่งที่คนทำหนังต้องรับผิดชอบต่อก็คือ การสื่อสาร หากคนดูไม่เข้าใจ ไม่รู้สึก หรือไปไม่ถึงสิ่งที่หนังต้องการสื่อสาร คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การบอกว่าคนดู “ดูไม่เป็น” แต่อาจต้องย้อนกลับมาถามว่า เราทำการบ้านกับเรื่องนี้มากพอหรือยัง เข้าใจสิ่งที่อยากเล่ามากพอหรือยัง และหาวิธีสื่อสารมันได้ดีพอหรือเปล่า

ดุลย์สิทธิ์ นิยมกุล ผู้กำกับภาพยนตร์และนักเขียนบท

ขณะที่ นพนันท์ สาราสิทธิ์ ผู้มีประสบการณ์ทำงานในภาพยนตร์จีนหลายเรื่อง อาทิ Lost in Thailand ได้ร่วมสะท้อนมุมมองถึงการนำเสนอ “ความเป็นไทย” ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และคำถามสำคัญว่า จะทำอย่างไรให้เรื่องราวและอัตลักษณ์ความเป็นไทยสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดด้านภาษาและวัฒนธรรม ไปสู่การเป็นเรื่องเล่าที่ผู้ชมในระดับนานาชาติเข้าถึงและรู้สึกมีส่วนร่วมได้ รวมถึงการมีพื้นที่ให้หนังอิสระได้เข้าถึง “ผู้ชมวงกว้าง” ที่ปัจจุบันหมายถึงในทีวี ในโรงภาพยนตร์ แพลตฟอร์มสตรีมมิง ขณะที่หนังอิสระต่าง ๆ ส่วนใหญ่ทุกวันนี้ยังอยู่เฉพาะกลุ่มบนเวทีประกวด เฉพาะเทศกาล ซึ่งถ้าหนังยังไปไม่ถึงจุดนั้นได้ วงรับชมหนังอิสระเหล่านี้ก็จะแคบลง

นพนันท์ สาราสิทธิ์ Co-Producer หนังจีน

การแลกเปลี่ยนมุมมองใน 2 วงเสวนาสะท้อนว่า “หนังอิสระ” ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ของการสร้างภาพยนตร์นอกกระแสหลัก แต่เป็นพื้นที่ของความกล้าในการทดลอง การสร้างสรรค์ และการเล่าเรื่องในมุมที่แตกต่าง ขณะเดียวกัน การจะพาหนังไทยไปสู่ผู้ชมระดับสากล จำเป็นต้องมีทั้งศักยภาพของคนทำงาน พื้นที่ในการสร้างสรรค์ และโอกาสที่จะทำให้ผลงานได้พบกับผู้ชมที่กว้างขึ้น

สำหรับ VIPA International Film Festival 2026 หรือ VIFF 2026 เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ จะจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ – 25 กันยายน 2569 ณ ไทยพีบีเอส ถ.วิภาวดีรังสิต เปิดให้ผู้ชมเข้าร่วมกิจกรรมชมนิทรรศการ Long Take และรับชมภาพยนตร์สุด Exclusive จากไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะหนังโปรแกรมพิเศษ “ONE SHOT, MANY VOICES – หนึ่งช็อต หลายเสียงของหนังอิสระ” ที่คัดสรร 5 ภาพยนตร์คลาสสิคแนว Long Take / One Cut ระดับโลกมาร่วมฉาย ได้แก่ Rope (1948), 1917 (2019), Boiling Point (2021), Birdman or (The Unexpected Virtue of Ignorance) (2014) และ Mads (2024)

นอกจากนี้ยังมีภาพยนตร์ที่ผ่านเข้ารอบประกวด VIPA Film Prize: Emerging Competition พร้อมฉายให้ดูฟรี! และสามารถร่วมโหวตรางวัล Audience Choice Award ให้กับภาพยนตร์ที่ชื่นชอบทาง www.VIPA.me/VoteVIFF2026

ห้ามพลาด! 19 – 20 กันยายน 2569 พบกับ Documentary Day ที่พาผู้ชมเข้าสู่โลกของภาพยนตร์สารคดีไทยและต่างประเทศ ผ่านการฉายหนัง เวิร์กชอป และเวทีพิเศษที่ชวนพูดคุยถึงโอกาสและความท้าทายของหนังไทยในการเข้าถึงผู้ชมในโลกสตรีมมิงและตลาดสากล ผ่านวงเสวนา “STREAMING SPOTLIGHT Stories, Audiences & Opportunities เรื่องเล่า ผู้ชม และโอกาสใหม่ในโลกสตรีมมิง” และ “FIRST DEAL: อนาคตของการผลิตและจัดจำหน่ายหนัง และการผลักดันหนังไทยสู่ตลาดสากล” ที่ชวนสำรวจทิศทางใหม่ของการผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ รวมถึงโอกาสของหนังไทยใน การก้าวไปสู่ผู้ชมในระดับสากล เข้าฟังฟรี! ณ ไทยพีบีเอส ถ.วิภาวดีรังสิต (คลิกดูแผนที่)

ดูรายละเอียดเทศกาล VIFF 2026 และเช็กโปรแกรมรอบฉายได้แล้ววันนี้ทาง www.VIPA.me/VIFF2026

ชมคลิป เวทีทอล์ค “ถอดรหัสหนังอิสระไทย”

ภาพบรรยากาศ เวทีทอล์ค “ถอดรหัสหนังอิสระไทย”