Profile icon

ตรวจสอบแล้ว “อังคณา” ยังไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหวถึงรัฐบาล แสดงความคิดเห็นใด ๆ หลังเหตุทหารพรานใต้เสียชีวิต

DateClock icon05:33|สังคมและสุขภาพ
หลังเกิดเหตุโจมตีจุดตรวจทหารพราน จ.นราธิวาส มีการเผยแพร่โพสต์อ้างว่า อังคณา นีละไพจิตร แสดงความเห็นถึงรัฐบาล แต่ Thai PBS Verify ตรวจสอบพบว่า ไม่พบหลักฐานยืนยันว่าเป็นคำกล่าวของอังคณา ด้านอังคณา ยืนยันไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหวต่อกรณีดังกล่าวแต่อย่างใด (จากการตรวจสอบล่าสุด ข้อมูลถึงวันที่ 27 ก.ค. 69)

Thai PBS Verify ตรวจสอบพบแหล่งข่าว: Facebook

ภายหลังเกิดเหตุมีผู้ก่อเหตุยิงและขว้างระเบิดโจมตีจุดตรวจทหารพราน อ.ระแงะ จ.นราธิวาส Thai PBS Verify พบการเผยแพร่โพสต์  Facebook บัญชีผู้ใช้ ชื่อ “พลโท นันทเดช เมฆสวัสดิ์” ซึ่งภายหลังตรวจสอบยืนยันได้ว่าเป็นบัญชีของ พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) ที่อ้างว่า อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา และนักสิทธิมนุษยชน ระบุว่า รัฐควรปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักนิติธรรมและคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน 

ระบุ

คุณอังคณา เตือนรัฐบาลว่า “ควรปฏิบัติหน้าที่อยู่ในหลักนิติธรรม และนึกถึงหลัก สิทธิมนุษยชน“ ผมก็อยากถามกลับ คุณ อังคณา ว่า

กลุ่มโจร 13 คนที่เข้ามายิงทหารพรานซึ่งกำลังทำหน้าที่ตามกฏหมายอยู่ เป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่   แล้วกลุ่มโจรที่ทำผิดทั้งกฏหมาย และ หลักศาสนานั้น  ละเมิดสิทธิมนุษยชน ละเมิดหลักศาสนา และ

หลักนิติธรรมหรือเปล่า ?

เจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐ จะจับโจรสักทีก็ทำได้อย่างลำบาก ต้องไปตามผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำทางศาสนามาเป็นพยาน เกลี่ยกล่อมให้ออกมามอบตัว ต้องรอให้โจรยิงก่อนอีกถึงจะโต้ตอบได้ ทั้งๆที่กฏอัยการศึก ให้อำนาจตาม“กฏการใช้กำลัง“ คือ การใช้อาวุธได้ทันที แต่ทหารก็ไม่ได้ทำ

ผมก็เคยเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เคยทำงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาหลายปี   เมื่อตอนที่คุณสมชาย หายตัวไปในปี 2547 (สมัยคุณทักษิณ เป็นนายก) ผมก็เคยเตือนคุณสมชาย เตือนอาจารย์เด่น โต๊ะมีนา เตือนคุณณัฐมุดดิน อุมา และอีกหลายคนให้ระวังตัว ถึงขนาดที่ผมส่งทหารติดอาวุธ  ลงไปคุ้มกันบุคคลเหล่านั้นที่บ้าน ทั้งๆที่รัฐบาลไม่ค่อยชอบหน้าพวกคนเหล่านี้นัก แต่ผมก็ไม่ได้กลัวรัฐบาล คุณว่าทหารเขาทำงานซื่อตรงตามหน้างานหรือเปล่าละครับ

เมื่อคุณสมชายหายตัวไป ผมก็ขึ้นมาจากใต้มาตามหาหลักฐาน และพาคุณไปตามหาคุณสมชายทันที จนโดนผู้บังคับบัญชาตำหนิว่าทำเกินหน้าที่ ก็เลยต้องถอยออกมา  ซึ่งคุณก็คงรู้ว่าแล้วว่า อะไรเกิดขึ้นกับคุณสมชายและใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง   และด้วยเหตุนั้น คุณจึงควรรู้ดีแก่ใจว่า ทหารส่วนใหญ่นั้นจะทำตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏหน้างานเสมอ ไม่ได้ทำงานตามใจรัฐบาลหรอกครับ   ก็อยากจะถามกลับบ้างว่า “ทำไมคุณไม่ไปว่าโจรบ้างละครับ”   ที่จู่ๆก็ไปฆ่าทหารตายถึง 5 นาย ขณะปฏิบัติหน้าที่และ คอย ดูแลประชาชนในพื้นที่  แล้วคุณไม่คิดหรือครับว่า ทหารเหล่านั้น ก็มีครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบ  มีคนที่เค้ารักรออยู่ที่บ้าน..  บ้านที่เค้าไม่มีโอกาสได้กลับไปแล้ว…

โพสต์ดังกล่าวมียอดกดถูกใจมากกว่า 2,000 ครั้ง และถูกแชร์ต่อกว่า 230 ครั้ง 

“อังคณา” เคลื่อนไหวถึงรัฐบาล หลังเหตุทหารพรานถูกยิงจริงหรือไม่ ? 

Thai PBS Verify ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยใช้เครื่องมือ Google Lens เพื่อตรวจสอบภาพประกอบดังกล่าว พบว่า ไม่พบแหล่งที่มาของภาพหรือข่าวจากสื่อหรือหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ และไม่พบหลักฐานว่าเป็นภาพข่าวที่เผยแพร่อย่างเป็นทางการ

จากการค้นหาด้วยคำสำคัญ พบเพียงรายงานของสำนักข่าวโพสต์นิวส์ ระบุว่า พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กกล่าวถึง อังคณา นีละไพจิตร ตามที่ระบุไว้ข้างต้นเท่านั้น  แต่จากการตรวจสอบยังไม่พบหลักฐานที่ยืนยันได้ว่า สว.อังคณา เป็นผู้กล่าวข้อความดังกล่าวจริง 

รายงานจากไทยโพสต์

Thai PBS Verify สอบถามไปยัง อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา ยืนยันว่า หลังเกิดเหตุคนร้ายยิงและขว้างระเบิดโจมตีจุดตรวจทหารพราน จ.นราธิวาส เธอยังไม่ได้แสดงความคิดเห็น ให้สัมภาษณ์ หรือเผยแพร่ข้อความใดเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว

อังคณาอธิบายเพิ่มเติมว่า แม้กองทัพภาคที่ 4 จะประกาศขยายการบังคับใช้กฎอัยการศึกเพื่อการปิดล้อมตรวจค้น แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลหรือข้อร้องเรียนว่ามีการใช้อำนาจเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงยังไม่มีเหตุให้แสดงความเห็นต่อประเด็นดังกล่าว

“ถ้าหากมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็อาจออกมาแสดงความกังวล แต่ตอนนี้ยังไม่มีประชาชนร้องเรียนว่าได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อน จึงยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไร”

ทั้งนี้ อังคณาระบุว่า โดยหลักการแล้วรัฐมีอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึกและขยายขอบเขตการใช้อำนาจได้ตามกฎหมาย แต่การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ต้องอยู่ภายใต้หลักนิติธรรม และเป็นไปตามกรอบของกฎหมาย พร้อมย้ำว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับเรื่องร้องเรียน ว่ามีการใช้อำนาจเกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้ จึงยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติมต่อกรณีดังกล่าว

“ในส่วนของประเทศไทย ขณะนี้ยังอยู่ภายใต้หลักนิติธรรม โดยส่วนตัวเห็นว่ารัฐมีอำนาจในการประกาศใช้กฎอัยการศึก และสามารถขยายขอบเขตการใช้อำนาจได้ตามกฎหมาย แต่ก็ต้องติดตามการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม เท่าที่ผ่านมายังไม่ได้รับเรื่องร้องเรียนว่า มีการใช้อำนาจเกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้ จึงยังไม่ได้มีความคิดเห็นเพิ่มเติมในประเด็นดังกล่าว”

นอกจากนี้ Thai PBS Verify ยังตรวจสอบช่องทาง Facebook ของ อังคณา นีละไพจิตร ไม่พบการโพสต์หรือการแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยเช่นเดียวกัน

สรุปเหตุการณ์และมาตรการติดตามผู้ก่อเหตุ จ.นราธิวาส 

21 ก.ค.69 Thai PBS รายงาน ว่า เวลาประมาณ 19.20 น.มีผู้ก่อเหตุลอบก่อเหตุด้วยรถยนต์บรรทุกวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง บริเวณหน้า สถานีตำรวจภูธรตันหยง (หลังเก่า) ต.กะลุวอเหนือ อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส 

ภาพจากกล้องวงจรปิดบันทึกภาพกลุ่มผู้ก่อเหตุขณะหลบหนี ภายหลังก่อเหตุลอบวางระเบิดบริเวณหน้า สภ.ตันหยง (หลังเก่า)

ภาพความเสียหายจากระเบิดบริเวณหน้า สภ.ตันหยง (หลังเก่า)

เมื่อวันที่ 22 ก.ค.69 ตามรายงานของ Thai PBS เมื่อเวลาประมาณ 18.45 น. ผู้ก่อเหตุ 6 คน แต่งกายชุดดำ ใช้รถกระบะ ยี่ห้อนิสสัน แบบ 4 ประตู สีดำ เป็นพาหนะ ใช้อาวุธปืนยิงและขว้างระเบิดไปป์บอมบ์ เข้าใส่จุดตรวจเทศบาลบูเก๊ะซามี ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเทศบาลตำบลตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส พื้นที่รับผิดชอบของกองร้อยทหารพรานที่ 4509

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้กำลังพลทหารพรานเสียชีวิต จำนวน 5 นาย 

หลังจากนั้นเจ้าหน้าออกหมายจับผู้ก่อเหตุและทำให้หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสยกระดับมาตรการรักษาความมั่นคงทั่วทั้งจังหวัด โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 เพื่อเปิดปฏิบัติการปิดล้อม ตรวจค้น ตั้งจุดตรวจ จับกุมและกักตัวผู้ต้องสงสัย รวมถึงประสานการปฏิบัติร่วมกับฝ่ายพลเรือน เพื่อเร่งติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงซ้ำในพื้นที่ โดยคำสั่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ลงนามเป็นต้นไปจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง 

เรื่องจริงเป็นอย่างไร

พบการเผยแพร่โพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ที่อ้างว่า อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา และนักสิทธิมนุษยชน ระบุว่า “รัฐควรปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักนิติธรรมและคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน” นั้น

Thai PBS Verify ตรวจสอบแล้วไม่พบหลักฐานยืนยันว่า อังคณา นีละไพจิตร เป็นผู้กล่าวข้อความตามที่ถูกเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ โดยไม่พบแหล่งที่มาของภาพข่าวจากสื่อหรือหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบด้วยการค้นหาคำสำคัญ พบเพียงโพสต์ของบุคคลอื่นที่กล่าวอ้างถึงอังคณา แต่ไม่พบคำกล่าวหรือโพสต์ต้นทางจากอังคณาเอง ขณะที่อังคณายืนยันกับ Thai PBS Verify ว่า ไม่เคยกล่าว ไม่เคยโพสต์ และไม่เคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับข้อความดังกล่าว พร้อมระบุว่า หลังเกิดเหตุโจมตีจุดตรวจทหารพราน จ.นราธิวาส ยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ เนื่องจากยังไม่พบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ 

 

Verification Documentกระบวนการตรวจสอบ

1.ตรวจสอบภาพประกอบด้วย Google Lens  Thai PBS Verify ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยใช้เครื่องมือ Google Lens เพื่อตรวจสอบภาพประกอบดังกล่าว พบว่า ไม่พบแหล่งที่มาของภาพหรือข่าวจากสื่อหรือหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ และไม่พบหลักฐานว่าเป็นภาพข่าวที่เผยแพร่อย่างเป็นทางการ

2.ค้นหาด้วยคำสำคัญ พบเพียงรายงานของสำนักข่าวโพสต์นิวส์ ระบุว่า พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กกล่าวถึง อังคณา นีละไพจิตร ตามที่ระบุไว้ข้างต้นเท่านั้น  แต่จากการตรวจสอบยังไม่พบหลักฐานที่ยืนยันได้ว่า สว.อังคณา เป็นผู้กล่าวข้อความดังกล่าวจริง 

3.ตรวจสอบช่องทางสื่อสารของ อังคณา นีละไพจิตร ไม่พบการโพสต์หรือให้สัมภาษณ์ตามที่ถูกกล่าวอ้าง

4.สอบถามข้อเท็จจริงโดยตรงกับ อังคณา นีละไพจิตร ซึ่งยืนยันว่าไม่เคยกล่าวข้อความดังกล่าว และยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์

 

ผลกระทบจากการได้รับข้อมูลนี้ 

1.สร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับจุดยืนของบุคคลสาธารณะ การเผยแพร่ข้อความที่อ้างว่าเป็นคำพูดของบุคคลสาธารณะ ทั้งที่ไม่มีหลักฐานยืนยัน อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเจ้าตัวมีท่าทีหรือแสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่ได้กล่าวหรือแสดงจุดยืนดังกล่าว

2.กระตุ้นความขัดแย้งและสร้างความแตกแยกในสังคม เหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นประเด็นอ่อนไหว การนำคำพูดที่ไม่ได้รับการยืนยันมาเผยแพร่ อาจถูกนำไปใช้โจมตีหรือสร้างความเกลียดชังระหว่างกลุ่มที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน จนทำให้ความขัดแย้งรุนแรงยิ่งขึ้น

3.กระทบต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของผู้ถูกแอบอ้าง เมื่อประชาชนเชื่อว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้กล่าวข้อความ อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจจากสังคม แม้ภายหลังจะมีการชี้แจงว่าเป็นข้อมูลเท็จก็ตาม

4.บิดเบือนข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ การให้ความสำคัญกับข้อความที่ถูกกล่าวอ้าง อาจทำให้สังคมหันไปถกเถียงประเด็นที่ไม่เป็นความจริง แทนที่จะติดตามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ การสืบสวน หรือมาตรการของภาครัฐ ส่งผลให้การรับรู้ข้อมูลคลาดเคลื่อน

5.ทำให้ข้อมูลเท็จแพร่กระจายในวงกว้าง เมื่อโพสต์ได้รับการกดถูกใจ แสดงความคิดเห็น และแชร์ต่อจำนวนมาก ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบจะยิ่งเข้าถึงผู้คนจำนวนมาก เพิ่มโอกาสที่ผู้รับสารรายใหม่จะเข้าใจผิดและนำไปเผยแพร่ต่อ จนยากต่อการแก้ไขความเข้าใจในภายหลัง

 

Guidelinesข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?

1.ตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลก่อนเชื่อหรือแชร์ ควรตรวจสอบว่าข้อความดังกล่าวมาจากสื่อมวลชนที่น่าเชื่อถือ หน่วยงานทางการ หรือช่องทางสื่อสารของบุคคลที่ถูกอ้างถึงโดยตรง ไม่ควรเชื่อเพียงเพราะมีภาพประกอบหรือมีผู้แชร์จำนวนมาก

2.ค้นหาคำกล่าวจากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ หากเป็นคำพูดของบุคคลสาธารณะ ควรตรวจสอบจากบัญชี Facebook, X, เว็บไซต์ หรือบทสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ เพื่อยืนยันว่าบุคคลนั้นกล่าวข้อความดังกล่าวจริงหรือไม่

3.ระมัดระวังภาพข่าวหรือกราฟิกที่ดูน่าเชื่อถือ  ปัจจุบันสามารถสร้างภาพข่าวหรือกราฟิกเลียนแบบสื่อได้ง่าย จึงควรตรวจสอบว่าภาพดังกล่าวเคยเผยแพร่โดยสำนักข่าวหรือหน่วยงานต้นทางจริงหรือไม่ โดยอาจใช้เครื่องมือตรวจสอบภาพ เช่น Google Lens

4.หลีกเลี่ยงการแชร์ข้อมูลที่ยังไม่สามารถยืนยันได้ แม้จะมีเจตนาดีหรือเพียงต้องการตั้งคำถาม การแชร์ข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบอาจทำให้ข้อมูลเท็จแพร่กระจายและสร้างความเสียหายต่อบุคคลหรือสังคมได้

5.ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประเด็นอ่อนไหวหรือเหตุการณ์สำคัญ ควรติดตามผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง

Verify

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Verify

บทความที่ได้รับความนิยม

Cyber Safe Life : รู้ทันกลลวงให้โลกออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน