ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เปรูเกิดฝนตกหนักต่อเนื่อง ส่งผลให้น้ำท่วมและดินถล่มปิดกั้นถนนในเมืองทางตอนใต้ของประเทศ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า สภาพอากาศแปรปรวนเช่นนี้เป็นผลมาจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ขณะที่ชิลี เกิดเหตุการณ์โคลนถล่มและน้ำท่วมฉับพลันในเมืองริมชายฝั่ง ส่งผลให้บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายหนักสูงถึง 60%
ส่วนที่ฮอนดูรัส เผชิญสภาพอากาศที่ต่างไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นผลจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้เกิดภาวะแห้งแล้งหนัก น้ำในอ่างเก็บน้ำแห้งขอด ขณะที่ทางการประกาศเตือนภัยแล้งครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ 80 ของประเทศ รวมถึงเมืองหลวง
ภาพเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากอิทธิพลของ "เอลนีโญ" ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรก เพราะหากนับย้อนไปในช่วง 70 ปีที่ผ่านมา โลกเผชิญกับปรากฏการณ์นี้ไปแล้วประมาณ 15-20 ครั้ง โดยเฉลี่ยจะเกิดประมาณทุก 2-7 ปี และแต่ละครั้งมีความรุนแรงไม่เท่ากัน
ส่วนครั้งที่รุนแรง 3 ครั้งล่าสุดคือ ในช่วงปี 1997-1998 นับเป็นครั้งที่รุนแรงมากและติดอันดับรุนแรงสูงสุด อุณหภูมิโลกพุ่งทำสถิติในยุคนั้น ผลกระทบที่เห็นได้ชัดคือเกิดน้ำท่วมใหญ่ ภัยแล้ง ไฟป่าและเกิดพายุรุนแรงในหลายพื้นที่
โลกเจอ "เอล นีโญ" พ่นพิษ เผชิญวิกฤตภัยธรรมชาติ
ในช่วงปี 2014-2016 นับเป็นอีกครั้งที่รุนแรงมากและกินเวลายาวนานที่สุด เกิดภัยแล้งรุนแรงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา อเมริกากลางและปะการังฟอกขาวทั่วโลก และครั้งรุนแรงล่าสุดเกิดขึ้นในปี 2023-2024 ซึ่งทั้ง 2 ปีนี้ทำให้โลกเผชิญอากาศร้อนทุบสถิติ 2 ปีติดต่อกัน คลื่นความร้อนปกคลุมทั่วโลก
สำหรับเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มภูมิภาคที่เปราะบางต่อภัยพิบัติทางสภาพอากาศมากที่สุดในโลก ก็ได้รับผลกระทบของปรากฏกาณ์ทางธรรมชาตินี้ โดยเอลนีโญที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในอินเดีย ส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อน เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะฝนทิ้งช่วง มรสุมแปรปรวน ภัยแล้งและส่งผลกระทบหนักต่อภาคการเกษตร
ส่วนในประเทศอินโดนีเซียกำลังเผชิญกับไฟป่าหลายจุด ซึ่งส่วนหนึ่งถูกมองว่าเป็นผลมาจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่ทำให้ภาวะแห้งแล้งทวีความรุนแรงขึ้น ไม่ต่างจากฟิลิปปินส์ที่อาจต้องเผชิญทั้งอากาศร้อนจัด ภัยแล้งและบางพื้นที่ยังเสี่ยงฝนตกหนัก-น้ำท่วมจากพายุหมุนเขตร้อนที่รุนแรงมากขึ้นจากเอลนีโญ ซึ่งในปีนี้อาจต้องจับตาผลกระทบของ "ซูเปอร์เอลนีโญ" ที่คาดว่าจะรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้
"ซูเปอร์เอลนีโญ" ไม่ใช่คำศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ แต่เป็นคำที่ใช้เรียกเอลนีโญ ที่คาดว่าจะรุนแรงมากเป็นพิเศษ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดว่าปรากฏการณ์นี้จะก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงหลายรูปแบบ
โลกเจอ "เอล นีโญ" พ่นพิษ เผชิญวิกฤตภัยธรรมชาติ
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก คาดว่า เอลนีโญอาจทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงขึ้นผิดปกติประมาณ 2.9 องศาเซลเซียส ขณะที่หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯ คาดการณ์ว่า เอลนีโญจะรุนแรงมากระหว่างเดือน ต.ค.-ธ.ค. โดยมีโอกาสมากถึง 90% และสิ่งที่น่ากังวลมากกว่านั้นคือภัยเงียบที่ทุกคนอาจคาดไม่ถึงอย่างวิกฤตอาหาร
เอลนีโญไม่ได้ทำให้ทุกประเทศแล้งพร้อมกัน แต่จะสลับพื้นที่ฝนมาก-ฝนน้อย เมื่อพื้นที่เพาะปลูกสำคัญหลายแห่งได้รับผลกระทบพร้อมกัน ราคาสินค้าเกษตรโลกจึงมีโอกาสผันผวนได้ เช่น อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง น้ำตาล โกโก้ กาแฟและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอื่นๆ
นอกเหนือจากนั้นอาจส่งผลลามไปถึงการเกิดภาวะเงินเฟ้อ โดยข้อมูลของธนาคารกลางยุโรป ชี้ว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีความรุนแรงระดับปานกลาง สามารถผลักให้อัตราเงินเฟ้อของราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้นประมาณ 3% ภายใน 6-12 เดือนหลังจากเริ่มขึ้น และยังก่อให้เกิดความสูญเสียต่อเศรษฐกิจโลกลากยาวอีกหลายปี
แต่สิ่งที่ต้องย้ำเตือนคือ เอลนีโญเป็นเพียงตัวเร่งชั่วคราว ไม่ใช่สาเหตุหลักของแนวโน้มโลกร้อนในระยะยาว เพราะสาเหตุหลักที่แท้จริงยังคงเป็นภาวะโลกร้อนที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์
อ่านข่าว :
ปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" ผลกระทบต่ออุณหภูมิ-ปริมาณฝนของไทย
