คนสู้โรค
คนสู้โรค

Pillow Mist กลิ่นหอมคลายเครียดก่อนนอน, ออฟฟิศซินโดรม ทำให้เวียนศีรษะได้จริงหรือไม่?

หน้ารายการ
29 ต.ค. 69
  • คนสู้โรค Daily : Pillow Mist กลิ่นหอมคลายเครียดก่อนนอน

กลิ่นหอมช่วยให้เราผ่อนคลายและนอนหลับสบายขึ้นได้จริงหรือไม่? ชวนทำความรู้จักกับ Pillow Mist สเปรย์กลิ่นหอมสำหรับสร้างบรรยากาศก่อนนอน พร้อมเรียนรู้วิธีเลือกกลิ่นที่เหมาะกับตัวเอง ข้อควรระวังในการใช้น้ำมันหอมระเหย และสาธิตการทำ Pillow Mist ด้วยตัวเองอย่างปลอดภัย รวมถึงเทคนิคการหายใจเพื่อช่วยผ่อนคลายร่างกายและจิตใจก่อนเข้านอน กับ ดร.กานต์จนาภา สถิรชวาล ผู้เชี่ยวชาญด้านกลิ่นหอมและเครื่องสำอาง

ศาสตร์สุคนธบำบัดกับกลไกคลายความเครียดเพื่อการนอนหลับลึก

การนอนหลับที่มีคุณภาพเป็นพื้นฐานสำคัญของการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ซึ่งในปัจจุบันศาสตร์สุคนธบำบัด (Aromatherapy) หรือกลิ่นบำบัด ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย จากผลงานวิจัยทางการแพทย์ยืนยันว่า การสูดดมสารสกัดน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์จากธรรมชาติส่งผลต่อการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางและสมองโดยตรง แตกต่างจากหัวน้ำหอมสังเคราะห์ทั่วไปตามท้องตลาดที่ให้เพียงกลิ่นหอมชั่วคราวแต่ไม่มีฤทธิ์ในการรักษาหรือบำบัดฟื้นฟู งานวิจัยที่วัดผลการทำงานของคลื่นสมอง ระดับฮอร์โมนความเครียดหรือคอร์ติซอล (Cortisol) และเอนไซม์อัลฟาอะไมเลส (Alpha-amylase) ชี้ชัดว่า กลิ่นจากน้ำมันหอมระเหยธรรมชาติช่วยปรับคลื่นสมองให้เข้าสู่ภาวะผ่อนคลาย ลดความตึงเครียดของระบบประสาท และกระตุ้นให้ร่างกายเข้าสู่กระบวนการหลับลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลของการใช้กลิ่นบำบัดมีความสัมพันธ์โดยตรงกับระดับความเครียดและสภาวะร่างกายของแต่ละบุคคล หากปัญหาการนอนไม่หลับมีสาเหตุมาจากปัจจัยทางสรีรวิทยา เช่น ความผันผวนของระดับฮอร์โมนในสตรีวัยหมดประจำเดือน หรือผู้ที่มีภาวะความเครียดสะสมในระดับรุนแรง การใช้น้ำมันหอมระเหยอาจให้ผลลัพธ์ที่ไม่ชัดเจนและจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง แต่สำหรับบุคคลทั่วไปหรือคนทำงานที่มีระดับความเครียดและปัญหาการนอนหลับในเกณฑ์น้อยถึงปานกลาง กลิ่นบำบัดจะสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ผู้ใช้งานจึงควรตรวจเช็กสภาพร่างกายและจิตใจเบื้องต้นก่อนเสมอ โดยประเมินระดับความเครียดผ่านแบบสอบถามของกรมสุขภาพจิต หรือแบบประเมินคุณภาพการนอนหลับสากล (PSQI ฉบับภาษาไทย) เพื่อทำความเข้าใจสภาพปัญหาก่อนเริ่มต้นบำบัดอย่างถูกต้อง

ศาสตร์แห่งกลิ่นยังมีความจำเพาะเจาะจงแตกต่างจากประสาทสัมผัสอื่น ดวงตาหรือหูเมื่อพบภาพหรือเสียงที่ไม่พึงประสงค์ เราสามารถหลับตาหรือปิดกั้นการได้ยินเพื่อระงับความเครียดได้ ทว่ากลิ่นจะส่งสัญญาณตรงสู่สมองส่วนอารมณ์ในทันที หากเป็นกลิ่นที่ไม่ชื่นชอบ จะก่อให้เกิดความรู้สึกเชิงลบและกระตุ้นความเครียดเพิ่มขึ้นโดยไม่มีจุดกึ่งกลาง การเลือกกลิ่นจึงต้องยึดความพึงพอใจเฉพาะบุคคลเป็นหัวใจสำคัญ สำหรับกลิ่นที่ช่วยกล่อมเกลาจิตใจและช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น ได้แก่ กลิ่นลาเวนเดอร์ กลิ่นผิวมะกรูด รวมถึงกลุ่มดอกไม้ เช่น มะลิ กระดังงา และกุหลาบ ส่วนน้ำมันหอมระเหยจากผิวส้มจะช่วยกระตุ้นความสดชื่นและเพิ่มพลังบวก กลิ่นโรสแมรีช่วยเสริมสร้างสมาธิและความจำ ขณะที่กลิ่นยูคาลิปตัสและเปปเปอร์มินต์มีคุณสมบัติในการฟอกอากาศ ฆ่าเชื้อ และบรรเทาอาการภูมิแพ้

การทำพิลโลว์มิสต์ใช้เองและการฝึกกำหนดลมหายใจก่อนนอน

การนำน้ำมันหอมระเหยมาประยุกต์ใช้เพื่อการนอนหลับอย่างสะดวก คือการทำสเปรย์ฉีดหมอนและเครื่องนอน หรือ พิลโลว์มิสต์ (Pillow Mist) ซึ่งสามารถทำใช้เองได้ภายในครัวเรือน เพื่อความคุ้มค่าและได้กลิ่นหอมจากธรรมชาติแท้ วัตถุดิบหลักประกอบด้วย หัวน้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติ เอทิลแอลกอฮอล์ (Ethyl Alcohol) เกรดผสมเครื่องสำอางความเข้มข้น 95 ถึง 99 เปอร์เซ็นต์ เพื่อทำหน้าที่ละลายน้ำมันหอมระเหย และน้ำสะอาดสำหรับเจือจางเพื่อลดกลิ่นฉุนของแอลกอฮอล์ อัตราส่วนที่เหมาะสมสำหรับพื้นที่ปิดควรใช้น้ำมันหอมระเหยประมาณ 5 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ หรือน้ำหนักรวมประมาณ 7 กรัมต่อสูตร เพราะหากใส่เข้มข้นเกินไป กลิ่นที่ฉุนแน่นอาจกระตุ้นให้เกิดอาการเวียนศีรษะหรือปวดหัวแทนความผ่อนคลาย การผสมผสานกลิ่นสามารถเลือกจับคู่ตามความชอบ เช่น การผสานกลิ่นลาเวนเดอร์เข้ากับกลิ่นหอมหวานของกระดังงา ซึ่งจะช่วยลดความเลี่ยนและเสริมมิติความหอมให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เมื่อผสมส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้ว หากยังมีกลิ่นแอลกอฮอล์หลงเหลืออยู่ ให้ปิดฝาแล้วเก็บบ่มทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อให้โมเลกุลเข้าที่จนกลิ่นแอลกอฮอล์จางลง ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากน้ำมันหอมระเหยธรรมชาติจะมีอายุการใช้งานประมาณ 6 เดือน โดยควรบรรจุในภาชนะที่มิดชิดและเก็บให้พ้นจากแสงแดดและความร้อนสูง ทั้งนี้ แนะนำให้ปรุงในปริมาณน้อย ๆ เพื่อทยอยใช้ให้หมด กลิ่นหอมจึงจะไม่เสื่อมสภาพ ขั้นตอนการใช้งานเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การนอนหลับ ควรเริ่มก่อนเวลานอนจริงประมาณ 5 ถึง 15 นาที โดยการหยุดใช้งานสมาร์ตโฟนและตัดสิ่งรบกวนรอบตัว จากนั้นฉีดพ่นสเปรย์ละอองฝอยให้กระจายทั่วห้องนอน หมอน หรือฉีดลงบนฝ่ามือเล็กน้อย ร่วมกับการฝึกเทคนิคกำหนดลมหายใจเพื่อผ่อนคลายความเครียดอย่างลึกซึ้ง เริ่มต้นด้วยการสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ทางจมูกช้า ๆ เป็นเวลา 4 วินาที ให้หน้าท้องขยายพองออก กลั้นลมหายใจค้างไว้ 4 วินาที แล้วจึงค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกทางปากอย่างช้า ๆ นาน 6 วินาที จนหน้าท้องยุบแฟบลงอย่างเต็มที่ ปฏิบัติซ้ำเช่นนี้ติดต่อกัน 3 รอบ สมาธิที่จดจ่ออยู่กับจังหวะการหายใจและกลิ่นหอมจะช่วยปลดปล่อยความคิด ฟื้นฟูกล้ามเนื้อที่ตึงเกร็ง และเหนี่ยวนำให้เข้าสู่นิทรารมณ์ได้อย่างราบรื่น

แนวทางความปลอดภัยและข้อควรระวังในการใช้น้ำมันหอมระเหย

แม้ว่าสารสกัดจากธรรมชาติจะมีคุณประโยชน์หลากหลาย แต่การนำมาใช้งานจำเป็นต้องคำนึงถึงข้อจำกัดและความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด น้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์เมื่อเข้าสู่ร่างกายผ่านการสูดดมหรือการซึมซาบทางผิวหนัง จะไหลเวียนอยู่ในระบบร่างกายประมาณ 48 ชั่วโมง หรือ 2 วัน ก่อนจะถูกขับออกไปตามกลไกธรรมชาติ สำหรับผู้ที่ต้องการนำน้ำมันหอมระเหยมาผสมกับผลิตภัณฑ์นวด เช่น น้ำมันเบสธรรมชาติ (Base Oil) หรือโลชั่นทาผิว เพื่อบรรเทาอาการปวดตึงของกล้ามเนื้อต้นคอและบ่า ต้องคำนวณปริมาณความเข้มข้นให้พอเหมาะเพื่อป้องกันการระคายเคืองผิวหนัง ข้อควรระวังสำคัญสำหรับกลุ่มเฉพาะทางด้านสุขภาพ ได้แก่ กลุ่มสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ หรือผู้ที่กำลังวางแผนจะมีบุตร ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันหอมระเหยในกลุ่มตระกูลดอกไม้ เช่น กุหลาบ กระดังงา และมะลิ เนื่องจากสารประกอบตามธรรมชาติในพืชเหล่านี้มีฤทธิ์ส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนของฮอร์โมนเอสโตรเจนในเพศหญิง สำหรับบ้านที่มีเด็กเล็ก ควรควบคุมปริมาณการฉีดพ่นให้เบาบางและดูแลให้ห้องมีระบบถ่ายเทอากาศที่เหมาะสม นอกจากนี้ ในกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะสุนัขและแมว จำเป็นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากระบบประสาทการรับกลิ่นและตับในการขับสารพิษของสัตว์มีความแตกต่างจากมนุษย์ น้ำมันหอมระเหยบางชนิด เช่น กลิ่นเปปเปอร์มินต์ และกลิ่นยูคาลิปตัส ไม่เป็นมิตรต่อสัตว์เลี้ยงและอาจก่อให้เกิดความผิดปกติต่อระบบทางเดินหายใจได้ หากมีการใช้งานผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นหอมเหล่านี้ในบ้าน จึงควรหลีกเลี่ยงการฉีดพ่นในพื้นที่ปิดทึบ และควรเปิดหน้าต่างเพื่อระบายอากาศเป็นระยะ ๆ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดต่อสมาชิกทุกคนและสัตว์เลี้ยงภายในบ้าน

  • Fact Check : ปวดคอ บ่า ไหล่เรื้อรังจากออฟฟิศซินโดรม ทำให้เวียนศีรษะได้จริงหรือไม่?

อาการปวดคอ บ่า ไหล่ จากออฟฟิศซินโดรม สามารถทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะและมึนงงคล้ายเดินอยู่บนเรือได้จริง เนื่องจากกล้ามเนื้อบริเวณคอที่ตึงตัวรุนแรงส่งผลให้ระบบประสาทที่ควบคุมการทำงานของคอและดวงตาทำงานไม่สัมพันธ์กัน ทำให้การตรึงภาพบนจอประสาทตาผิดปกติ โดยผู้ป่วยมักมีอาการมึนตื้อตลอดเวลาหรือเป็นมากขึ้นเมื่อหันศีรษะ ซึ่งจะแตกต่างจากโรคหินปูนในหูชั้นในหลุดที่จะมีอาการบ้านหมุนรุนแรงเฉียบพลันตามการเปลี่ยนท่าทางหรือพลิกตะแคงตัว

กลไกอาการเวียนศีรษะจากออฟฟิศซินโดรมและการดูแลฟื้นฟูเบื้องต้น

ปัญหาอาการเวียนศีรษะ มึนงง หรือรู้สึกทรงตัวไม่มั่นคง เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในกลุ่มคนวัยทำงานที่ต้องนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือก้มหน้ามองหน้าจอสมาร์ตโฟนเป็นเวลานาน ภาวะดังกล่าวในทางการแพทย์มีชื่อเรียกว่า เซอร์วิโคเจนิก ดิสซีเนส (Cervicogenic Dizziness) หรือภาวะเวียนศีรษะที่มีต้นเหตุมาจากกล้ามเนื้อและกระดูกบริเวณต้นคอ กลไกการเกิดมาจากระบบประสาททรงตัวของมนุษย์ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างหูชั้นใน สมอง ดวงตา คอ ลำตัว และเท้า เมื่อกล้ามเนื้อคอเกิดการเกร็งแข็งตึงตัวอย่างต่อเนื่อง สัญญาณประสาทระหว่างกล้ามเนื้อคอกับกล้ามเนื้อลูกตาจะเกิดความไม่สมดุล เมื่อกลอกตาแต่คอเคลื่อนไหวตามไม่สัมพันธ์กัน จอประสาทตาจึงไม่สามารถจับภาพหรือล็อกภาพให้อยู่นิ่งได้ ส่งผลให้เกิดความรู้สึกมึนตื้อ โคลงเคลง คล้ายร่างกายลอยอยู่บนผืนน้ำ แต่จะไม่ถึงขั้นบ้านหมุนรุนแรงเหมือนกลุ่มโรคระบบประสาทหู การบำบัดรักษาทางกายภาพบำบัดมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นตอของความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ โดยใช้เครื่องมือทางการแพทย์ เช่น การรักษาด้วยคลื่นความร้อนตื้น คลื่นความร้อนลึก และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อคลายเส้นใยกล้ามเนื้อที่หดเกร็ง ควบคู่ไปกับเทคนิคการดัด ดึง ยืดข้อต่อ และการปรับท่าทางการทรงตัวให้สมดุล สำหรับการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน สามารถปรับพฤติกรรมตามหลักการยศาสตร์ได้โดยตรง คือ การทำงานต่อเนื่องทุก 20 นาที ควรหยุดพัก 20 วินาที เพื่อขยับร่างกายและทอดสายตามองไปที่ระยะไกล นอกจากนี้ การฝึกยืดกล้ามเนื้อคอเป็นประจำด้วย 2 ท่าง่าย ๆ จะช่วยลดความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี โดยเริ่มต้นด้วยการนั่งตัวตรง ใช้มือข้างหนึ่งจับขอบเก้าอี้เพื่อล็อกระดับไหล่ไม่ให้ยกขึ้น จากนั้นใช้มืออีกข้างอ้อมไปจับเหนือใบหูฝั่งตรงข้ามแล้วค่อย ๆ เอียงศีรษะไปด้านข้างจนรู้สึกตึง กดค้างไว้พร้อมนับ 1 ถึง 30 แล้วคลายออก ต่อเนื่องด้วยท่าที่สองในตำแหน่งเดิม แต่เปลี่ยนทิศทางเป็นการหันหน้าเฉียงแล้วก้มศีรษะลง เมื่อรู้สึกตึงให้กดมือนับค้างไว้ 1 ถึง 30 แล้วสลับทำแบบเดียวกันทั้งสองข้าง การยืดเหยียดนี้ต้องทำควบคู่กับการออกกำลังกายเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อคอ บ่า และไหล่ เพื่อให้พยุงน้ำหนักศีรษะได้อย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว

ติดตามชมในรายการคนสู้โรค วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม 2569 เวลา 15.05 – 15.30 น. ทางไทยพีบีเอส หรือ รับชมสดออนไลน์ทาง www.thaipbs.or.th/Live

วิดีโอแนะนำ

1 - 30
31 - 60
61 - 90
91 - 120
121 - 150
151 - 180
181 - 210
211 - 240
241 - 270
271 - 300
301 - 330
331 - 360
361 - 390
391 - 420
421 - 450
451 - 480
481 - 510
511 - 540
541 - 570
571 - 600
601 - 630
631 - 660
661 - 690
691 - 720
721 - 750
751 - 780
781 - 810
811 - 840
841 - 870
871 - 900
901 - 930
931 - 960
961 - 990
991 - 1020
1021 - 1050
1051 - 1080
1081 - 1110
1111 - 1140
1141 - 1170
1171 - 1200
1201 - 1230
1231 - 1260
1261 - 1290
1291 - 1320
1321 - 1350
1351 - 1380
1381 - 1410
1411 - 1440
1441 - 1470
1471 - 1500
1501 - 1530
1531 - 1560
1561 - 1590
1591 - 1620
1621 - 1650
1651 - 1680
1681 - 1710
1711 - 1740
1741 - 1770
1771 - 1800
1801 - 1830
1831 - 1860
1861 - 1890
1891 - 1920
1921 - ล่าสุด

ละครดี ซีรีส์เด่น

ดูทั้งหมด

♫ ♫ Songs Popular ♫ ♫

ดูทั้งหมด

คลิปมาใหม่

คนดูเยอะ 👀

ดูทั้งหมด

เสน่ห์ประเทศไทย