Profile icon

“จอนรูปมาเจนไอเอ” คืออะไร เมื่อมิจจี้ยุคใหม่ใช้ AI และขโมยภาพมาหลอกลวง

DateClock icon21:21|How to

Thai PBS Verify แนะนำวิธีตรวจสอบภาพและคลิป AI เบื้องต้น กรณีโดนมิจฉาชีพสวมรอยเอารูปคนอื่นมาดัดแปลงมาหลอกให้รัก ชวนลงทุน หรือแสวงหาผลประโยชน์อื่น ๆ

ไม่นานมานี้ มีกระแสข่าวกรณีมิจฉาชีพแอบสวมรอยเอาภาพพยาบาลไปสร้างและดัดแปลงด้วย AI ทั้งภาพนิ่งและคลิปวิดีโอเป็นรูปหน้าตัวเอง ก่อนนำไปเผยแพร่ในกลุ่มหาคู่ จนผู้เสียหายต้องออกมาร้องเรียนว่าถูกนำภาพไปแอบอ้าง โดยระบุว่ามีผู้พบเห็นภาพดังกล่าวและเข้าใจผิดว่าเป็นตัวจริง ถึงขั้นมีตำรวจและทหารหลายรายติดต่อเข้ามาเพื่อทำความรู้จัก 

และบ่อยครั้งช่วงนี้จะเจอศัพท์ที่ไม่ค่อยคุ้นตาอย่าง “จอนรูป” ผ่านตาหน้าฟีด ซึ่งถูกนำมาใช้พูดถึงพฤติกรรมการขโมยภาพผู้อื่นไปสร้างหรือดัดแปลงด้วย AI  หรือที่เรียกว่าเจนเอไอ ซึ่งมาจาก AI image generation หรือ AI-generated image

Thai PBS Verify ชวนทำความรู้จักว่า “จอนรูป” คืออะไร มีกลวิธีอย่างไร และจะตรวจสอบภาพหรือคลิปวิดีโอเบื้องต้นได้อย่างไร เพื่อไม่ให้โดนหลอก 

“จอนรูป” คืออะไร ?

ศัพท์ที่วัยรุ่น Gen Z ใช้กันบนโซเชียลมีเดียที่เรียกว่า “จอนรูป” หมายถึง การขโมยภาพของคนอื่นมาใช้ ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ โดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อนำไปสร้างตัวตนปลอมบนโลกออนไลน์ ทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด หรือใช้หลอกลวงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการสนทนา และหวังผลบางอย่างจากผู้ที่หลงเชื่อ

ซึ่งการจอนรูป หรือการขโมยรูปแล้วนำมาเปลี่ยนหน้าค่าตาก็ถือเป็นการใช้เทคโนโลยี Deepfake โดยในช่วงเมื่อก่อนที่เรามักจะเห็นคือมักนำมาใช้หลอกลวง หรือนำภาพคนดังมาตัดต่อในบริบทตลกขบขันหรือโป๊เปลือย แต่ปัจจุบันเริ่มนำมาเปลี่ยนเป็น Deepfake ใบหน้าตัวเอง เพื่อสร้างตัวตนในโลกออนไลน์ 

วิธีการที่พบได้มีหลายรูปแบบ เช่น

  • นำภาพคนอื่นมาใช้โดยตรง ขโมยรูปจาก Facebook, Instagram หรือแพลตฟอร์มอื่นมาใช้เป็นรูปโปรไฟล์ หรือส่งภาพผ่านแชต โดยแอบอ้างว่าเป็นเจ้าของภาพ และบางครั้งไม่ใช่แค่ภาพบุคคลอย่างเดียว แต่รวมไปถึงภาพอาหาร บ้าน รถ ไลฟ์สไตล์ กิจวัตรประจำวันที่ขโมยภาพมาจากที่อื่น
  • ดัดแปลงภาพใหม่ด้วย AI ใช้ภาพบุคคลจริงเป็นต้นแบบ แล้วสร้างภาพในสถานที่หรือสถานการณ์อื่น ๆ เพื่อให้ตัวตนที่สร้างขึ้นดูมีเรื่องราวและไลฟ์สไตล์ที่สมจริง
  • เปลี่ยนใบหน้าในภาพหรือวิดีโอ นำภาพหรือคลิปของบุคคลหนึ่งมาดัดแปลงใบหน้าให้เป็นอีกคน หรือสร้างวิดีโอที่ทำให้ดูเหมือนบุคคลนั้นกำลังพูดหรือเคลื่อนไหว
  • ใช้ภาพและคลิปประกอบการหลอกหาคู่ สร้างความสัมพันธ์กับเหยื่อ ก่อนขอเงิน ชักชวนลงทุน หลอกให้เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว หรือใช้ภาพและคลิปที่ได้รับจากเหยื่อไปข่มขู่เรียกเงิน

ภาพพยาบาลสาวคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้เสียหาย ถูกนำภาพไปเจนใส่หน้าของคนอื่น

ตรวจสอบอย่างไร หากสงสัยว่ารูปโปรไฟล์หรือคลิปวิดีโอ “ปลอม”

1. ใช้ Google Lens ค้นหาที่มาของภาพ

เริ่มจากนำภาพโปรไฟล์หรือภาพจากวิดีโอไปค้นหาด้วย Google Lens เพื่อดูว่ามีภาพเดียวกันหรือภาพที่คล้ายกันปรากฏอยู่บนเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดียอื่นหรือไม่

วิธีตรวจสอบ

  1. บันทึกภาพโปรไฟล์หรือจับภาพหน้าจอจากวิดีโอ โดยเลือกภาพที่เห็นใบหน้าและรายละเอียดชัดเจน
  2. เปิด Google Lens ผ่านแอปฯ Google หรือเว็บไซต์ Google Images
  3. อัปโหลดภาพที่ต้องการตรวจสอบ หรือใช้ฟังก์ชันค้นหาด้วยภาพ
  4. ตรวจสอบผลลัพธ์ที่มีภาพเหมือนหรือคล้ายกัน รวมถึงเว็บไซต์ต้นทางและวันที่เผยแพร่ หากมีข้อมูลดังกล่าว
  5. เปรียบเทียบว่าภาพต้นทางเป็นของบุคคลอื่นหรือไม่ และมีการนำไปดัดแปลงเป็นภาพในสถานการณ์ใหม่หรือเปล่า

นอกจาก Google Lens แล้ว ควรตรวจสอบภาพที่เผยแพร่บนเว็บไซต์รวมภาพ เช่น Pinterest ด้วย เพราะภาพจากแพลตฟอร์มเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้ต่อโดยไม่ระบุเจ้าของภาพหรือแหล่งที่มาเดิม

ตัวอย่างการตรวจสอบภาพ

ผลการค้นหาที่มาภาพด้วย Google Lens

2. ตรวจสอบภาพด้วยเครื่องมือตรวจจับ AI

หากค้นหาที่มาของภาพแล้วยังไม่พบข้อมูล สามารถใช้เครื่องมือตรวจสอบเพิ่มเติมได้ เช่น

  • Hive Moderation ใช้ประเมินว่าภาพหรือเนื้อหาที่นำไปตรวจมีแนวโน้มสร้างด้วย AI หรือไม่
  • SynthID หากสงสัยว่าเนื้อหาสร้างหรือแก้ไขด้วยเครื่องมือ AI ของ Google สามารถตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีลายน้ำดิจิทัลได้
  • Verify OpenAI-generated content ใช้สำหรับตรวจสอบเนื้อหา ภาพ ที่ถูกดัดแปลงด้วยโมเดล AI ของ Open AI เช่น Chat GPT 
  • meta.ai ใช้สำหรับตรวจสอบเนื้อหา ภาพ ที่ถูกสร้างด้วย Meta AI 

ข้อจำกัดคือบางภาพหากถูกดัดแปลงด้วย AI แล้ว นำไปตกแต่งภาพ สี ฟิลเตอร์เพิ่มเติม อาจนำตรวจสอบแล้วทำให้ผลลัพธ์ไม่แม่นยำ หรือตรวจแล้วผลไม่ขึ้นชัดเจน

3. ตรวจสอบความสอดคล้องของภาพและคลิป

นอกจากตรวจสอบด้วยเครื่องมือแล้ว ควรพิจารณารายละเอียดภายในภาพและวิดีโอประกอบกัน เช่น

  • ใบหน้าและรูปร่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างผิดสังเกตระหว่างภาพหรือไม่
  • แสงและเงาบนใบหน้าสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมหรือไม่
  • รายละเอียดของมือ นิ้ว เครื่องประดับ ตัวอักษร หรือวัตถุรอบตัวผิดธรรมชาติหรือไม่
  • ในวิดีโอ การเคลื่อนไหวของปากตรงกับเสียงพูดหรือไม่

ข้อสังเกตเหล่านี้ช่วยให้ตั้งข้อสงสัยได้ แต่ไม่สามารถใช้ฟันธงได้ด้วยตัวเอง เพราะ AI รุ่นใหม่สามารถสร้างภาพและวิดีโอที่มีรายละเอียดสมจริงมากขึ้น ขณะเดียวกัน ภาพจริงที่ผ่านการบีบอัดหรือตัดต่อก็อาจมีความผิดปกติได้เช่นกัน

4. ตรวจสอบตัวตน ไม่ใช่แค่ตรวจสอบรูป

หากกำลังพูดคุยกับบุคคลที่รู้จักผ่านแอปฯ หาคู่หรือโซเชียลมีเดีย ควรตรวจสอบข้อมูลอื่นร่วมด้วย เช่น ประวัติบัญชี การโพสต์ย้อนหลัง ความสอดคล้องของข้อมูลส่วนตัว และความเชื่อมโยงกับบัญชีอื่น

หากอีกฝ่ายอ้างว่าเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริง อาจขอพูดคุยผ่านวิดีโอคอลแบบโต้ตอบตามสถานการณ์ที่ตกลงกัน แต่ต้องเข้าใจด้วยว่าวิดีโอคอลไม่ได้ยืนยันตัวตนได้ เพราะเทคโนโลยี Deepfake AI สามารถปลอมภาพและเสียงสามารถนำมาใช้หลอกลวงได้เช่นกัน

หากอีกฝ่ายเร่งสร้างความสนิทสนม ขอเงิน ชักชวนลงทุน ขอรหัสผ่านหรือ OTP หรือกดดันให้ส่งภาพส่วนตัว ควรหยุดการให้ข้อมูลและตรวจสอบผ่านช่องทางอื่นก่อน

หากถูกขโมยภาพไปแอบอ้าง ต้องทำอย่างไร ?

หากพบว่ามีผู้ใช้ภาพของตนเองสร้างบัญชีปลอม หรือนำภาพไปดัดแปลงด้วย AI โดยไม่ได้รับอนุญาต ควรดำเนินการดังนี้

  1. เก็บหลักฐานก่อนแจ้งลบ

บันทึกภาพหน้าจอของบัญชีปลอม รูปภาพและคลิปที่ถูกนำไปใช้ ชื่อบัญชี URL ของโปรไฟล์และโพสต์ วันเวลาเผยแพร่ ตลอดจนข้อความสนทนาที่เกี่ยวข้อง หากมีผู้เสียหายจากการหลอกลวง ควรเก็บหลักฐานการเรียกรับเงินหรือการโอนเงินไว้ด้วย

  1. รายงานบัญชีและเนื้อหาต่อแพลตฟอร์ม

ใช้ระบบรายงานของ Facebook, Instagram, TikTok หรือแพลตฟอร์มที่พบเนื้อหา โดยเลือกเหตุผลให้ตรงกับกรณี เช่น แอบอ้างเป็นบุคคลอื่น ละเมิดสิทธิในภาพ หรือเผยแพร่เนื้อหาที่ไม่ยินยอม หากเป็นไปได้ ให้ขอให้ผู้ดูแลกลุ่มช่วยตรวจสอบและนำเนื้อหาออกด้วย

  1. แจ้งความกับตำรวจ

ผู้เสียหายสามารถนำหลักฐานเข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจ หรือแจ้งความคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีผ่านเว็บไซต์ทางการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ https://thaipoliceonline.go.th/ และขอคำแนะนำจากสายด่วน AOC 1441 หากมีความเสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์

หากถูกนำภาพไปใช้ในลักษณะลามกอนาจาร ข่มขู่ หรือเรียกเงิน ควรแจ้งรายละเอียดเหล่านี้แก่เจ้าหน้าที่ด้วย เพราะอาจเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายเพิ่มเติม

  1. ขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

หากภาพถูกเผยแพร่ต่อเนื่องหรือมีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล อาจขอคำแนะนำจากหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงขอให้แพลตฟอร์มและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยประสานการนำเนื้อหาออก

 

ที่มา:  https://www.facebook.com/reel/1296027759316526 

Verify

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Verify

ผู้เขียน

Verify

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Verify

เนื้อหาได้รับความนิยม

Cyber Safe Life : รู้ทันกลลวงให้โลกออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน

ตรวจสอบข่าวปลอมทักเลย!