Profile icon

โพสต์อ้าง “เรือไทยออยล์ 10” ถูกอิหร่านโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ แท้จริงเรือไม่เคยผ่านไปเส้นทางนั้น

ข่าวปลอมDateClock icon16:04|รอบโลก
Thai PBS Verify ตรวจสอบเพจชื่อ Tasnim News Agency โพสต์อ้าง “เรือไทยถูก IRGC ของอิหร่านโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ” พบข้อมูลไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง โดยกองทัพเรือยืนยันเรือไทยปลอดภัย ขณะที่ตำแหน่งเรือพบไม่เคยอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ ส่วนเพจที่โพสต์ พบตั้งอยู่ในบังกลาเทศ

Thai PBS Verify พบแหล่งข้อมูลข่าวบิดเบือนจาก : Facebook 

ภาพเพจเฟซบุ๊ก Tasnim News Agency แชร์ภาพเรือไทยออยส์ ระบุว่า เรือธงชาติไทยโดนโจมตี

ภาพเพจเฟซบุ๊ก Tasnim News Agency แชร์ภาพเรือไทยออยส์ ระบุว่า เรือธงชาติไทยโดนโจมตี

Thai PBS Veify พบเพจเฟซบุ๊ก Tasnim News Agency แชร์ภาพเรือไทยออยส์ พร้อมข้อความระบุว่า 

“A source say, Today, a ship was targeted in the Strait of Hormuz. 

This ship, flying the flag of Thailand, attempted to pass through the Strait of Hormuz without heeding warnings and without obtaining permission from the Islamic Revolutionary Guard Corps (IRGC) Navy. It was prevented from doing so by the IRGC Navy and subsequently targeted.”

แปลเป็นภาษาไทย โดยใช้ Google Translate  ระบุว่า 

“แหล่งข่าวระบุว่า วันนี้มีเรือลำหนึ่งถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ

เรือลำดังกล่าวชักธงชาติไทย และพยายามผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่ปฏิบัติตามคำเตือน และไม่ได้รับอนุญาตจากกองทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) จึงถูกกองทัพเรือ IRGC สกัดกั้น และต่อมาได้ถูกโจมตี”

ซึ่งโพสต์ดังกล่าวมีการแสดงความรู้สึก 1,300 ครั้ง  และการแสดงความคิดเห็น 187 ข้อความ และมีการแชร์ไปกว่า 47 ครั้ง

เรือไทยโดนยิงที่ช่องฮอร์มุซจริงหรือไม่ ?

Thai PBS Verify สอบถามไปยัง พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์  โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่า มีเรือของไทยอยู่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซใกล้อ่าวโอมานจริง โดยกองทัพเรือได้ติดต่อไปยังบริษัทเจ้าของเรือ และได้รับการยืนยันว่า “เรือดังกล่าวปลอดภัยดี ไม่ได้ถูกยิง” 

ทั้งนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า มีเหตุยิงเรือเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และไม่ทราบว่าเป็นเรือของประเทศใด เนื่องจากหน่วยงานติดตามเฉพาะเรือไทยเท่านั้น 

อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติอาจมีกรณีสวมธงเรือได้บ้าง แม้จะพบได้น้อยและถือว่าผิดกฎหมาย เปรียบได้กับการสวมทะเบียนรถ นอกจากนี้ ยังพบว่าสำนักข่าวอิหร่านแห่งหนึ่งนำภาพเรือ “ไทยออยล์ 10” ไปอ้างว่าเป็นเรือที่ถูกยิง แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่า เรือลำดังกล่าวปลอดภัยและไม่ได้อยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ จึงต้องประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวดังกล่าวต่อไป โดยย้ำว่ากองทัพเรือยืนยันว่าเรือไทยยังคงปลอดภัยทั้งหมด

เรือที่ถูกอ้างอยู่ที่ไหน ?

Thai PBS Verify ได้ตรวจสอบภาพของเรือไทยออยส์ จากภาพที่โพสต์ดังกล่าวอ้างว่าเป็นเรือที่ถูกยิง โดยจากการติดตามผ่านเว็บไซต์ติดตามเรือ Marinetraffic พบว่า ในช่วงเกิดเหตุเรือลำดังกล่าวไม่ได้อยู่ในพื้นที่ช่องฮอร์มูซ

ภาพข้อมูลเรือจากเว็บไซต์ marinetraffic

ขณะเดียวกันเมื่อเช็กเรือแบบออนไลน์พบว่า เรือดังกล่าวยังอยู๋ที่ จ.ระยอง

ภาพข้อมูลเรือจากเว็บไซต์ marinetraffic วันที่ 24 ก.ค. 69 เวลา 14.06 น. 

ภาพข้อมูลเรือจากเว็บไซต์ marinetraffic วันที่ 24 ก.ค. 69 เวลา 14.06 น.

ตรวจสอบความโปร่งใสของบัญชี

อย่างไรก็ตามเมื่อเข้าไปตรวจสอบความโปร่งใสของเพจเฟซบุ๊ก Tasnim News Agency พบว่าเพจมีการเปลี่ยนชื่อจาก Iran Military  เป็น Tasnim News Agency เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 69 และมีผู้จัดการเพจอยู่ประเทศบังกลาเทศ ในขณะที่เพจมีผู้ติดตาม 39,000 คน ซึ่งบ่งบอกว่า เพจดังกล่าวไม่มีความเกี่ยวข้องกับสื่อทางการของอิหร่านแต่อย่างใด

ความโปร่งใสของเพจเฟซบุ๊ก Tasnim News Agency

ความโปร่งใสของเพจเฟซบุ๊ก Tasnim News Agency

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบของ Thai PBS Verify พบว่า สำนักข่าว Tasnim News Agency ซึ่งเป็นสำนักข่าวของประเทศอิหร่าน มีการรายงานเกี่ยวกับเรือ เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 69 ว่า กองทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC Navy) สกัดกั้นเรือ 4 ลำที่ฝ่าฝืนกฎในอ่าวเปอร์เซีย โดยในรายละเอียดไม่มีการกล่าวถึงเรือไทยแต่อย่างใด

สำนักข่าว Tasnim News Agency

สถานการณ์วันนั้นเป็นอย่างไร ? 

เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 69 สหรัฐฯ เดินหน้าโจมตีอิหร่านเป็นวันที่ 9 ติดต่อกัน ท่ามกลางความกังวลต่อความปลอดภัยของการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ หลังอิหร่านอ้างว่าเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำเกิดระเบิดและไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ ขณะเดียวกัน กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านกล่าวว่า ได้โจมตีเป้าหมายทางทหารของสหรัฐฯ ในหลายพื้นที่ รวมถึงฐานทัพในจอร์แดน คูเวต และซีเรีย ขณะที่สหรัฐฯ ระบุว่า การโจมตีครั้งใหม่มีเป้าหมายเพื่อลดความสามารถของอิหร่านในการโจมตีเรือพาณิชย์ในเส้นทางเดินเรือสำคัญ อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวรอยเตอร์ยังไม่สามารถยืนยันเหตุการณ์เรือบรรทุกน้ำมันทั้ง 2 ลำได้ และยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อเรือ ธงชาติ ลูกเรือ หรือความเสียหาย

สถานการณ์ความขัดแย้งส่งผลให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ลดลง โดยข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า จำนวนเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบฯ ลดลงจาก 8 ลำเหลือ 4 ลำในช่วงเวลาดังกล่าว ขณะที่ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 2% แตะระดับกว่า 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความกังวลว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั่วโลก นอกจากนี้ยังพบมีสำนักงานอื่นรายงานอิหร่านยิงเรือไทยเช่นกัน

เรื่องจริงเป็นอย่างไร ? 

Thai PBs Verify ตรวจสอบโพสต์ข่าวอ้างว่า “เรือไทยถูกยิงในช่องแคบฮอร์มุซ” จากการสัมภาษณ์กองทัพเรือไทยระบุว่า มีเรือไทยอยู่ในบริเวณใกล้พื้นที่ดังกล่าวจริง แต่ได้ประสานกับบริษัทเจ้าของเรือแล้วและยืนยันว่าเรือปลอดภัย ไม่ได้ถูกโจมตี ขณะเดียวกัน ภาพที่ถูกนำมาอ้างว่าเป็นเรือที่ถูกยิงคือเรือ “ไทยออยล์ 10” ก็ตรวจสอบแล้วว่าไม่ได้อยู่ในพื้นที่เกิดเหตุและยังอยู่บริเวณระยอง นอกจากนี้ ข้อมูลจากเว็บไซต์ติดตามเรือก็สอดคล้องกันว่าเรือไม่ได้อยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ 

ทำไมโพสต์นี้ถึงเกิดขึ้นในช่วงนี้ ? 

สาเหตุที่โพสต์ดังกล่าวเกิดขึ้น คาดว่าเกิดจากการนำ ข้อมูลเหตุการณ์ความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ มาผูกเข้ากับภาพเรือไทยออยล์ 10 โดยไม่มีการตรวจสอบข้อมูลตำแหน่งเรือและข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน โดยเพจ Tasnim News Agency อ้างข้อมูลจาก “แหล่งข่าว” ว่ามีเรือชักธงชาติไทยถูกกองทัพเรือ IRGC ของอิหร่านสกัดกั้นและโจมตี แต่ไม่ได้แสดงหลักฐานยืนยัน เช่น ชื่อเรือ พิกัด จุดเกิดเหตุ หรือข้อมูลจากหน่วยงานทางการ 

ขณะเดียวกัน ภาพเรือไทยออยล์ 10 ที่ถูกนำมาใช้ประกอบข้อความอาจเป็นภาพจากฐานข้อมูลเรือ หรือภาพเก่าที่ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ดังกล่าว เมื่อเกิดเหตุการณ์เกี่ยวกับความขัดแย้งทางทะเลในพื้นที่สำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันระหว่างประเทศ ข้อมูลเกี่ยวกับเรือที่ถูกโจมตีมักได้รับความสนใจและถูกเผยแพร่อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อมีการระบุว่าเป็น “เรือไทย” ทำให้เกิดการแชร์ต่อจำนวนมาก 

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบของ Thai PBS Verify พบว่าเรือไทยออยล์ 10 ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ แต่ยังอยู่บริเวณจังหวัดระยอง และกองทัพเรือไทยยืนยันว่า เรือไทยทุกลำปลอดภัย จึงเป็นไปได้ว่าการนำภาพเรือไทยมาใช้เป็นการ ระบุเรือผิดลำ (misidentification) หรือเป็นการนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบข่าว

ดังนั้น สาเหตุของโพสต์นี้อาจมาจากการผสมกันระหว่าง ข่าวเหตุการณ์ความขัดแย้งจริงในช่องแคบฮอร์มุซ  ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน การใช้ภาพเรือผิดบริบท ส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิดว่า “เรือไทยถูกยิง” ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นจริงกับเรือไทยแต่อย่างใด

Verification Documentกระบวนการตรวจสอบ

  1. ตรวจสอบผ่านแหล่งข่าว: โฆษกกองทัพเรือยืนยันเรือไทยใกล้อ่าวโอมานปลอดภัยดีทุก ลำ ไม่ได้ถูกยิงตามกระแสข่าว ส่วนกรณีสื่ออิหร่านนำภาพเรือไทยไปอ้าง ยืนยันว่าไม่เป็นความจริงและเรือไม่อยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ
  2. ตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ติดตามเรือ: ตรวจสอบเรือ ไทยออยส์ ด้วยเว็บไซต์ติดตามเรือ marinetraffic พบว่า เรือไม่ได้อยู่ในพื้นที่ช่องฮอร์มูซตามที่ โฆษกองทัพเรือได้ให้สัมภาษณ์   ขณะเดียวกัน เมื่อเช็กเรือแบบออนไลน์พบว่า เรือยังอยู๋ที่ระยอง

ผลกระทบข้อมูลเท็จ

  1. สร้างความตื่นตระหนกแก่ประชาชน: การอ้างว่าเรือไทยถูกโจมตีในพื้นที่ความขัดแย้งระหว่างประเทศ อาจทำให้ประชาชนเกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของเรือไทยและสถานการณ์ในภูมิภาค
  2. ทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเหตุการณ์ระหว่างประเทศ: การนำภาพเรือที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบข่าว อาจทำให้สังคมเข้าใจว่าไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความขัดแย้ง ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน
  3. กระทบต่อความเชื่อมั่นของบริษัทและผู้เกี่ยวข้อง: ข่าวที่อ้างว่าเรือของบริษัทถูกโจมตี อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และความเชื่อมั่นของเจ้าของเรือ รวมถึงภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางทะเล
  4. อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางทะเล อาจถูกนำไปขยายต่อจนสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับบทบาทของไทยในสถานการณ์ความขัดแย้ง
  5. เพิ่มความเสี่ยงในการแพร่กระจายข้อมูลบิดเบือน: การแชร์ข้อมูลที่ไม่ได้ตรวจสอบ อาจทำให้ข่าวเท็จแพร่กระจายเป็นวงกว้าง และทำให้ประชาชนยากต่อการแยกแยะข้อมูลจริงกับข้อมูลเท็จ
  6. กระทบต่อการรับรู้และการตัดสินใจของประชาชน: ข้อมูลที่ผิดพลาดอาจทำให้ผู้รับสารตัดสินใจหรือแสดงความคิดเห็นบนพื้นฐานของข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นควรตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนเผยแพร่ต่อไป.

Guidelinesข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?

  1. ตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลก่อนเชื่อหรือแชร์ต่อ: ควรตรวจสอบว่าโพสต์มาจากหน่วยงานหรือสำนักข่าวที่น่าเชื่อถือหรือไม่ รวมถึงพิจารณาว่ามีการอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่ชัดเจนหรือไม่
  2. อย่าเชื่อจากภาพหรือข้อความเพียงอย่างเดียว: ภาพอาจถูกนำมาใช้ผิดบริบท หรือเป็นภาพเก่าที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ควรตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น วันเวลา สถานที่ และข้อมูลประกอบ
  3. ตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง: เปรียบเทียบข้อมูลกับแหล่งข่าวอื่น ๆ หรือสอบถามจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง โดยเฉพาะข่าวที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เหตุการณ์ระหว่างประเทศ หรือความปลอดภัย
  4. ใช้เครื่องมือช่วยตรวจสอบข้อมูล: เช่น การค้นหาภาพย้อนกลับ (Reverse Image Search) ผ่าน Google Lens หรือเว็บไซต์ตรวจสอบข้อมูล เพื่อดูว่าภาพเคยถูกใช้ในเหตุการณ์อื่นหรือไม่
  5. หลีกเลี่ยงการแชร์ต่อหากข้อมูลยังไม่ยืนยัน: การส่งต่อข้อมูลที่ยังไม่ได้ตรวจสอบ อาจทำให้ข้อมูลผิดแพร่กระจายและสร้างความเข้าใจผิดในสังคม
  6. ติดตามการชี้แจงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: หากเป็นเหตุการณ์สำคัญ ควรรอข้อมูลยืนยันจากหน่วยงานรัฐหรือผู้เกี่ยวข้องโดยตรง ก่อนสรุปหรือเผยแพร่ข้อมูลต่อไป
Verify

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Verify

ผู้เขียน

Verify

บทความที่เกี่ยวข้อง

Verify

บทความที่ได้รับความนิยม

Cyber Safe Life : รู้ทันกลลวงให้โลกออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน