สปายแวร์ สอดแนม "ฝ่ายค้าน" จริงหรือ?
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มาจากโพสต์เฟซบุ๊กของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่ออกมาเปิดเผยถึงการแจ้งเตือนดังกล่าว ก่อนที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จะออกมาชี้แจงว่า ทางแอปเปิล (Apple) ได้ออกแถลงการณ์ถึงกระบวนการแฮ็กที่เกิดขึ้นใน 99 ประเทศทั่วโลก ซึ่งอาจตีความได้ว่าเป็นการแจ้งเตือนแบบทั่วไป และยังไม่มีการระบุชัดเจนว่าเป็นซอฟต์แวร์ชนิดใด ซึ่งประเด็นนี้ดูจะสวนทางกับข้อสังเกตของนายณัฐพงษ์และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่พุ่งเป้าไปที่สปายแวร์ระดับโลกอย่าง "เพกาซัส"
เมื่อพูดถึงสปายแวร์ "เพกาซัส" ที่พัฒนาโดยบริษัท NSO Group จากประเทศอิสราเอล หลายคนคงคุ้นหูเป็นอย่างดี เพราะย้อนกลับไปเมื่อปี 2557 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดของไทย เคยจัดซื้อสปายแวร์ตัวนี้มาแล้วในวงเงินสูงถึง 247.5 ล้านบาท โดยให้เหตุผลว่าใช้สำหรับการปราบปรามยาเสพติด ก่อนจะชี้แจงว่าหยุดใช้งานไปตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 เนื่องจากไม่มีงบประมาณบำรุงรักษา ข้อมูลเหล่านี้ถูกหยิบยกมาอ้างอิงผ่านเฟซบุ๊กของนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่อ้างอิงข้อมูลจากไอลอร์ ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 2565 พรรคก้าวไกลก็เคยตรวจพบการของบจัดซื้ออีกครั้งจนนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจมาแล้ว ทำให้เกิดคำถามตัวโต ๆ ว่า ทุกวันนี้ประเทศไทยยังมีการใช้งานเพกาซัสอยู่หรือไม่ และหน่วยงานใดเป็นผู้ตรวจสอบ
ความน่ากลัวของสปายแวร์ตัวนี้ ถูกขยายความโดย นายศิริโชค โสภา เมื่อคืนที่ผ่านมา ที่ได้อธิบายถึงขีดความสามารถขั้นสูงในการสอดแนมข้อมูลทุกอย่างที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือ การที่สองผู้นำพรรคฝ่ายค้านได้รับคำเตือนในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จึงทำให้หลายฝ่ายอดคิดไม่ได้ว่าเรื่องนี้อาจมีนัยแอบแฝง ทางด้าน นายอนาลโย กอสกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธและความมั่นคง ได้ให้ความเห็นว่า 99% น่าจะเป็นฝีมือของหน่วยงานความมั่นคงของไทยเอง เนื่องจากซอฟต์แวร์ประเภทนี้ประเทศต้นทางมักจัดให้เป็นยุทธภัณฑ์ที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวดจากกระทรวงกลาโหม สอดคล้องกับมุมมองของคุณศิริโชคที่เชื่อว่าเรื่องนี้น่าจะเกี่ยวพันกับการสอดแนมประเด็นการเมืองภายในประเทศมากกว่าจะเป็นฝีมือของต่างชาติ
เมื่อถูกตั้งคำถามว่าฝ่ายความมั่นคงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำสปายแวร์มาใช้งานหรือไม่ พล.ร.ต. สุรสันต์ คงศิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาตอบโต้ประเด็นนี้ โดยระบุว่าไม่สามารถตอบแทนหน่วยงานอื่นได้ แต่ในส่วนงานที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะทีมโฆษก ขอยืนยันว่าไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องทำเช่นนั้น พร้อมย้ำชัดเจนว่า ภารกิจด้านไซเบอร์ของกองทัพนั้น มุ่งเน้นไปที่เรื่องความมั่นคงของประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่การเข้าไปเจาะฐานข้อมูลหรือล้วงข้อมูลส่วนตัวของนักการเมืองแต่อย่างใด


























































