โพสต์อ้าง “UAE ยิงขีปนาวุธถล่มอิหร่าน” แท้จริงคลิปท่อน้ำมันระเบิดที่อียิปต์ปี 63

Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาของข่าวปลอมจาก: X
ภาพบัญชี X แชร์ภาพวิดีโอรถไฟไหม้ และมีการลากคนเจ็บออกมาจากพื้นที่ อ้าง “UAE ยิงขีปนาวุธถล่มอิหร่าน”
Thai PBS Verify ตรวจสอบพบบัญชี X แชร์ภาพวิดีโอรถไฟไหม้ และมีการลากคนเจ็บออกมาจากพื้นที่ พร้อมระบุว่า
“BREAKING NEWS
A major Iranian oil facility has been hit in a massive missile strike reportedly launched by the UAE.
Huge flames have engulfed the complex, with thick black smoke billowing high into the sky. The full extent of the damage is still being assessed, while no casualties have been reported so far. ”
แปลเป็นภาษาไทยโดยใช้ Google Translate ระบุว่า
“ข่าวด่วน (BREAKING NEWS)
มีรายงานว่าโรงงานน้ำมันขนาดใหญ่ในอิหร่านถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธครั้งใหญ่ โดยคาดว่าเป็นการโจมตีที่มาจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)
เปลวไฟขนาดมหึมาได้ลุกไหม้ปกคลุมพื้นที่โรงงาน ขณะที่กลุ่มควันสีดำหนาทึบพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการประเมินความเสียหายทั้งหมด และยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตในเบื้องต้น”
ซึ่งโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 69 ทำให้มียอดเข้าชม 29,900 ครั้ง และมีการแสดงความรู้สึก 385 ครั้ง รวมทั้งรีโพสต์ไป 98 ครั้ง
ภาพอิหร่านถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธจริงหรือไม่ ?
Thai PBS Verify นำภาพบางส่วนในวิดีโอไปค้นหาด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ Google Lens พบว่าไปตรงกับข่าว Ruptured crude oil pipeline sets off a huge fire in Egypt ที่ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 63 ในช่องยูทูบ The Telegraph ซึ่งเป็นสื่อของสำนักข่าวประเทศอังกฤษ
โดยมีรายละเอียดดังนี้
เกิดเหตุท่อส่งน้ำมันดิบแตกในประเทศอียิปต์ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่บนถนนกลางทะเลทราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 12 คน
เปลวไฟขนาดใหญ่และกลุ่มควันสีดำหนาทึบพวยพุ่งปกคลุมถนนสายหลักที่เชื่อมระหว่างกรุงไคโรกับเมืองอิสมาอิเลีย ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับคลองสุเอซ
กระทรวงสาธารณสุขอียิปต์เปิดเผยว่า ผู้บาดเจ็บทั้งหมดมีอาการไฟไหม้และสูดดมควันพิษ และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลในพื้นที่ใกล้เคียงได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับผู้บาดเจ็บเพิ่มเติม
ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุของการแตกของท่อส่งน้ำมัน
แม้อียิปต์จะไม่ใช่ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ แต่มีการขนส่งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมผ่านคลองสุเอซอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมา การรั่วไหลของท่อส่งน้ำมันในประเทศนี้เกิดขึ้นค่อนข้างบ่อย เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานที่มีสภาพเก่าและเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ
ภาพเปรียบเทียบเหตุการณ์ไฟไหม้ในโพสต์ (ซ้าย) และภาพจากช่องยูทูบ The Telegraph (ขวา)
สถานการณ์อิหร่านปัจจุบันเป็นอย่างไร ?
สถานการณ์ตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังอิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีอิสราเอลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเดือนเมษายน ส่งผลให้อิสราเอลตอบโต้ด้วยการโจมตีทางอากาศในหลายพื้นที่ของอิหร่าน เช่น อิสฟาฮาน คาราจ และตาบริซ ทำให้ความขัดแย้งที่ดำเนินมากว่า 3 เดือนมีความเสี่ยงลุกลามเป็นสงครามในระดับภูมิภาคมากขึ้น แม้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอลจะสามารถสกัดขีปนาวุธได้และยังไม่มีรายงานความเสียหายรุนแรง แต่สถานการณ์ยังคงเปราะบาง โดยอิหร่านเตือนว่าหากมีการโจมตีซ้ำจะตอบโต้ในวงกว้าง
ขณะที่กลุ่มติดอาวุธในอิรักขู่เข้าร่วมสงครามหากสหรัฐฯ แทรกแซง ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามกดดันทั้งสองฝ่ายไม่ให้ยกระดับความรุนแรง เพื่อรักษาโอกาสในการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ แต่ความพยายามดังกล่าวยังไม่เป็นผล ทำให้ภูมิภาคยังอยู่ในภาวะเสี่ยงปะทุอย่างต่อเนื่อง

เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?
Thai PBS Verify ตรวจสอบโพสต์อ้างว่าโรงงานน้ำมันในอิหร่านถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธนั้น ไม่เป็นความจริง โดยเมื่อตรวจสอบพบว่าคลิปวิดีโอดังกล่าวด้วย เครื่องมือตรวจสอบภาพ Google Lens พบเป็นเหตุการณ์เก่าที่เกิดขึ้นในประเทศอียิปต์เมื่อปี 2563 จากกรณีท่อส่งน้ำมันดิบแตกจนเกิดเพลิงไหม้ขนาดใหญ่และมีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 12 คน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอิหร่านหรือการโจมตีจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม แม้คลิปจะถูกนำมาใช้บิดเบือน แต่สถานการณ์ในตะวันออกกลางปัจจุบันยังคงตึงเครียดจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล ซึ่งมีการตอบโต้ทางทหารกันเป็นระยะ ทำให้มีความเสี่ยงที่จะลุกลามเป็นความขัดแย้งในวงกว้างได้
กระบวนการตรวจสอบ
- ตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ: Thai PBS Verify นำภาพบางส่วนในวิดีโอไปค้นหาด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ Google Lens พบว่าไปตรงกับข่าว Ruptured crude oil pipeline sets off a huge fire in Egypt ที่ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2563 ในช่องยูทูบ The Telegraph ซึ่งเป็นสื่อของสำนักข่าวประเทศอังกฤษ
ผลกระทบข้อมูลเท็จนี้
- สร้างความเข้าใจผิดต่อสถานการณ์ระหว่างประเทศ
ข้อมูลเท็จที่บิดเบือนว่าเป็น “การโจมตีทางทหาร” อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเกิดความขัดแย้งรุนแรง ทั้งที่ความจริงเป็นเพียงอุบัติเหตุ ส่งผลให้การรับรู้ต่อสถานการณ์โลกคลาดเคลื่อน และอาจกระทบต่อการประเมินความเสี่ยงด้านความมั่นคงหรือเศรษฐกิจ - กระตุ้นความตื่นตระหนกและความกลัวในสังคม
ข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับสงครามหรือภัยพิบัติมักสร้างอารมณ์ร่วมสูง ทำให้เกิดความกังวลโดยไม่จำเป็น ซึ่งเป็นหนึ่งในลักษณะของ “มลพิษข้อมูล” ที่ทำให้สังคมสับสนและตื่นตระหนก - บิดเบือนการตัดสินใจของประชาชน
เมื่อผู้รับสารเชื่อข้อมูลผิด อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ไม่เหมาะสม เช่น การแชร์ต่อ ลงทุนผิดพลาด หรือแสดงความเห็นบนข้อมูลที่ไม่จริง งานวิจัยชี้ว่าข่าวปลอมมีผลต่อ “การรับรู้และการตัดสินใจ” ของคนอย่างมีนัยสำคัญ - ลดความเชื่อมั่นต่อสื่อและข้อมูลข่าวสาร
เมื่อข่าวปลอมแพร่หลาย ผู้คนจะเริ่มไม่มั่นใจว่าอะไรจริงหรือเท็จ ส่งผลให้ความเชื่อถือในสื่อและข้อมูลโดยรวมลดลง ซึ่งเป็นหนึ่งในผลกระทบระดับโครงสร้างของสังคมข้อมูล - ขยายความขัดแย้งและความแตกแยกทางสังคม
ข้อมูลที่บิดเบือน โดยเฉพาะประเด็นระหว่างประเทศหรือการเมือง สามารถถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือสร้างความเกลียดชัง หรือทำให้เกิดการแบ่งฝักฝ่ายในสังคมได้ - แพร่กระจายรวดเร็ว ควบคุมยาก
ในยุคโซเชียลมีเดีย ข้อมูลเท็จสามารถถูกแชร์จำนวนมากในเวลาอันสั้น ทำให้คนจำนวนมากเข้าถึงและเชื่อก่อนที่จะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง
ข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?
- หยุดก่อนแชร์: อย่าเพิ่งกดแชร์ทันที แม้เนื้อหาจะดูน่าตกใจหรือเร่งด่วน เพราะข่าวปลอมมักใช้ “อารมณ์” เป็นตัวกระตุ้นให้แพร่กระจาย
- ตรวจสอบแหล่งที่มา: ดูว่าโพสต์มาจากใคร เป็นสื่อที่น่าเชื่อถือหรือไม่ มีการอ้างอิงแหล่งข่าวชัดเจนหรือเปล่า
- เช็กภาพและวิดีโอ: ลองใช้เครื่องมือค้นหาภาพย้อนกลับ (Reverse Image Search) เพื่อดูว่าเป็นภาพเก่าหรือถูกใช้ผิดบริบทหรือไม่
- ตรวจสอบวันเวลา: ข่าวเก่ามักถูกนำมาแชร์ใหม่ในบริบทที่ต่างออกไป ควรดูวันที่เผยแพร่เสมอ
- เปรียบเทียบหลายแหล่งข่าว: ค้นหาข้อมูลจากสื่อหลักหรือหน่วยงานตรวจสอบข้อเท็จจริง เช่น Thai PBS Verify หรือองค์กรข่าวอื่น ๆ
- ระวังเนื้อหาที่ “เร้าอารมณ์”: ข่าวที่ใช้คำรุนแรง เช่น “ด่วน!”, “ล่าสุด!”, “ห้ามพลาด!” มักมีแนวโน้มเป็นข้อมูลบิดเบือน
- หยุดก่อนแชร์: อย่าเพิ่งกดแชร์ทันที แม้เนื้อหาจะดูน่าตกใจหรือเร่งด่วน เพราะข่าวปลอมมักใช้ “อารมณ์” เป็นตัวกระตุ้นให้แพร่กระจาย
- ตรวจสอบแหล่งที่มา: ดูว่าโพสต์มาจากใคร เป็นสื่อที่น่าเชื่อถือหรือไม่ มีการอ้างอิงแหล่งข่าวชัดเจนหรือเปล่า
- เช็กภาพและวิดีโอ: ลองใช้เครื่องมือค้นหาภาพย้อนกลับ (Reverse Image Search) เพื่อดูว่าเป็นภาพเก่าหรือถูกใช้ผิดบริบทหรือไม่
- ตรวจสอบวันเวลา: ข่าวเก่ามักถูกนำมาแชร์ใหม่ในบริบทที่ต่างออกไป ควรดูวันที่เผยแพร่เสมอ
- เปรียบเทียบหลายแหล่งข่าว: ค้นหาข้อมูลจากสื่อหลักหรือหน่วยงานตรวจสอบข้อเท็จจริง เช่น Thai PBS Verify หรือองค์กรข่าวอื่น ๆ
- ระวังเนื้อหาที่ “เร้าอารมณ์”: ข่าวที่ใช้คำรุนแรง เช่น “ด่วน!”, “ล่าสุด!”, “ห้ามพลาด!” มักมีแนวโน้มเป็นข้อมูลบิดเบือน
บทความที่เกี่ยวข้อง
บทความที่ได้รับความนิยม









