ซื้อทอง 7 แสน ร้านโทรทวงเพิ่ม 3 หมื่น ทำได้หรือไหม?

DateClock icon12:10|บทสัมภาษณ์

กลายเป็นประเด็นถกเถียงในสังคมออนไลน์ เมื่อมีกรณีลูกค้าซื้อทองคำน้ำหนัก 10 บาท มูลค่าประมาณ 700,000 บาท ชำระด้วยเงินสดและรับทองกลับบ้านเรียบร้อยแล้ว แต่ภายหลังร้านทองกลับโทรมาติดต่อเพื่อทวงเงินเพิ่มอีก 30,000 บาท โดยอ้างว่า “พนักงานนับเงินพลาด” มองธนบัตร 100 บาทเป็น 1,000 บาท จึงทำให้ยอดเงินขาด

คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ในกรณีลักษณะนี้ ร้านทองมีสิทธิ์เรียกเงินเพิ่มได้จริงหรือไม่? และในมุมของผู้บริโภคควรรับมืออย่างไร Thai PBS Verify ชวนหาคำตอบประเด็นทางกฎหมายนี้กับ  คุณพิมพ์ลดา ฐิติกรธนานุรักษ์ หรือ “ทนายแนน” ที่จะช่วยอธิบายให้เห็นภาพชัดขึ้น ทั้งในแง่สิทธิของร้านค้าและแนวทางปกป้องตัวเองของผู้ซื้อไม่ให้เกิดคดีความในอนาคต 

ร้านค้าทวงเงินเพิ่ม “ทำได้หรือไม่” ตามกฎหมาย

คุณพิมพ์ลดา ให้สัมภาษณ์ในมุมข้อกฎหมาย โดยระบุว่า กรณีนี้เข้าข่ายเรื่อง “ลาภมิควรได้” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กล่าวคือ หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับประโยชน์เกินกว่าที่ควรจะได้โดยความผิดพลาด อีกฝ่ายสามารถเรียกร้องคืนได้

ในธุรกรรมซื้อขายทองคำ ซึ่งมีราคาขึ้นลงตลอดเวลา การซื้อขายจะยึด “ราคาทอง ณ เวลาซื้อขายจริง” เป็นหลัก หากมีการคำนวณผิดพลาด เช่น นับเงินขาดจริง ร้านค้าสามารถติดตามให้ลูกค้าชำระส่วนต่างเพิ่มเติมได้

ในทางกลับกัน หากลูกค้าจ่ายเงินเกิน หรือได้รับทองไม่ครบตามน้ำหนัก ร้านค้าก็มีหน้าที่คืนเงินหรือชดเชยเช่นกัน

คุณพิมพ์ลดา ฐิติกรธนานุรักษ์ หรือ “ทนายแนน”

คุณพิมพ์ลดา ฐิติกรธนานุรักษ์ หรือ “ทนายแนน”

“จริง ๆ แล้วต้องอธิบายก่อนว่า ราคาทองคำมีความผันผวน ภายในวันเดียวราคาสามารถปรับขึ้นลงได้ ดังนั้นต้องดูราคาทอง ณ เวลาที่มีการซื้อขายว่าอยู่ที่บาทละเท่าไร เมื่อทราบราคาต่อบาทแล้ว การซื้อทอง 10 บาทก็สามารถคำนวณได้ชัดเจนโดยนำราคาต่อบาทคูณ 10

ในกรณีที่ตรวจพบภายหลังว่า ‘รับเงินไม่ครบ’ และลูกค้าได้นำทองกลับไปแล้ว หากเป็นความจริงตามข้อเท็จจริง ทางกฎหมายถือว่าเข้าข่าย “ลาภมิควรได้” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งหมายความว่าร้านค้าสามารถติดตามเรียกเงินส่วนที่ขาดจากลูกค้าได้ เพื่อให้ครบตามมูลค่าทองคำที่ลูกค้าได้รับไป” คุณพิมพ์ลดา กล่าว 

ปมสำคัญอยู่ที่ “หลักฐาน”

ประเด็นที่ซับซ้อนที่สุดของเคสนี้ คือเรื่อง “พยานหลักฐาน”

  • ลูกค้าชำระเงินสด (มีทั้งแบงก์พันและแบงก์ร้อยปะปน)
  • ร้านใช้พนักงานนับเงินด้วยมือ
  • ไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนขณะนับเงินจริง

เมื่อร้านอ้างว่า “เงินขาด” ภาระการพิสูจน์จะตกอยู่ที่ร้านค้า ว่าต้องแสดงให้ได้ว่าเงินขาดจริง และขาดในขั้นตอนไหน แต่หากหลักฐานมีเพียง

  • ภาพนิ่งของกองเงิน
  • กล้องวงจรปิดมุมไกลที่มองไม่ชัด

ก็อาจไม่เพียงพอในการยืนยันข้อเท็จจริง แต่หากตกลงกันไม่ได้ สุดท้ายอาจต้องเข้าสู่กระบวนการศาล เพื่อพิสูจน์ว่า

  • ซื้อขายเกิดขึ้นเวลาใด
  • ราคาทอง ณ เวลานั้นเท่าไร
  • เงินขาดจริงหรือไม่

ร้านขายทอง

3 วิธีลดความเสี่ยง เมื่อจำเป็นต้องจ่ายเงินสดในร้านทอง 

เพื่อป้องกันปัญหาในลักษณะนี้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า

  1. หลีกเลี่ยงการใช้เงินสด
    ควรใช้การโอนเงิน เพราะมีหลักฐานชัดเจน เช่น สลิป และ Statement ตรวจสอบย้อนหลังได้
  2. หากจำเป็นต้องใช้เงินสด
  • ควรถ่ายวิดีโอขณะพนักงานนับเงิน
  • ให้พนักงานพูดยืนยันยอดเงินที่รับและเงินทอนในคลิป
  • เก็บหลักฐานทุกขั้นตอน
  1. ใช้แคชเชียร์เช็ค
    เป็นอีกทางเลือกที่ปลอดภัย ลดความเสี่ยงเรื่องนับเงินผิด

ร้านค้าควรทำอย่างไร ?

ฝั่งผู้ประกอบการเองก็สามารถลดความเสี่ยงได้เช่นกัน

  1. ใช้เครื่องนับเงิน
    ลดความผิดพลาดจากมนุษย์โดยตรง
  2. ปรับมุมกล้องวงจรปิด
    ควรเห็นจุดนับเงินชัดเจน ใช้เป็นหลักฐานได้จริง
  3. สนับสนุนการโอนเงิน
    ช่วยตัดปัญหานับเงินผิด ทอนเงินผิด หรือการทุจริต

นายจ้างหักเงินพนักงานได้ไหม ?

ในกรณีเงินขาดจริง หลายคนสงสัยว่า “พนักงานต้องรับผิดหรือไม่”

ตามกฎหมายแรงงาน นายจ้าง ไม่สามารถหักเงินเดือนพนักงานได้ทันที
เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า

  • พนักงาน “จงใจ” ทำให้เกิดความเสียหาย หรือ
  • มีความ “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง”

และแม้เข้าเงื่อนไขดังกล่าว การหักเงินเดือนยังต้องได้รับ ความยินยอมจากลูกจ้าง ก่อนเท่านั้น

สร้อยคอ

ใครถูกใครผิด ต้องดูที่หลักฐาน

กรณีร้านทองทวงเงินเพิ่มหลังขายสินค้าไปแล้ว “ไม่ใช่เรื่องทำไม่ได้” ตามกฎหมาย หากพิสูจน์ได้ว่าเงินขาดจริง แต่หัวใจสำคัญคือ “หลักฐาน” หากไม่มีหลักฐานชัดเจน ก็ยากที่จะบังคับให้อีกฝ่ายชำระเงินเพิ่มได้

ดังนั้น ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ควรเลือกวิธีชำระเงินที่ตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจกลายเป็นคดีความในอนาคต

ขอบคุณข้อมูลจาก : รู้ทันกันได้

Verify

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Verify

ผู้เขียน

Verify

บทความที่เกี่ยวข้อง

Verify

บทความที่ได้รับความนิยม

Cyber Safe Life : รู้ทันกลลวงให้โลกออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน

“ศรัทธาพยากรณ์อากาศ” เมื่อ “ความถูกใจ” ไม่สามารถวัดได้ด้วย “ความถูกต้อง”

“ศรัทธาพยากรณ์อากาศ” เมื่อ “ความถูกใจ” ไม่สามารถวัดได้ด้วย “ความถูกต้อง”

เกิดกระแสความตื่นตระหนกในโลกออนไลน์ หลังเพจพยากรณ์อากาศอิสระเตือนภัย "มหาอุทกภัย" ในภาคตะวันออกและกรุงเทพฯ ภายใน 120 ชั่วโมง จนกลายเป็นไวรัลสะเทือนโซเชียล อย่างไรก็ตาม กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน และนักวิชาการ ได้ออกมาโต้แย้งข้อมูลดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยมีฝนตกหนักจริง แต่ปริมาณน้ำยังห่างไกลจากมหาอุทกภัยปี 2554 อย่างสิ้นเชิง ปรากฏการณ์นี้สะท้อนภาพ "ศรัทธาพยากรณ์อากาศ" ที่เกิดขึ้นเมื่อความถูกใจของสังคมวิ่งนำความถูกต้องของข้อมูลวิชาการ

23 ก.ย. 69

Open article
ตรวจสอบข่าวปลอมทักเลย!