ตรวจสอบแล้ว: คลิปไวรัล ‘เสก โลโซ ผมสั้น’ เป็นภาพปลอมที่สร้างด้วย AI

พบบัญชี Tiktok โพสต์คลิปวิดีโอ เสกสรรค์ ศุขพิมาย หรือ เสก โลโซ ระบุว่า “เทรนด์ดังล้านวิว พี่เสก โลโซ ตอนผมสั้น โคตรเท่ครับ #sekloso ” มีการแสดงความรู้สึก 173,100 ครั้ง ข้อความ 2,958 ครั้ง แชร์ 4,466 ครั้ง
จากการตรวจสอบเรื่องนี้ Thai PBS Verify พบว่าเป็นข่าวปลอม ที่บิดเบือนข้อมูล โดยมีข้อเท็จจริง เรื่อง เสกโลโซ ถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุก คดียาเสพติดและขัดขวางการจับกุม เมื่อปี 2560 เป็นเวลา 2 ปี 12 เดือน 20 วัน แต่ใช้ข้อมูลเท็จ เรื่องนั่งแต่งเพลงในเรือนจำ และออกมาเล่นดนตรีวันที่ 4 มิ.ย. 68
Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาข่าวปลอมจาก : Tiktok
ภาพบัญชี Tikkok แสดงภาพเสก โลโซ ในเรือนจำ
จากการตรวจสอบบัญชี เส้นทางลูกชาย LOSO FC พบบัญชียังไม่ได้รับการรับรองเครื่องหมายยืนยันตัวตนจาก Tiktok มีคนติดตาม 7,944 คน การแสดงถูกใจ 190,600 ครั้ง ส่วนใหญ่เนื้อหาเกี่ยวกับเสก โลโซ และไลฟ์สไตล์ส่วนตัว

ตรวจสอบผ่านเครื่อมือตรวจสอบภาพ wasitai พบว่าเป็นภาพที่สร้างขึ้น AI

ขณะเดียวกัน เฟซบุ๊ก Wirungrong Saengsaitim ซึ่งเป็นชื่อบัญชีของ เก๋ วิรังรอง แสงสายทิม น้องสาวของกานต์ วิภากร ภรรยาของเสก โลโซ โพสต์ข้อความและภาพระบุว่า “วันที่ 4 นี้ พี่จะได้ออกไปเล่นคอนเสิร์ตข้างนอกด้วยนะ หัวหน้าเขาให้ไปช่วยงาน กานต์กับเก๋ถ้าว่างก็แวะไปมาดูพี่นะ เล่น 3 เพลง (โอ้ว ใช้งานพี่เสกคุ้มเลย 555 แต่เก๋คิดว่าพี่คงมีความสุขที่ได้ทำในสิ่งที่พี่รักแล้วสิ่งนั้นสร้างความสุขให้คนอื่นๆได้ ) แล้วเก๋กับกานต์จะไปให้กำลังใจพี่เหมือนที่เคยเป็นมาตลอด 29 ปีนะจ้ะ ถ้าคนสังเกตดีๆ จะมีผู้หญิง 2 คนคอยนั่งหรือยืนอยู่ตรงข้าง ๆ เวทีบ่อย ๆ นั่นแหละ พวกเราเอง #เสกโลโซ #กุ๊กเก๋❤️ #SEKLOSO SEK LOSOLOSO x Luster Entertainment Kookka ‘ Shop” (ลิงก์บันทึก)
ภาพเฟซบุ๊ก Wirungrong Saengsaitim แจ้ง เสก โลโซ ออกไปเล่นดนตรีวันที่ 4 มิ.ย. 68
นางกนกวรรณ จิ๋วเชื้อพันธุ์ ผบ.เรือนจำจังหวัดนนทบุรี รองโฆษกกรมราชทัณฑ์
นางกนกวรรณ จิ๋วเชื้อพันธุ์ ผบ.เรือนจำจังหวัดนนทบุรี รองโฆษกกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า เสก โลโซ ต้องโทษจำคุกเกิน 3 ปี ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่จะมีการพิจารณาเลื่อนชั้นปีละ 2 ครั้ง โดยขณะนี้มีสถานะเป็น นักโทษชั้นกลาง และจะมีการพิจารณาเลื่อนชั้นครั้งถัดไปในเดือน ธันวาคม 2568
ส่วนกรณีการออกไปแสดงดนตรีนอกเรือนจำ ถือเป็นส่วนหนึ่งของ โครงการพัฒนาทักษะพิเศษ โดยผู้ต้องขังจะต้องรับโทษมาแล้วอย่างน้อย 1 ใน 3 หรือ เคยปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์สาธารณะภายนอกเรือนจำ จึงจะสามารถนำมาพิจารณาได้ตามดุลยพินิจของผู้บัญชาการเรือนจำ ก่อนจะส่งเรื่องให้กรมราชทัณฑ์ พิจารณาอนุมัติ แต่หากผู้ต้องขังมีโทษจำคุกเกิน 10 ปี การพิจารณาจะอยู่ในอำนาจของอธิบดีกรมราชทัณฑ์โดยตรง
สำหรับระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการคัดเลือกนักโทษเด็ดขาดจ่ายออกทำงานนอกเรือนจำ ประเภทความสามารถหรือทักษะพิเศษ พ.ศ.2563 เพื่อให้การพิจารณาคัดเลือกนักโทษเด็ดขาดจ่ายออกทำงานนอกเรือนจำประเภทความสามารถหรือทักษะพิเศษเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย อันจะเป็นประโยชน์ต่อการแก่ไขและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังให้มีโอกาสปรับตัวใช้ชีวิตร่วมกับสังคมภายนอกได้ และบังเกิดผลดีแก่ทางราชการ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไข เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ประกอบมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 อธิบดีกรมราชทัณฑ์จึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการคัดเลือกนักโทษเด็ดขาดจ่ายออก ทำงานนอกเรือนจำประเภทความสามารถหรือทักษะพิเศษ พ.ศ. 2563”
ข้อ 2 ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป
ข้อ 3 ให้ยกเลิกระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการคัดเลือกนักโทษเด็ดขาดจ่ายออกทำงานนอกเรือนจำประเภทความสามารถหรือทักษะพิเศษ พ.ศ.2561
ข้อ 4 บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือหนังสือสั่งการอื่นใดของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ให้ใช้ระเบียบนี้แทน
ข้อ 5 ในระเบียบนี้ “เรือนจำ” หมายความรวมถึง ทัณฑสถาน หรือสถานที่ควบคุมตัวผู้ต้องขังอื่นใดในสังกัดกรมราชทัณฑ์ “ผู้บัญชาการเรือนจำ” หมายความรวมถึง ผู้อำนวยการทัณฑสถาน หรือหัวหน้าผู้ดูแลสถานที่ควบคุมตัวผู้ต้องขังอื่นใดในสังกัดกรมราชทัณฑ์ “อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมราชทัณฑ์
ข้อ 6 นักโทษเด็ดขาดที่จะออกทำงานนอกเรือนจำ ซึ่งลักษณะงานจำต้องใช้ความสามารถหรือทักษะพิเศษของนักโทษเด็ดขาดผู้นั้น การพิจารณาคัดเลือกจ่ายออกทำงานนอกเรือนจำตามอำมอำนาจของผู้บัญชาการเรือนจำต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้ (1) อายุ 18 ปีขึ้นไป (2) เป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นกลางขึ้นไป มีความประพฤติดี มีความอุตสาหะในการทำงานจนเกิดผลดี (3) ไม่อยู่ระหว่างถูกลงโทษทางวินัย หรือถูกลงโทษทางวินัยในรอบ 6 เดือน ก่อนออกทำงานนอกเรือนจำประเภทความสามารถหรือทักษะพิเศษ (4) ไม่อยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีอาญาซึ่งได้กระทำผิดระหว่างถูกคุมชังในเรือนจำ (5) ไม่มีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อจ่ายออกไปแล้วอาจจะหลบหนีหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ (6) ได้รับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของกำหนดโทษตามหมายแจ้งโทษครั้งหลังสุด และเหลือโทษจำคุกต่อไปไม่เกิน 10 ปี
ข้อ 7 กรณีต่อไปนี้ให้เรือนจำเสนอมากรมราชทันฑ์เพื่อ อธิบดีพิจารณาอนุมัติก่อนที่จะจ่ายออกไปทำงานนอกเรือนจำ (1) นักโทษเด็ดขาดที่เป็นหญิง (2) นักโทษเด็ดขาดที่มีคุณสมบัตินอกจากที่กำหนดไว้ตามข้อ 6 (3) นักโทษเด็ดขาดที่กระทำความผิดในคดีเดียวกัน (คู่คดี) (4) นักโทษเด็ดขาดซึ่งต้องโทษในลักษณะความผิดดังต่อไปนี้ ก.ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชยาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 107 – มาตรา 135 ข.ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 – มาตรา 135/4 ค.ความผิดเกี่ยวกับเพศ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม มาตรา 277 ทวิ มาตรา 277 ตรี มาตรา 280 มาตรา 282 และมาตรา 283 ง.ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 มาตรา 292 และมาตรา 298 จ.ความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ฉ.ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ช.ความผิดอื่นตามที่อธิบดีกำหนด (5) อยู่ระหว่างถูกอายัดตัวเพื่อดำเนินคดีอื่น (6) มีโทษกักขังต่อจากโทษจำคุก (7) กรณีอื่นๆ ตามที่กรมราชทัณฑ์กำหนด
ข้อ 8 นักโทษเด็ดขาดที่ได้รับตัดเลือกให้ออกทำงานนอกเรือนจำ หากปรากฎพฤติการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ให้เจ้าพนักงานเรือนจำผู้ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานสั่งงดการทำงานและส่งตัวนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นกลับเข้าเรือนจำทันที (1) สมคบกับผู้อื่นก่อความไม่สงบเรียบร้อย (2) ทำร้ายหรือพยายามทำร้ายเจ้าพนักงานเรือนจำ ผู้ช่วยเหลือ หรือบุคคลอื่น (3) ใช้โอกาสจากการทำงามพยายามหลบหนีหรือมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี (4) ขัดคำสั่งซึ่งหน้าของเจ้าพนักงานเรือนจำผู้ทำหน้าที่ควบคุม (5) จงใจก่อความเสียหายต่อกิจการหรือทรัพย์สินของเรือนจำ (6) มีพฤติการณ์แสดงให้เห็นถึงความเกียจคร้าน ไม่ตั้งใจทำงาน หรือจงใจหลีกเลี่ยงงาน (7) มีเหตุอันควรสงสัยว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งของต้องห้ามเข้าเรือนจำ
ข้อ 9 การดำเนินการตามข้อ 6 และ ข้อ 7 ให้เรือนจำตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คนทำหน้าที่พิจารณาคัดเลือกนักโทษเด็ดขาดออกทำงานนอกเรือนจำประเภทความสามารถหรือทักษะพิเศษ เสนอผู้บัญชาการเรือนจำเพื่อพิจารณาอนุมัติหรือสั่งการต่อไป
การคัดเลือกให้พิจารณานักโทษเด็ดขาดที่เหลือโทษจำคุกน้อยที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดเป็นอันดับแรก เว้นแต่กรณีมีเหตุพิเศษอื่น และต้องคำนึงถึงสุขภาพ อายุ สติปัญญา ฝีมือ และอุปนิสัยของนักโทษเด็ดขาดด้วย
ข้อ 10 นักโทษเด็ดขาดที่จ่ายออกไปทำงานนอกเรือนจำประเภทความสามารถหรือทักษะพิเศษจะต้องนำกลับเข้าเรือนจำไม่เกินเวลา 19.00 นาฬิกาในวันเดียวกัน กรณีมีเหตุจำเป็นอันเนื่องมาจากสภาพของงานที่ให้นักโทษเด็ดขาดออกไปทำงานอกเรือนจำไม่สามารถนำนักโทษเด็ดขาดกลับเข้าเรือนจำภายในกำหนดเวลาตามวรรรคหนึ่งให้เสนออธิบดีพิจารณาอนุมัติเป็นกรณีไป
ข้อ 11 เมื่อมีการจ่ายนักโทษเด็ดขาดออกไปทำงานภายนอกเรือนจำประเภททความสามารถหรือทักษะพิเศษ ให้ผู้บัญชาการเรือนจำจัดให้มีเจ้าพนักงานเรือนจำผู้ทำหน้าที่ควบคุม 1 คน ต่อนักโทษเด็ดขาด 5 คน และจะเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนนั้นได้ต่อเมื่อผู้บัญชาการเรือนจำได้อนุมัติ โดยพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเป็นและน่าจะไม่มีการหลบหนีหรือก่อการร้ายขึ้น
ข้อ 12 นักโทษเด็ดขาดคนใดที่ได้รับการพิจารณาคัดเลือกจ่ายออกทำงานนอกเรือนจำประเภทความสามารถหรือทักษะพิเศษ ถ้าปรากฏขึ้นภายหลังว่าขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดไว้ในข้อ 6 ข้อ 7 หรือปรากฏพฤติการณ์ตามข้อ 8 ให้งดจ่ายทันที และให้คณะกรรมการตามข้อ 9 รายงานผู้มีอำนาจในการจ่ายนักโทษเด็ดขาดออกทำงานนอกเรือนจำเพื่อพิจารณาสั่งงดจ่ายนักโทขาดดังกล่าวด้วย ประกาศ ณ วันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ.2563 (ลิงก์บันทึก)
กระบวนการตรวจสอบ
- ตรวจสอบบัญชี TikTok : จากการตรวจสอบบัญชีในชื่อ “เส้นทางลูกชาย LOSO FC” พบว่า บัญชีดังกล่าว ยังไม่ได้รับเครื่องหมายยืนยันตัวตน (Verified Badge) จาก TikTok เนื้อหาในบัญชีส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับ เสก โลโซ และ ไลฟ์สไตล์ส่วนตัว
- ตรวจสอบภาพด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ AI : การตรวจสอบด้วยเครื่องมือ Wasitai พบว่า ภาพถูกสร้างด้วยเครื่องมือ AI
- ข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์เกี่ยวกับสถานะของ เสก โลโซ :กรมราชทัณฑ์ชี้แจงไม่ได้อนุญาตให้ เสก โลโซ ออกมาเล่นดนตรีด้านนอกเรือนจำในวันที่ 4 มิ.ย. 68
ผลกระทบของข้อมูลนี้
- ข้อมูลผิดพลาดหรือบิดเบือน : (เช่น บัญชีปลอมที่ใช้ภาพ AI) อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิด คิดว่าเสก โลโซ ได้รับสิทธิพิเศษหรืออยู่ในสถานะที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชนเกี่ยวกับ ความเท่าเทียมในการรับโทษของนักโทษ โดยเฉพาะคนดัง
- ลดความเชื่อมั่นกรมราชทัณฑ์ : อาจต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงมากขึ้น เพื่อลดกระแสวิพากษ์ในสังคม และสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ต้องเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังการใช้ชื่อเสียงของนักโทษในโซเชียลมีเดีย เพื่อป้องกันการหลอกลวง
- กระทบต่อภาพลักษณ์กรมราชทัณฑ์ : กรณี “เสก โลโซ” อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ หากประชาชนเชื่อว่ามีการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือหากข้อมูลที่เผยแพร่ไม่ถูกต้อง
ข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?
- ตรวจสอบจากหน่วยงานทางการหากเป็นเรื่องเกี่ยวกับ เรือนจำ, บุคคลสาธารณะ, หรือข่าวอ่อนไหว ให้ติดตามข้อมูลจาก กรมราชทัณฑ์, สำนักข่าวที่น่าเชื่อถือ, หรือแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ
- ใช้เครื่องมือช่วยตรวจสอบใช้เว็บไซต์หรือแอปตรวจสอบภาพ เช่น Wasitai, Google Reverse Image Search เพื่อดูว่าภาพถูกสร้างหรือดัดแปลงหรือไม่
- ไม่แชร์ต่อหากไม่มั่นใจการแชร์ข้อมูลที่ผิดหรือคลุมเครืออาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด และสร้างผลกระทบต่อบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- รายงานบัญชีปลอม/เนื้อหาเท็จหากพบว่าเป็น บัญชีปลอมหรือใช้ชื่อบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต ควรรายงานไปยังแพลตฟอร์ม เช่น TikTok, Facebook หรือ Instagram







