ภัยพิบัติเนปาลเฉียด 550 ศพ จับตาภัยเงียบโลกร้อน 3,100 ธารน้ำแข็งเสี่ยงแตก

ต่างประเทศ
18:05
จำนวนผู้ชม 12
Thai PBS
ภัยพิบัติเนปาลเฉียด 550 ศพ จับตาภัยเงียบโลกร้อน 3,100 ธารน้ำแข็งเสี่ยงแตก

วันนี้ (28 ส.ค.2569) ภาพถ่ายมุมสูงบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบต เผยให้เห็นสภาพบ้านเรือนและชุมชนทางฝั่งเนปาลที่ถูกทับถมด้วยมวลโคลนหนาสูงจนแปรสภาพกลายเป็นทะเลโคลน ภายหลังเกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลันและดินโคลนถล่มอย่างรุนแรงเมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ทางการเนปาลต้องนำเครื่องจักรกลหนักเร่งเข้าเคลียร์พื้นที่และค้นหาผู้รอดชีวิต

จากการวิเคราะห์ของนักวิทยาศาสตร์พบว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่ปรากฏการณ์หิมะหรือน้ำแข็งละลายตามธรรมชาติ แต่เป็น "ภัยพิบัติต่อเนื่องแบบลูกโซ่" โดยเริ่มต้นจากธารน้ำแข็งและมวลหินบนเทือกเขาหิมาลัยเกิดการพังถล่มลงมา ก่อนจะกวาดเอาซากหิน โคลน และก้อนน้ำแข็งมหาศาลพุ่งลงสู่หุบเขาเบื้องล่าง มวลสารเหล่านี้ได้เข้าไปปิดกั้นช่องทางไหลของแม่น้ำตรีศุลี ส่งผลให้ระดับน้ำบริเวณปลายน้ำพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 9 เมตรภายในเวลาเพียง 30 นาที

ด้วยลักษณะภูมิประเทศของเทือกเขาหิมาลัยที่มีหุบเขาแคบชันและมีชุมชนตั้งอยู่ตลอดแนวแม่น้ำ เมื่อเกิดมวลน้ำและโคลนทะลักลงมา ประชาชนในพื้นที่ตอนล่างจึงมีเวลาเตือนภัยเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น แม้นักวิทยาศาสตร์จะยังไม่สรุปว่าเหตุการณ์นี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยตรงทั้งหมดหรือไม่ แต่เป็นที่แน่ชัดว่าอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นได้ส่งผลให้โครงสร้างภูเขาสูงขาดเสถียรภาพ ทั้งจากการละลายของธารน้ำแข็งและการละลายของชั้นดินเยือกแข็งถาวร

ผู้เสียชีวิตพุ่ง-เด็กนับหมื่นได้รับผลกระทบ

ผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขผู้เสียชีวิตในฝั่งประเทศเนปาลล่าสุดเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 547 คน เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถช่วยเหลือผู้บาดเจ็บได้มากกว่า 1,470 คน ขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีกไม่ต่ำกว่า 977 คน ซึ่งในจำนวนผู้สูญหายนี้เป็นชาวต่างชาติมากกว่า 500 คน

ด้านองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูนิเซฟ (UNICEF) ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลอย่างยิ่ง โดยระบุว่าเหตุอุทกภัยและโคลนถล่มฉับพลันครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเด็กมากกว่า 17,000 คนในเนปาล พบโรงเรียนถูกทำลายเสียหายสิ้นเชิง 18 แห่ง และได้รับความเสียหายบางส่วนอีก 20 แห่ง ทำให้การเรียนการสอนต้องหยุดชะงัก

ขณะเดียวกัน ทางการเนปาลได้ระดมกำลังทหารและตำรวจมากกว่า 13,000 นาย ลงพื้นที่เขตราสุวะ เพื่อเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยและเตรียมพร้อมรับมือหากเกิดภัยพิบัติซ้ำสอง

จับตา 81 ธารน้ำแข็งอันตรายใน "คาราโคราม"

ภัยพิบัติที่ชายแดนเนปาล-ทิเบตไม่ได้เป็นเพียงภัยธรรมชาติของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่กลายเป็นสัญญาณเตือนภัยไปถึงธารน้ำแข็งอีกหลายพันแห่งทั่วโลก โดยรายงานวิจัยระดับโลกที่เผยแพร่ในปีนี้เปิดเผยว่า ทั่วโลกมีธารน้ำแข็งมากกว่า 3,100 แห่ง ที่เริ่มแสดงพฤติกรรมผิดปกติที่เรียกว่า "Glacier Surge" หรือปรากฏการณ์ที่ธารน้ำแข็งซึ่งปกติเคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ จู่ ๆ ก็เกิดการเร่งความเร็วในการเคลื่อนตัวขึ้นอย่างฉับพลันหลายสิบเมตรต่อวัน

ในบรรดาธารน้ำแข็งเสี่ยงสูงเหล่านั้น นักวิจัยระบุว่ามี 81 แห่งที่จัดเป็นอันตรายมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในบริเวณ เทือกเขาคาราโคราม ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ชายแดนปากีสถาน จีน และอินเดีย ที่ตั้งของยอดเขา K2

ความน่ากังวลสูงสุดของเทือกเขาคาราโคราม ไม่ใช่เพียงแค่ขนาดอันมหึมาของธารน้ำแข็งเท่านั้น แต่เป็นเพราะธารน้ำแข็งอันตรายทั้ง 81 แห่งนี้ ตั้งอยู่เหนือหุบเขาที่มีชุมชน เส้นทางคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานตั้งอยู่อย่างหนาแน่น หากเกิดการพุ่งตัวจนกลายเป็นเหตุน้ำท่วมฉับพลันจากทะเลสาบธารน้ำแข็งถล่ม (Glacial Lake Outburst Flood - GLOF) จะกลายเป็นระเบิดเวลาธรรมชาติที่สร้างความสูญเสียมหาศาล

ภัยพิบัติเนปาลเฉียด 550 ศพ จับตาภัยเงียบโลกร้อน 3,100 ธารน้ำแข็งเสี่ยงแตก

ภัยพิบัติเนปาลเฉียด 550 ศพ จับตาภัยเงียบโลกร้อน 3,100 ธารน้ำแข็งเสี่ยงแตก

ประชากรโลก 15 ล้านคนตกอยู่ในความเสี่ยง

ผลการศึกษาพบว่า ปัจจุบันมีประชากรทั่วโลกประมาณ 15 ล้านคน อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยจากเหตุน้ำท่วมฉับพลันเนื่องจากทะเลสาบธารน้ำแข็งถล่ม โดยภูมิภาคเอเชียภูเขาสูง หรือบริเวณเทือกเขาสูงรอบที่ราบสูงทิเบต เป็นพื้นที่ที่มีประชากรรับความเสี่ยงมากที่สุด โดยมีประชาชนราว 1,000,000 คน อาศัยอยู่ในรัศมีเพียง 10 กิโลเมตรจากทะเลสาบธารน้ำแข็ง

นอกจากภูมิภาคเอเชียแล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงสูงอื่น ๆ ทั่วโลก ได้แก่

  • เทือกเขาแอนดีส (Andes) ในอเมริกาใต้ โดยเฉพาะในเปรูและโบลิเวีย ซึ่งมีทะเลสาบธารน้ำแข็งตั้งอยู่เหนือชุมชนจำนวนมาก
  • พื้นที่อาร์กติกและซับอาร์กติก (Arctic & Sub-Arctic) ได้แก่ กรีนแลนด์ แคนาดา อะแลสกา รวมถึงพื้นที่ทางตอนเหนือของยุโรปและรัสเซีย ซึ่งเป็นจุดที่มีธารน้ำแข็งพฤติกรรม Glacier Surge กระจุกตัวอยู่เป็นจำนวนมาก

เหตุการณ์ที่เนปาลและทิเบตจึงเป็นเครื่องยืนยันว่า ในภาวะที่อุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้น น้ำแข็งบนภูเขาสูงอาจไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแหล่งน้ำจืดของมนุษย์อีกต่อไป แต่กำลังยกระดับกลายเป็นภัยคุกคามทางธรรมชาติที่ท้าทายระบบการเตือนภัยและการรับมือของมนุษยชาติในศตวรรษที่ 21

อ่านข่าว :

โค้งสุดท้ายชี้ขาด "ฮั้ว สว." วัดกันที่จิตใจและคูเหลี่ยมกฎหมาย

สี จิ้นผิง สั่งเฝ้าระวัง-จนท.เดินหน้ากู้ภัยต่อ ยันไร้สัญญาณมวลน้ำทะลักซ้ำ

"นภินทร" ปัดฮั้ว สว. รับเคยพบผู้สมัครคุยเรื่องไก่งวง - แจ้งความ "ยิ่งชีพ"