ถอดบทเรียน 3 คดีจริง ที่เริ่มจาก “การย้ายแอปฯ คุย” จนสูญเงินหลักแสน !

Thai PBS Verify ถอดบทเรียนจาก 3 เคสคดีจริงที่สะท้อนกลโกงยอดฮิตของมิจฉาชีพ แม้จุดเริ่มต้นจะต่างกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ กลลวง "ชวนย้ายไปคุยนอกแอปฯ" มิจฉาชีพมีทริกอย่างไร? ทำไมเหยื่อถึงยอมโอนเงินเรื่อย ๆ จนทะลุหลักแสน? Thai PBS Verify ชวนคุณมาถอดบทเรียนเพื่อรู้เท่าทัน ไม่ตกเป็นเหยื่อรายต่อไปเปิด 3 เคสคดีจริงที่สะท้อนกลโกงยอดฮิตของมิจฉาชีพ แม้จุดเริ่มต้นจะต่างกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ "ชวนย้ายไปคุยนอกแอปฯ"
ภัยออนไลน์ในปัจจุบันมาในรูปแบบที่แนบเนียนและใช้จิตวิทยาเล่นกับความรู้สึกของเหยื่อมากขึ้นเรื่อย ๆ ล่าสุด ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ได้เปิดเผยเคสอุทาหรณ์จากคดีจริง 3 ราย ที่ตกเป็นเหยื่อกลโกง “หลอกลงทุน” จนสูญเงินรวมกันนับล้านบาท ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ต่างกัน แต่กลับมี “จุดร่วม” ในการหลอกลวงที่เหมือนกันอย่างน่าตกใจ
ย้อนรอย 3 เคสคดีออนไลน์ สะท้อนกลโกงยอดฮิต
- เคสที่ 1 (แอปฯ หาคู่): หญิงวัย 45 ปี รู้จักมิจฉาชีพผ่าน Tinder ก่อนถูกหว่านล้อมให้แอด LINE ชวนลงทุนเทรดทองคำ ช่วงแรกได้กำไรจริงตายนใจ จึงทุ่มเงินเพิ่ม สุดท้ายถอนเงินไม่ได้ สูญเงินกว่า 792,000 บาท
- เคสที่ 2 (เพจปลอม): หญิงวัย 65 ปี ถูกชักชวนผ่านเพจเฟซบุ๊กให้ลงทุนซื้อขายทองคำ แล้วดึงเข้า LINE ใช้มุกเดิมคือให้ผลตอบแทนน้อยในตอนแรกเพื่อล่อเหยื่อ ก่อนหลอกให้โอนเพิ่ม สูญเงินกว่า 627,000 บาท
- เคสที่ 3 (ดื้อแพ่งเพราะติดกับดัก): ชายวัย 37 ปี ถูกหลอกลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ แม้ระบบจะมีการแจ้งเตือนความเสี่ยงแล้ว แต่ด้วยความหลงเชื่อและหวังได้เงินคืน จึงโอนเงินเพิ่มอย่างต่อเนื่อง มูลค่าความเสียหายสะสมกว่า 800,000 บาท
ภาพเจ้าหน้าที่เร่งเข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเคสที่ 3 ก่อนเกิดความเสียหายเพิ่มเติม
ถอดบทเรียนจากเคสจริง “ชวนย้ายคุยนอกแอปฯ” มีจุดสังเกตอะไรบ้าง ?
แม้รูปแบบการหลอกลวงจะต่างกันในแต่ละรูปแบบคดี แต่สิ่งที่พบเหมือนกันแทบทุกคดี คือ
“การชักชวนย้ายคุยนอกแอปฯ” ให้เหยื่อย้ายออกจากแพลตฟอร์มหลักไปพูดคุยผ่าน LINE, Telegram หรือแอปพลิเคชันอื่นที่ส่วนตัวขึ้น โดยพฤติกรรมมิจฉาชีพที่สังเกตได้คือ
- มิจฉาชีพมักเริ่มต้นจากการทักหาเหยื่อผ่าน Facebook, TikTok, Instagram แอปฯ ซื้อขายสินค้า หรือแอปฯ หาคู่
- อ้างเหตุผลต่าง ๆ เช่น ติดต่อสะดวกกว่า หรือส่งข้อมูลได้ง่ายกว่า เพื่อขอช่องทางติดต่อส่วนตัว
เมื่อเหยื่อถูกดึงเข้ากลุ่มแชต มักพบ “หน้าม้า” คอยส่งสลิปปลอม โชว์กำไรปลอม และสร้างความน่าเชื่อถือ เพื่อกดดันให้ตัดสินใจโอนเงิน
ภาพเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมผู้ต้องหา พร้อมตรวจยึดของกลางเพื่อนำไปใช้ประกอบการดำเนินคดีตามกฎหมาย
เป้าหมายชวนคุยนอกแอปฯ คืออะไร ?
พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ รอง ผบก.ปอท. หัวหน้าทีมสื่อสารองค์กรตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้อธิบายถึงเบื้องหลังและยุทธวิธีของมิจฉาชีพที่ใช้ “การดึงเหยื่อออกไปคุยนอกแอปพลิเคชัน” ไว้ว่า สาเหตุสำคัญที่มิจฉาชีพพยายามดึงเหยื่อมาพูดคุยผ่านแอปพลิเคชัน LINE เป็นเพราะ คนไทยใช้ LINE ในการติดต่อสื่อสารและพูดคุยแทบจะ 100% รวมถึงการโทรศัพท์ด้วย มิจฉาชีพจึงทราบพฤติกรรมนี้ดี และมองว่าหากต้องการหลอกลวงคนไทย ก็จะต้องใช้ LINE เป็นช่องทางหลักในการสื่อสารกับเหยื่อ นอกจากนี้ ในมุมของมิจฉาชีพ การใช้ LINE ยังบริหารจัดการการหลอกลวงได้ง่ายกว่าแอปพลิเคชันอื่น ๆ
สำหรับพฤติการณ์ของมิจฉาชีพมักจะเริ่มต้นจากการเข้าไปหาเหยื่อตามแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เช่น Facebook, Instagram (IG) หรือ TikTok โดยมักจะใช้บัญชีของแพลตฟอร์มนั้นๆ ทักหาเหยื่อด้วยกลวิธีดึงดูดความสนใจต่างๆ เช่น การโปรโมทคอร์สสอนฟรี, แจกหนังสือฟรี หรือแม้กระทั่งแจกต้นไม้ฟรี เมื่อเหยื่อให้ความสนใจและเริ่มมีการโต้ตอบ มิจฉาชีพจะรีบชักจูงหรือลากเหยื่อให้ย้ายมาคุยต่อทาง LINE ในทันที
พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ รอง ผบก.ปอท. หัวหน้าทีมสื่อสารองค์กรตำรวจสอบสวนกลาง (CIB)
เมื่อมิจฉาชีพดึงเหยื่อเข้ามาคุยในบัญชี LINE ส่วนตัวได้สักระยะ และสังเกตเห็นว่าเหยื่อมีแนวโน้มที่จะหลงเชื่อ มิจฉาชีพจะดึงเหยื่อเข้าไปใน “LINE Group” หรือกลุ่มไลน์ที่ได้เตรียมการตั้งรอเอาไว้ล่วงหน้า ในกลุ่มนี้จะมีการใช้หน้าม้าเพื่อ “ปั่น” กระแส สร้างสถานการณ์ให้ดูน่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นการปั่นกระแสหลอกขายของ หรือหลอกให้ลงทุนในหุ้น
พ.ต.อ.เนติ ได้เน้นย้ำเตือนประชาชนว่า หากคุณกำลังเล่นแอปพลิเคชันอื่นอยู่ แล้วมีคนพยายามชักจูงให้คุณเปลี่ยนไปคุยต่อทาง LINE ขอให้ระมัดระวังตัวให้มาก เพราะในขณะนี้พฤติกรรมดังกล่าวถือเป็นแผนประทุษกรรมหลักที่มิจฉาชีพนำมาใช้หลอกลวง
หากเจอเหตุการณ์นี้ ควรทำอย่างไร ?
- ให้ระวังตัวเป็นพิเศษ หากมีการชักชวนให้ย้ายจากแอปฯ เดิมไป ไปยังห้องแพลตฟอร์มที่มีความส่วนตัว
- อย่าหลงเชื่อรีวิว สลิปโอนเงิน หรือภาพกำไรในกลุ่มแชต เพราะอาจเป็นข้อมูลที่ถูกจัดฉากขึ้น
- ตรวจสอบข้อมูลการลงทุนหรือการซื้อขายจากแหล่งที่น่าเชื่อถือก่อนตัดสินใจ
- หากถูกเร่งรัดให้โอนเงิน สมัครสมาชิก หรือเติมเงินเพิ่ม ควรหยุดและตรวจสอบให้รอบคอบ
- จำไว้ว่า “การย้ายคุยนอกแอป” อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการหลอกลวงและการดึงเข้าสู่กลุ่มหน้าม้า
หากสงสัยว่ากำลังตกเป็นเหยื่อ หรือพบเบาะแสการหลอกลวง สามารถแจ้งความผ่าน Thaipolice Online หรือโทรสายด่วน AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ข้อมูลจาก:ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC)
ผู้เขียน : พัชราภรณ์ หลีเกษม นักศึกษาฝึกงาน









