เตือนภัยมิจฉาชีพ ปี 2569! ระวัง “มุกลวงใหม่” มาแรง “มุกลวงเก่า” หนักกว่าเดิม

DateClock icon17:14|บทสัมภาษณ์Views0

หากพิจารณาจากสถิติคดีออนไลน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ( มี.ค. 65 –  31 ต.ค. 68) พบว่า มีมูลค่าความเสียหายสูงสุด 5 อันดับแรก ดังนี้

  • อันดับ 1 คือการหลอกให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 33,244 ล้านบาท 
  • อันดับ 2 การหลอกโอนเงินเพื่อทำงาน มูลค่ากว่า 14,985 ล้านบาท
  • อันดับ 3 การหลอกให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล มูลค่ากว่า 8,814 ล้านบาท
  • อันดับ 4 การหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการที่ไม่เป็นขบวนการ มูลค่ากว่า 5,970 ล้านบาท
  • อันดับ 5 การหลอกให้กู้เงิน มูลค่ากว่า 3,981 ล้านบาท

บทความนี้จะพามาอัปเดต “มุกหลอกลวง” ที่มิจฉาชีพใช้ในปี 2569 พร้อมวิธีป้องกันตัวเอง และคนใกล้ตัว กับ พ.ต.ท. วสุเทพ ใจอินทร์ รองผู้กำกับการสายตรวจ กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

ซื้อของออนไลน์ยังครองแชมป์ภัยหลอกลวง

ในปี 2569 พ.ต.ท. วสุเทพ ระบุว่า รูปแบบหลอกลวงที่ทำให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อมากที่สุดยังคงเป็น การซื้อของผ่านโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะบน Facebook ซึ่งมีเพจปลอมจำนวนมาก ยิ่งช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่ หลายคนมักออกมา Shopping หรือหาของขวัญให้ตัวเอง ทำให้ตกเป็นเป้าของมิจฉาชีพได้ง่าย

ดังนั้น หากต้องการซื้อสินค้าออนไลน์ ควรเลือกแพลตฟอร์มที่มีระบบติดตามสถานะสินค้า รวมถึงระบบขอเงินคืนเมื่อได้รับของไม่ตรงปก เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกในการซื้อขายออนไลน์

พ.ต.ท. วสุเทพ ใจอินทร์ รองผู้กำกับการสายตรวจ กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

พ.ต.ท. วสุเทพ ใจอินทร์ รองผู้กำกับการสายตรวจ กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

กลโกงซื้อของออนไลน์ สู่วงจรหลอกลงทุน

ขณะเดียวกันมิจฉาชีพเริ่มยกระดับกลโกงให้ซับซ้อนขึ้น หลังจากเหยื่อติดต่อซื้อขายสินค้าแล้ว มักจะถูกชักชวนให้ร่วมกิจกรรมเหมือน “ลุ้นรางวัลพิเศษ” โดยเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ให้ร่วมสนุกกับร้านค้า ผ่านร้านปลอมที่ถูกสร้างขึ้นมา และมีการใช้ “หน้าม้า” และแชตกลุ่ม LINE OpenChat เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

ซึ่งช่วงแรกผู้เสียหายมักได้รับเงินตอบแทนเล็กน้อยเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ก่อนถูกชักจูงให้เพิ่มเงินลงทุนเรื่อย ๆ จนสูญเงินทั้งหมด กลโกงประเภทนี้เป็นหนึ่งในรูปแบบที่มิจฉาชีพได้เงินจากเราไปเยอะที่สุด

Shopping

กลโกงเดิมที่กลับมาระบาด: มิเตอร์ไฟ–เงินบำนาญ

พ.ต.ท. วสุเทพ กล่าวว่า มุกนี้เป็นอีกมุกที่ถูกใช้ทุกปี เพราะในแต่ละเดือนหรือแต่ละเทศกาล มิจฉาชีพจะเปลี่ยนวิธีไปเรื่อย ๆ เป็นการเอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ เพิ่มรายละเอียดเล็กน้อย แต่สุดท้ายใจความเหมือนเดิม

กลโกงมิเตอร์ไฟฟ้ากับช่วงสิ้นปี 

กลลวงมิเตอร์ไฟฟ้า มิจฉาชีพจะใช้วิธีการโทรหาเหยื่อ ซึ่งถ้าสังเกตดี ๆ จะพบว่า เบอร์โทรศัพท์มิจฉาชีพมักขึ้นต้นด้วย 949 หรือเบอร์จากต่างประเทศที่มีตัวเลขขึ้นต้นแปลก ๆ แต่บางครั้งเราอาจเผลอรับสายโดยไม่ได้สังเกต ซึ่งพอรับแล้ววิธีพูดของเขามักจะถาม ชื่อ-นามสกุล เราก่อนว่าถูกต้องไหม และหากเราตอบว่าใช่ มิจฉาชีพก็รู้ทันทีว่าเราคุยกับเขาแล้ว

“เขาจะออกอุบายว่า เป็นเจ้าหน้าที่ของการไฟฟ้าจะมาเปลี่ยนมิเตอร์ให้ฟรี เพราะมิเตอร์ที่ใช้อยู่เป็นรุ่นเก่า เราฟังแล้วก็คิดว่าดี ได้เปลี่ยนของฟรี แต่เมื่อหลงเชื่อนัดวันกันเรียบร้อย เขาก็จะบอกต่อว่า มิเตอร์ที่เปลี่ยนให้จะมีเงินคืนให้อีกด้วย แต่ลูกค้าต้องแอด LINE เข้าไป ซึ่งเป็นการพาเข้าสู่กระบวนการของมิจฉาชีพ” พ.ต.ท. วสุเทพ กล่าว

จากนั้นมิจฉาชีพจะชักชวนให้เหยื่อ “เปลี่ยนภาษามือถือ” โดยบอกว่า เป็นขั้นตอนของการขอรับเงินคืนผ่านแอปฯ ธนาคาร แต่ก่อนทำต้องใส่รหัสต่าง ๆ ซึ่งทำให้เหยื่อหลายคนถูกหลอกให้เปลี่ยนภาษามือถือ ซึ่งเมื่อเปลี่ยนภาษาและเปิดแอปฯ ธนาคาร และกดรหัสเพื่อรับเงินคืน แต่จริง ๆ แล้ว ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนของการโอนเงินออกจากบัญชี ซึ่งเหยื่อหลายคนไม่รู้ ทำให้ถูกหลอกไปโดยไม่รู้ตัว

“ถ้ามีใครโทรมาจากการไฟฟ้า บอกว่าจะคืนค่ามิเตอร์ แล้วให้เปลี่ยนภาษาในเครื่องมือถือ รู้ได้เลยว่าเป็นมิจฉาชีพ ” พ.ต.ท. วสุเทพ กล่าว

มิเตอร์ไฟ

กลโกงเงินบำนาญและสวัสดิการผู้สูงอายุ

พ.ต.ท. วสุเทพ กล่าวถึงกลโกงนี้ ว่ามีลักษณะคล้ายกับกลโกงมิเตอร์ไฟฟ้า โดยกลุ่มเป้าหมายคือผู้สูงอายุที่อยู่บ้านคนเดียว หรืออยู่กับลูกหลาน แต่ในวันนั้นบังเอิญอยู่ลำพัง มิจฉาชีพจะโทรมาหลอกลวงว่าจะคืนเงินบำนาญ แต่ต้องรับผ่านแอปฯ ธนาคาร แต่ก่อนจะถึงขั้นตอนการคืนเงินต้องเปลี่ยนภาษาก่อน แล้วให้ไปกดรหัสในแอปฯ ธนาคาร

“ผู้ใหญ่หลายท่านที่ทำไม่เป็น มักเชื่อว่าคนปลายสายเป็นเจ้าหน้าที่รัฐจริง ๆ จึงกดตามที่บอก สุดท้ายจบลงที่การโอนเงินออกจากบัญชี เรื่องนี้เกิดขึ้นทุกปี และถูกอัปเกรดวิธีเรื่อย ๆ โดยเฉพาะมุก “เปลี่ยนภาษา” ที่เพิ่งเจอในปีนี้ ดังนั้นปีหน้าก็ยังต้องระวังอยู่แน่นอน” พ.ต.ท. วสุเทพ กล่าว

พ.ต.ท. วสุเทพ กล่าวเสริมว่า การตั้งค่าโทรศัพท์ให้คุณพ่อคุณแม่ ส่วนใหญ่จะตั้งเป็นภาษาไทย เพื่อให้คุ้นชิน ทั้งการใช้งานโทรเข้า-โทรออก แต่เมื่อถูกหลอกให้เปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษ ผู้สูงอายุมักจะงงทันทีว่าปุ่มต่าง ๆ คืออะไร

“แม้แต่ผมเองที่ใช้มือถือภาษาอังกฤษมาตลอด พอเปลี่ยนเป็นภาษาไทยก็ยังงง ดังนั้นเมื่อผู้ใหญ่เจอการเปลี่ยนภาษากะทันหัน ก็จะไม่รู้ว่าปุ่มหรือรหัสที่กดคืออะไร ทำให้เชื่อคนปลายสายง่ายมาก และสุดท้ายโอนเงินออกไป โดยคิดว่าโดนแอปฯ ดูดเงิน ทั้งที่จริงแล้วเป็นเพียงการเปลี่ยนภาษาและกดโอนเงินออกไปโดยไม่รู้ตัว” พ.ต.ท. วสุเทพ กล่าว

เยาวชน เป้าหมายใหม่ที่น่ากังวลที่สุด

อย่างไรก็ตาม กลุ่มเด็กและเยาวชน ในปีหน้าก็ยังเป็นกลุ่มที่มีความน่ากังวลสูง เพราะขณะนี้พวกเขากลายเป็นเป้าหมายหลักของมิจฉาชีพไปแล้ว มิจฉาชีพรู้ดีว่าเยาวชนหลอกได้ง่าย และมักใช้วิธี “ข่มขู่” ว่าเด็กมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษา มิจฉาชีพมักเจาะจงว่าจะหลอกมหาวิทยาลัยไหน เมื่อหลอกคุยกับเด็กได้สำเร็จ ก็จะได้ข้อมูลว่าเรียนที่ไหน มีเพื่อนเป็นใครบ้าง แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นไปหลอกเพื่อนของเหยื่อต่อเป็นทอด ๆ 

พ.ต.ท. วสุเทพ ใจอินทร์ รองผู้กำกับการสายตรวจ กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

พ.ต.ท. วสุเทพ ใจอินทร์ รองผู้กำกับการสายตรวจ กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ปีที่ผ่านมา นักศึกษามหาวิทยาลัยโดนหลอกเป็นจำนวนมาก หลายคนไปแจ้งความทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังถูกหลอก เรื่องที่โดนมากที่สุดคือการถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน โดยมิจฉาชีพมักใช้ช่องโหว่จากการที่เด็กไปเล่นแอปฯ ต่าง ๆ หรือเสี่ยงดวงในออนไลน์ แล้วนำข้อมูลมาใช้ข่มขู่จนเหยื่อยอมทำตาม เพราะฉะนั้น หากในบ้านมีเด็กหรือเยาวชน ต้องเตือนไว้เลยว่า ใครโทรมาบอกว่าเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน ให้รู้ทันทีว่าเป็นมิจฉาชีพ พ.ต.ท. วสุเทพ กล่าว

เมื่อถูกหลอก ควรทำอย่างไร? 

เมื่อรู้ว่าถูกหลอกขั้นตอนแรกคือ โทรสายด่วน 1441 เพื่อแจ้งข้อมูล โดยเจ้าหน้าที่จะประสานงานกับธนาคารให้ทันที สิ่งที่เราต้องเตรียมคือข้อมูลบัญชีธนาคารที่โอนไป จากนั้นเงินจะถูก ‘อายัด’ ไว้ 72 ชั่วโมง

ต่อมา เจ้าหน้าที่จะนัดหมายให้ไปติดต่อสถานีตำรวจที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบ ขั้นตอนนี้สำคัญมาก หากเราไม่ไปพบตำรวจ ระบบจะตัดเรื่องออกทันที ถือว่าเราไม่ติดตามคดี ดังนั้นต้องไปสถานีตำรวจเพื่อให้เจ้าหน้าที่เริ่มติดตามบัญชีม้า ตำรวจจะออกหมายเรียกเจ้าของบัญชีเหล่านั้นมาชี้แจงว่า เงินถูกถอนหรือโอนไปที่ใด ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะเพิ่มโอกาสให้เราได้เงินคืน และคดีจะต้องดำเนินไปจนถึงที่สุด เพื่อให้เรื่องเข้าสู่ศาลและสามารถเข้าสู่กระบวนการ ‘เฉลี่ยคืนทรัพย์’ ของ ปปง. ในลำดับสุดท้าย

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้มิจฉาชีพไม่หยุดเพียงการหลอกครั้งแรก แต่มี “ก๊อกสอง” ตามมาทันที โดยปลอมเป็นตำรวจ ทนาย หรือเจ้าหน้าที่ธนาคาร อ้างว่าจะช่วยเอาเงินคืนได้ แต่ต้องโอนเงินเพิ่มเพื่อปลดล็อก บางรายปลอมเป็นผู้ต้องหา บอกว่ายอมรับสารภาพและจะช่วยยื่นเรื่องให้ ปปง. แต่ขอเงินก่อนหนึ่งก้อนเพื่อดำเนินการ ดังนั้น หากพบการติดต่อแบบนี้ อย่าเชื่อเด็ดขาด

Verify

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Verify

ผู้เขียน

Verify

บทความที่เกี่ยวข้อง

Verify

บทความที่ได้รับความนิยม

Cyber Safe Life : รู้ทันกลลวงให้โลกออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน