คำกล่าวอ้าง “สว. มีอำนาจโหวตนายกฯ ปี 69” เป็นข้อมูลบิดเบือน

Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาจาก: Facebook
ตรวจสอบพบคำกล่าวอ้างของ ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ชาวกัมพูชา “Makaraboy หรือบอยเขมร” อ้างว่า ประเทศไทยเลือกตั้งไปทำไม เพราะมี สว. 250 เสียงมามีส่วนร่วมตัดสินใจอยู่ดี ซึ่งคลิปวิดีโอดังกล่าวเผยแพร่เมื่อวันที่ 27 พฤษจิกายน 2568
คำอธิบายของคลิปนี้ว่า เลือกตั้งกันทำไม😂
ระบุในคลิปว่า
“คือ xไม่รู้นะว่าประเทศxนี่ เขาจัดให้มีการเลือกตั้งทำไมวะ แล้วพวกxเวลาที่ไปเลือก เลือกเสร็จได้อะไร ถามหน่อย จากรัฐธรรมนูญประเทศxนะ คือxชอบคนนี้ xก็ไปลงคะแนนให้เขา ตั้งใจที่จะให้เขาไปเป็นรัฐบาลหรือไปเป็นนายก xเลือกกันเสร็จ เสียงจากประชาชนคือภาระ แต่ก็ต้องไปหาเสียงจาก 250 คน ถ้า 250 คนเขาโอเค เขาชอบx xก็ได้เป็น แล้วอะไรที่xไปลงให้ มันก็จะได้ตรงตามวัตถุประสงค์ แต่ถ้า 250 คน เขาไม่โอเค เขาไม่ยกมือให้ จบ ก็ไปยกให้ใครไม่รู้ที่พวกxไม่ได้เลือกกัน
“คือที่แบบในสภาของพวกxงูเห่ามันเยอะ ก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญตัวนี้แหละ ตอนที่ไปหาเสียงคือมันก็อยู่อีกพรรคหนึ่งนะ พอแบบประชาชนได้เลือก ได้เป็นเดี๋ยวมันก้ข้ามไปอีกพรรคหนึ่ง ดูไปดูมาเหมือนxเลือกไปแล้วแต่ว่ามันเลือกเปล่า มันไม่ได้ประโยชน์อะไร เสียงบประมาณด้วย คือพอเห็นอย่างนี้xว่า รัฐธรรมนูญบ้านxยังดีกว่าบ้านxเยอะเลย ดีกว่าเยอะเลย
“xก็สุดยอดกับคนที่เขาเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมา มีชัยใช่ไหม อาจารย์มีชัยใช่ไหม ความคิดแม่งสุดยอดเหลือเกิน ล็อกไว้ไง ล็อกไว้ ใครจะเซียนทุ่มทนขนาดไหน แต่ถ้าแบบลุง ๆ แกไม่เอานะ ลุงปลาแกไม่เอานะ หมดสิทธิ์ xลองเอาไปคิดกันดูนะ xเลือกไปก็เสียงบประมาณเปล่า ๆ หรือเงินเยอะ ก็เลยเอาเงินไปผลาญเล่น ตลกว่ะ สส. ของประเทศxนี่ คือซื้อขายกันเหมือนตลาดวัวควายเลย ใครมีเงินเยอะอะ เงินมาจากไหนไม่รู้อะ เงินเทาเงินดำอะไรอย่างนี้ ใครมีเยอะก็ได้เยอะ ได้เป็นรัฐมนตรี แล้วอย่างนี้ xจะไปปราบคอร์รัปชัน จะไปปราบยังไง ในเมื่อxก็ไม่เลือกคนดีมา แต่คนดีก็ไม่ผ่าน คนดีไม่มีเงินก็เป็นไม่ได้”
ปัจจุบัน สว.มีอำนาจโหวตนายกฯ หรือไม่
ปัจจุบัน สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) มีจำนวน 200 คน และ ไม่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560
แต่ในช่วงแรกของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ (ช่วงปี 2562–2567) เคยมีการกำหนดให้มี สว. จำนวน 250 คน ตามบทเฉพาะกาลของ รธน. ฉบับนี้ เพื่อทำหน้าที่ในช่วง 5 ปีแรก โดย สว. ชุดนั้นมีอำนาจพิเศษสำคัญคือ มีสิทธิ์ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และมีบทบาทอื่นเพิ่มเติมตามที่บทเฉพาะกาลระบุไว้
เมื่อครบกำหนด 5 ปี (ครบวาระเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2567) วาระของสว. จำนวน 250 คน และหน้าที่ตามบทเฉพาะกาลนี้ก็สิ้นสุดลง และมีการคัดเลือก สว. ชุดใหม่จำนวน 200 คน ซึ่งทำหน้าที่ตามโครงสร้างและอำนาจปกติที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2560
ทั้งนี้ การกำหนดให้มี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 250 คน ระบุไว้ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 269 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561
ระบุว่า ในช่วง 5 ปีแรก นับแต่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ สว. มีอำนาจร่วมในการเห็นชอบการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี
ดังนี้
มาตรา ๒๖๙ ในวาระเริ่มแรก ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจํานวนสองร้อยห้าสิบคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติถวายคําแนะนํา โดยในการสรรหา และแต่งตั้งให้ดําเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการ
มาตรา 269 ตามรัฐธรรมนูญปี 2560
มาตรา ๒๗๒ ในระหว่างห้าปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ การให้ ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้ดําเนินการตามมาตรา ๑๕๙ เว้นแต่ การพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๕๙ วรรคหนึ่ง ให้กระทําในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา และ มติที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๕๙ วรรคสาม ต้องมีคะแนนเสียง มากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา
อำนาจหน้าที่ สว. ชุดเก่า กับ สว.ชุดปัจจุบัน
สำหรับสมาชิกวุฒิสภาชุดก่อนหน้านี้ มีอำนาจตามบทเฉพาะกาลที่ให้สามารถร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ โดยนอกเหนือจากอำนาจและหน้าที่ตามบทบัญญัติหลักของรัฐธรรมนูญแล้ว บทเฉพาะกาลยังได้กำหนดอำนาจเพิ่มเติมไว้เป็นการเฉพาะ ดังนี้
- การติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ (มาตรา 270)
บัญญัติให้วุฒิสภาตามบทเฉพาะกาลมีหน้าที่และอำนาจติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ และการจัดทำ และดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ในการนี้ ครม. ต้องแจ้ง
ความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศต่อรัฐสภาเพื่อทราบทุก 3 เดือนด้วย
- การพิจารณาร่าง พ.ร.บ. เพื่อดำเนินการตามหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ (มาตรา 270)
บัญญัติว่าร่าง พ.ร.บ. ที่จะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ ให้เสนอและพิจารณาในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ร่าง พ.ร.บ. ใดที่ ครม.เห็นว่าเป็นร่าง พ.ร.บ. ที่จะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ ให้แจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบพร้อมกับการเสนอร่าง พ.ร.บ. นั้น - การพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ที่ สว.หรือ สส.ยับยั้งไว้ตามมาตรา 137 (2) หรือ (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (มาตรา 271)
บัญญัติให้ในวาระเริ่มแรกภายในอายุของวุฒิสภาชุดแรกตามบทเฉพาะกาล (5 ปี) การพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ที่ สว.หรือ สส.ยับยั้งไว้ตามมาตรา 137 (2) หรือ (3)ให้กระทำโดยที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ถ้าร่าง พ.ร.บ. นั้นเกี่ยวกับ
- การแก้ไขเพิ่มเติมโทษหรือองค์ประกอบความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐเฉพาะเมื่อการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น มีผลให้ผู้กระทำความผิดพ้นจากความผิดหรือไม่ต้องรับโทษ
- เป็นร่าง พ.ร.บ. ที่ สว. มีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวน สว.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ว่ามีผลกระทบต่อการดำเนินกระบวนการยุติธรรมอย่างร้ายแรง
- การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี (มาตรา 272)
ตามบทเฉพาะกาลในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ให้กระทำ ใน ”ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา” ซึ่งประกอบด้วย ”สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” และ ”สมาชิกวุฒิสภา” มติของรัฐสภาที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกฯ ต้องกระทำโดยการลงคะแนนโดยเปิดเผย และมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง 2 สภา
อำนาจหน้าที่ สว. ตามบทเฉพาะกาล
หน้าที่ของ สว.ตามบทบัญญัติหลัก
เมื่อครบวาระของ สว. 250 คนตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญแล้ว ได้มีการเลือกตั้งสว. ชุดใหม่ หรือชุดปัจจุบัน ตามรัฐธรรมนูญได้กำหนดบทบาทหน้าที่ของ สว. ทั้งเป็นหน้าที่เฉพาะตัวและหน้าที่ที่ต้องใช้พร้อมกับ สส. ดังนี้
- การเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย
สส. และ สว. ย่อมไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงำใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ (มาตรา 114)
- อำนาจในการเข้าร่วมประชุมรัฐสภา
รัฐธรรมนูญกำหนดให้ ในปีหนึ่งให้มีสมัยประชุมสามัญของรัฐสภา 2 สมัย สมัยหนึ่งให้มีกำหนดเวลา 120 วัน แต่พระมหากษัตริย์จะโปรดเกล้าฯ ให้ขยายเวลาออกไปก็ได้ (มาตรา 121 วรรคสอง) อย่างไรก็ดี ทั้ง 2 สภารวมกัน หรือ สส. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของทั้ง 2 สภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานรัฐสภา ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุมรัฐสภา เป็นการประชุมสมัยวิสามัญได้ (มาตรา 123 วรรคแรก) รัฐธรรมนูญกำหนดให้ สว. ที่ขาดประชุมเกินจำนวน 1 ใน 4 ของจำนวนวันประชุมในสมัยประชุมที่มีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่า 120 วัน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากประธานวุฒิสภา จะต้องสิ้นสุดสมาชิกภาพไป (มาตรา 111(5))
สำหรับการพิจารณาร่างกฎหมาย
- พิจารณาร่าง พ.ร.บ. ทั่วไป โดย สว. มีหน้าที่พิจารณาร่าง พ.ร.บ. ต่อจาก สส. ให้เสร็จภายใน 60 วัน แต่ถ้าเป็นร่าง พ.ร.บ. เกี่ยวด้วยการเงิน ต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 30 วัน เว้นแต่ สว. ลงมติให้ขยายเวลาออกไปเป็นกรณีพิเศษซึ่งต้องไม่เกิน 30 วัน
- พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย ภายหลังจากการพิจารณาของ สส. โดยที่ สว. จะต้องให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบภายใน 20 วัน นับแต่วันที่ร่าง พ.ร.บ. มาถึงวุฒิสภา โดยจะแก้ไขเพิ่มเติมใด ๆ มิได้ ถ้าพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวให้ถือว่า สว. เห็นชอบ ในกรณีเช่นนี้และในกรณีที่ สว. ให้ความเห็นชอบ ให้นายกฯ ดำเนินการต่อ ทูลเกล้าฯ ถวายพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยต่อไป แต่ถ้า สว. ไม่เห็นชอบ ให้ สส.ยกขึ้นพิจารณาใหม่ได้ทันที (มาตรา 143 วรรคสี่)
- พิจารณา พ.ร.ก. เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงตรา พ.ร.ก. ตามคำเสนอแนะของ ครม. ตามมาตรา 172 กำหนดให้เป็นหน้าที่ของ ครม. ในการนำ พ.ร.ก. นั้นเข้าสู่การพิจารณาเพื่อพิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติจากรัฐสภา ดังนั้น บทบาทอำนาจหน้าที่ในการพิจารณา พ.ร.ก. จึงเป็นส่วนหนึ่งของ สว.
หน้าที่ สว. เกี่ยวกับการเสนอให้ความเห็นในประเด็นต่าง ๆ
- ให้คำแนะนำในการสรรหาและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญต่าง ๆ ดังนี้
- ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งผู้ได้รับการคัดเลือกหรือสรรหาเพื่อดำรงตำแหน่ง “ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ สว. (มาตรา 204 วรรคท้าย)
- ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งผู้ได้รับการแต่งตั้ง “ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ” (มาตรา 217)
- ให้คำแนะนำในการแต่งตั้ง “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (มาตรา 222)
- ให้คำแนะนำในการแต่งตั้ง “คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน” (มาตรา 238) สำหรับตำแหน่ง “ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน” ก็เป็นหน้าที่ของ สว. ในการให้ความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกวุฒิสภา (มาตรา 241)
- ให้คำแนะนำในการแต่งตั้ง “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” (มาตรา 246)
- สิทธิในการเสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาการกระทำที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติตามมาตรา 144 วรรคสอง
- สิทธิในการเสนอความเห็นในกรณีร่าง พ.ร.บ. มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
- สิทธิเข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิก ในกรณี พ.ร.ก.นั้นไม่เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง
- สิทธิในการแสดงความคิดเห็นในการบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อ ครม. ขอความคิดเห็นในกรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐสภาลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้ สว. สามารถให้ความคิดเห็นได้ (มาตรา 165)
- ให้ความคิดเห็นของในการจัดทำมาตรฐานทางจริยธรรม ที่ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ร่วมกันกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระร่วมกันกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้น (มาตรา 219)
เรื่องจริงเป็นอย่างไร
ปัจจุบันสมาชิกวุฒิสภา (สว.) มีจำนวน 200 คน และ ไม่มีอำนาจโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งแตกต่างจากช่วงปี 2562–2567 ที่ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 เคยมี สว. 250 คน ที่ได้รับสิทธิร่วมโหวตเห็นชอบแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อถึงครบวาระ 5 ปีตามบทเฉพาะกาล (ครบวาระวันที่ 11 พฤษภาคม 2567) ระบบดังกล่าวก็สิ้นสุดลง และมีการสรรหา สว. ชุดใหม่ ซึ่งทำหน้าที่และมีอำนาจตามบทบัญญัติหลัก รธน. 60
กระบวนการตรวจสอบ
ตรวจสอบข้อเท็จจริงทางกฎหมาย: อ้างอิงข้อเท็จจริงจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560
- มาตรา 269–272 ระบุชัดเจนว่า การให้ ส.ว. ร่วมโหวตนายกฯ เฉพาะช่วง 5 ปีแรกของสภาชุดแรก
- วาระ ส.ว. 250 คนสิ้นสุดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2567
- ปัจจุบัน ส.ว. มี 200 คน ไม่มีสิทธิ์เลือกนายกรัฐมนตรี และทำหน้าที่ตามบทบัญญัติหลักของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560
ผลกระทบจากข้อมูลเท็จเหล่านี้
- สร้างความสับสนต่อประชาชน: ทำให้เข้าใจผิดว่า การเลือกตั้งในครั้งถัดไป สว. ยังคงมีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีอยู่
- ข้อมูลบิดเบือนอาจถูกใช้สร้างกระแสข่าวปลอมหรือบิดเบือนเพิ่มเติมได้ :
ส่งผลต่อการตัดสินใจและพฤติกรรมเลือกตั้ง - ส่งต่อข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง: คำกล่าวอ้างที่บิดเบือนของผู้ใช้งานออนไลน์ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก อาจนำไปสู่การแชร์ต่อข้อมูลที่ไม่ถูกต้องในสังคมวงกว้าง
ข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?
- ตรวจสอบข้อเท็จก่อนแชร์ ดูวันที่และแหล่งที่มาของข้อมูล เปรียบเทียบกับแหล่งข่าวเชื่อถือได้ หน่วยงานเว็บไซต์ของทางการ
- ไม่รีบแชร์หรือคอมเมนต์ก่อนตรวจสอบ: ป้องกันการแพร่กระจายข่าวปลอมต่อสังคม
- ใช้แหล่งข้อมูลอย่างเป็นทางการ: ตรวจสอบจากเว็บไซต์รัฐสภา หรือประกาศราชกิจจานุเบกษา









