วิกฤตน้ำท่วมภาคตะวันออก จมน้ำนาน 1 เดือน
ภาพรวมทิศทางน้ำมีทั้งข่าวดีในพื้นที่ที่เริ่มคลี่คลาย และข่าวร้ายในจุดที่ยังวิกฤตหนักจนน่ากังวล โดยเฉพาะมวลน้ำค้างทุ่งในภาคตะวันออกที่มากถึง 1,700 ล้านลูกบาศก์เมตร เทียบเท่ากับ "เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 2 เขื่อนเทรวมกัน" ขณะที่นักวิชาการออกโรงเตือน ถึงเวลาที่รัฐบาลต้อง "ปฏิรูป" ระบบเตือนภัยและทลายการทำงานแบบไซโลการทำงานแบบต่างคนต่างทำอย่างจริงจัง
ข่าวดีสำหรับกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รศ.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ยืนยันว่า คนกรุงเทพฯ ปลอดภัยจากน้ำเหนือและพายุอย่างแน่นอน ขอให้สื่อมวลชนงดนำเสนอข่าวเก่าที่สร้างความตระหนก เมื่อสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ หลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย
"เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 2 เขื่อนเทรวมกัน" ขณะที่นักวิชาการออกโรงเตือน ถึงเวลาที่รัฐบาลต้อง "ปฏิรูป" ระบบเตือนภัยและทลายการทำงานแบบไซโลการทำงานแบบต่างคนต่างทำอย่างจริงจัง
หลายจุดน้ำแห้งกลับมาเป็นปกติ พื้นที่อย่างเคหะคลองจั่น บางกะปิ น้ำเริ่มลดลงเหลือ 30 เซนติเมตร ด้านถนนเสรีไทยระดับน้ำลดลงเหลือ 30-40 เซนติเมตร ขณะที่ฝั่งเคหะร่มเกล้า ลาดกระบัง แม้จะยังหนัก แต่ปริมาณน้ำก็ลดลงไปอีกกว่า 20 เซนติเมตรแล้ว แต่ฝนที่กระหน่ำกรุงในช่วงเย็นอย่างในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา รวมถึงพายุลูกเห็บในย่านลาดพร้าว รัชดาภิเษก จตุจักร ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าจะซ้ำเติมสถานการณ์
ก่อนหน้านี้ อุทกภัยในช่วงเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม กระทบคนกรุงถึง 7 แสนคน มีผู้เสียชีวิต 4 คน และกระทบวงกว้างถึง 44 จังหวัดทั่วประเทศ แม้ภาพรวมจะลดลงเหลือ 31 จังหวัดแล้วในเวลานี้ แต่ก็ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
ส่วนแนวโน้มที่ "น่าเป็นห่วงและวิกฤตหนักที่สุด" คือ ลุ่มน้ำบางปะกง ครอบคลุมพื้นที่ ปราจีนบุรี นครนายก และฉะเชิงเทรา ประชาชนกำลังเดือดร้อนอย่างหนักจากการแช่ขังของน้ำที่อาจยาวนานถึง 1 เดือนเต็ม มีการประเมินว่าขณะนี้มีมวลน้ำค้างทุ่งมหาศาลมากถึง 1,700 ล้านลูกบาศก์เมตร เปรียบเทียบให้เห็นภาพคือ ปกติเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ในภาคกลางจุน้ำได้ประมาณ 900 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่น้ำที่ท่วมใน 3 จังหวัดนี้รวมกัน มีความจุเท่ากับเอา "เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 2 เขื่อน มาเทรวมกัน" ในพื้นที่
อุปสรรคสำคัญในการระบายน้ำคือ "ภาวะน้ำทะเลหนุนสูง" ทำให้แม่น้ำบางปะกงระบายน้ำออกสู่อ่าวไทยไม่ได้ หากปล่อยตามธรรมชาติอาจต้องใช้เวลาถึง 30 วัน จึงต้องเร่งระดมเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำ ทำงานตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงที่มีช่องว่างน้ำทะเลลงใน 2-3 วันนี้
ด้านการจัดการภาวะฉุกเฉิน นายกรัฐมนตรีได้สั่งการด่วนให้กระทรวงสาธารณสุข เร่งคัดกรองและอพยพกลุ่มเปราะบาง ผู้ป่วยหนักตามโรงพยาบาลต่างๆ เช่น โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โดยยึดหลัก ชีวิตคนต้องมาก่อนตามด้วยการส่งกำลังบำรุงเสบียงอาหาร
สำหรับพื้นที่เฝ้าระวังถัดไปช่วงวันที่ 10-14 ตุลาคมนี้ ร่องฝนจะเลื่อนไปตกหนักที่ภาคใต้ สิ่งที่น่ากังวลสูงสุดคือ "จ.เพชรบุรี" ที่ขณะนี้น้ำต้นทุนในเขื่อนเกิน 102% แล้ว หากมีฝนเติมเข้ามาอีก 200-300 มิลลิเมตร จะเสี่ยงต่อภาวะน้ำล้นสปิลเวย์อย่างรุนแรงและไม่อาจควบคุมได้ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเตรียมรับมือขั้นสูงสุด
จากบทเรียนความสูญเสียซ้ำซาก นักวิชาการได้มีข้อเสนอเชิงโครงสร้าง เรียกร้องให้รัฐบาล "ปฏิรูป" การจัดการภัยพิบัติทันที โดยเฉพาะการแก้ปัญหาระบบราชการแบบ "ไซโล" ต่างคนต่างทำ การแก้ปัญหาการสื่อสารภาวะวิกฤตที่ล้มเหลว พูดไม่ตรงกัน และที่สำคัญคือต้อง "กระจายอำนาจ" และมอบเทคโนโลยีเตือนภัยแบบเจาะจงพื้นที่ หรือ Cell Broadcast ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้สามารถจัดการและแจ้งเตือนภัยประชาชนได้ด้วยตนเอง เพราะไม่มีใครรู้ทิศทางน้ำได้ดีเท่ากับคนในพื้นที่
การปฏิรูปโครงสร้างการเตือนภัยถือเป็นวาระเร่งด่วน เพราะภัยพิบัติและสภาพอากาศที่แปรปรวนไม่ได้รอให้ระบบราชการพร้อม หากท้องถิ่นยังไม่ถูกเสริมความเข้มแข็ง เราก็จะต้องเผชิญกับการเตือนภัยที่ล่าช้าและสูญเสียแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ และนี่คือความคืบหน้าสถานการณ์น้ำทั้งหมดในช่วงนี้




























































