ค้นหา
ทีวีออนไลน์
เว็บไซต์ในเครือ
เว็บไซต์บริการ

นักวิทย์พบหอยทากงอกตาใหม่ได้...แล้วคนล่ะ ?


วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

รศ. ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล

แชร์

นักวิทย์พบหอยทากงอกตาใหม่ได้...แล้วคนล่ะ ?

https://www.thaipbs.or.th/now/content/3073

นักวิทย์พบหอยทากงอกตาใหม่ได้...แล้วคนล่ะ ?

วันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 2025 คณะนักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย-เดวิส สหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์รายงานในวารสาร Nature Communications การค้นพบหอยทากชนิดหนึ่ง สามารถงอกตาใหม่ได้ คณะนักวิทยาศาสตร์กำลังเดินหน้าต่อ เพื่อศึกษาว่า การค้นพบใหม่นี้ จะช่วยให้คนที่สูญเสียการมองเห็น สามารถกลับมาเห็นใหม่อีกได้หรือไม่ ? อย่างไร ?

“วิทยาศาสตร์ ทันโลก ทันชีวิต” วันนี้ จะนำท่านผู้อ่านไปดูการค้นพบใหม่ทางวิทยาศาสตร์ สำหรับเรื่องที่สำคัญ...น่าทึ่ง...และสามารถต่อยอดโดยนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์ไทยด้วย คือ การค้นพบว่า หอยทากชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในประเทศไทย (ด้วย) เมื่อสูญเสีย “ตา” ก็สามารถ “งอกตาใหม่” ได้ !

ก่อนการค้นพบใหม่ : พบหอยทาก “งอกหัว” ได้ !

หอยทาก (snail) นับเป็นหนึ่งในสัตว์โลกที่มีหลากหลายชนิดทั้งบนบกและในน้ำ ที่อยู่ในน้ำก็มีทั้งในน้ำจืดและน้ำเค็ม เป็นสัตว์ที่มีวงจรชีวิตและการดำรงชีวิตที่ประหลาดและถึงขั้นมหัศจรรย์

ก่อนการค้นพบหอยทากที่สามารถงอกตาได้ ก็มีเรื่องราวมหัศจรรย์เกี่ยวกับหอยทากที่เล่าขานกันมานานมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องราวซึ่งจริง ๆ แล้ว ก็เป็นต้นเรื่องที่มาของการค้นพบใหม่ ที่เป็นโฟกัสเรื่องของเราวันนี้ คือ การค้นพบเมื่อกว่า 200 ปีมาแล้ว โดยนักบวชและนักชีววิทยาชาวอิตาลี ชื่อ ลาสซาโร สปัลลันซานี (Lazzaro Spallanzani : ค.ศ. 1729-1799) ว่า มีหอยทากบางชนิด สามารถงอกหัวใหม่ (ทั้งหัว) ได้

ลาซาโร สปัลลันซานี มีผลงานสำคัญทางวิทยาศาสตร์ ดังเช่น การใช้ประสาทการรับรู้บางอย่างของสัตว์บางชนิด ที่รับรู้หรือใช้ในการเคลื่อนไหวซึ่งสัตว์ชนิดอื่น ๆ ทำไม่ได้ เช่น ค้างคาว ที่สามารถบินในถ้ำมืดได้ด้วยเสียงสะท้อน

สำหรับเรื่องเกี่ยวกับหอยทาก เป็นส่วนหนึ่งของผลงานที่ ลาสซาโร สปัลลันซานี ค้นพบเมื่อปี ค.ศ. 1766 จากการศึกษาเกี่ยวกับสัตว์บางชนิดที่สามารถฟื้นอวัยวะหรือหัวของสัตว์ได้ เช่น ไส้เดือน หนอนตัวแบนพลานาเรีย และตัว ซาลาแมนเดอร์ โดยในส่วนเกี่ยวกับหอยทาก ก็ได้ค้นพบว่า หอยทากบางชนิดสามารถงอกหัวใหม่ได้ เมื่อเกิดเหตุทำให้หัวขาด

จากผลงานของ ลาสซาโร สปัลลันซานี เกี่ยวกับการค้นพบสัตว์ที่งอกอวัยวะใหม่ได้ รวมทั้งการค้นพบโดย อับราฮิม เทรมบลีย์ (Abraham Trembley : ค.ศ. 1710-1784) นักสัตววิทยาชาวสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปี ค.ศ. 1740 ว่า ไฮดราสามารถงอกหัวใหม่ได้ ทำให้วงการวิทยาศาสตร์สนใจศึกษาเรื่องการ “แบ่งตัว” หรือ “งอกตัว” หรือ “งอกหัว” ของสัตว์บางชนิดกันมาก จนกระทั่งถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีของ ไฮดรา

แต่สำหรับหอยทาก ยังมีการศึกษาไม่มากนัก

การค้นพบใหม่ : การเริ่มต้นใหม่

การค้นพบใหม่ที่เป็นโฟกัสเรื่องของเราวันนี้ เป็นผลงานของคณะนักวิทยาศาสตร์แห่งแคลิฟอร์เนีย-เดวิส มี อลิซ แอ็กคอร์ซี (Alice Accorsi) เป็นหัวหน้าคณะ

อลิซ แอ็กคอร์ซี เป็นนักวิทยาศาสตร์ชีวภาพเชื้อชาติอิตาลี จบปริญญาเอกปี ค.ศ. 2015 จากมหาวิทยาลัยโมเคนาและเรกจิโออีมิเลีย (University of Modena and Reggio Emilia) ประเทศอิตาลี ทำงานเป็นนักวิจัยหลังปริญญาเอกอยู่ที่สถาบันวิจัยการแพทย์สโตเวอร์ส (Stowers Institute For Medical Research) ปี ค.ศ. 2015-2024 แล้วจึงย้ายมาอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย-เดวิส ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2024

อลิซ แอ็กคอร์ซี เป็นนักวิจัยรุ่นค่อนข้างใหม่ที่สร้างผลงานอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งเมื่อมาอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย-เดวิส ก็ได้ห้องแล็บในชื่อของเธอ คือ “Accorsi Lab” (ห้องแล็บแอ็กคอร์ซี)

ถึงขณะนี้ ผลงานที่ทำให้ อลิซ แอ็กคอร์ซี กำลังได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ ก็คือ ผลงานเกี่ยวกับหอยทาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หอยทากพันธุ์โพมาซี คนาลิกิวลาทา (Pomacea Canaliculata) ซึ่งมีชื่อสามัญเรียก golden apple snail หรือ apple snail (หอยทากแอปเปิลทอง หรือหอยทากแอปเปิล) ซึ่งในภาษาไทยของเราก็คือ หอยทากเชอรี่หรือหอยเชอรี่นั่นเอง ที่ได้รับการตั้งชื่อตามสีไข่ของหอยทากเชอรี่ ที่มีสีแดงสดเหมือนผลเชอร์รีสุก

อลิซ แม็กคอร์ซี กล่าวถึงที่มาความสนใจ นำมาสู่ผลงานเกี่ยวกับหอยทากเชอรี่ว่า เธอสนใจเรื่องเกี่ยวกับการฟื้นตัวหรือการงอกอวัยวะขึ้นมาใหม่ได้ของสัตว์หลายชนิด จนกระทั่งได้อ่านรายงานเกี่ยวกับการค้นพบโดย ลาซซาโร สปัลลันซานี ว่า หอยทากบางชนิด สามารถงอกหัวใหม่ได้ แต่ไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับหอยทากที่งอกหัวใหม่ได้

และเธอก็ได้พบว่า มีผลงานการเจาะศึกษาเกี่ยวกับ “หอยทาก” น้อยมากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องเกี่ยวกับการฟื้นฟูอวัยวะใหม่ที่ขาดหายไปหรือบาดเจ็บได้ จนกระทั่งเป็นที่ยอมรับกันว่า ผลงานของ อลิซ แอ็กคอร์ซี เป็นผลงานวิทยาศาสตร์แรก ที่เจาะศึกษาเรื่องความสามารถพิเศษ เกี่ยวกับหอยทากอย่างเป็นระบบ

อลิซ แอ็กคอร์ซี กล่าวว่า การที่มีการเจาะศึกษาเกี่ยวกับหอยทากน้อย อาจเป็นเพราะนักวิทยาศาสตร์ไม่พบ “ตัวอย่าง” ชนิดหอยทากที่เหมาะสมสำหรับการศึกษา ซึ่งเป้าหมายของเธอ มิใช่เพื่อศึกษาการงอกหัวใหม่ได้ของหอยทากเท่านั้น เพราะมีสัตว์ชนิดอื่นที่มีคุณสมบัติพิเศษนี้ และศึกษาได้ง่ายกว่า ดังเช่น ไฮดรา

แล้วทำไม อลิซ แอ็กคอร์ซี จึงเลือกหอยทากเชอรี่เป็นตัวอย่างเป้าหมายการศึกษา ?

ขั้นต้น เมื่อเลือกศึกษาหอยทาก เธอก็เริ่มศึกษากับหอยทากหลายชนิด โดยเป้าหมายก็เป็นการศึกษาแบบทั่วไปว่า หอยทากชนิดไหน ที่เหมาะสำหรับการวิจัยศึกษา และมีความสามารถพิเศษอะไร

แล้วเธอก็พบว่า ตัวอย่างหอยทากที่เธอต้องการเจาะศึกษา คือ หอยทากเชอรี่ เพราะในปัจจุบัน หาเป็นตัวอย่างศึกษาได้ง่าย (ถึงแม้ต้นกำเนิดจะเป็นทวีปอเมริกาใต้) มีวงจรชีวิตไม่ซับซ้อน มีช่วงชีวิตไม่สั้นหรือยาวเกินไป (ประมาณ 1-2 ปี) และทนทานต่อสภาพแวดล้อม (จากธรรมชาติและการทดลอง)

ดวงตาแบบกล้องของ P. canaliculata สามารถงอกใหม่ได้อย่างสมบูรณ์

การค้นพบใหม่ : หอยทากงอกตาใหม่ได้

การค้นพบใหม่เรื่องหอยทากเชอรี่สามารถงอกตาใหม่ได้ เป็นผลงานที่ อลิซ แอ็กคอร์ซี ทำเป็นส่วนใหญ่อยู่ที่สถาบันวิจัยการแพทย์สโตเวอร์ส แล้วมาทำต่อที่มหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย-เดวิส

สำหรับวิธีการศึกษา โดยภาพรวม คือ ใช้วิธีการเจาะศึกษาหอยทากชนิดต่าง ๆ อย่างละเอียด ทั้งในเรื่องวงจรชีวิต และระบบอวัยวะต่าง ๆ ของหอยทาก ลงลึกไปถึงการศึกษายีนของหอยทาก ทั้งในส่วนเป็นปรกติธรรมชาติ และยีนที่ถูกตัดต่อดัดแปลง ด้วยเทคนิคการตัดต่อยีน คริสเปอร์-แคส9 (CRISPR-Cas9) จนกระทั่งได้พบ 2 เรื่องที่สำคัญเป็นพิเศษสำหรับประเด็นที่เราสนใจวันนี้ คือ

(1) หอยทากเชอรี่เป็นหอยทากดีที่สุดสำหรับการศึกษา

(2) หอยทากเชอรี่งอกตาใหม่ได้

ผลการศึกษาใหม่ : เมื่อยีนผิดปรกติ หอยทากเชอรี่ก็เกิดโดยไม่มีตา !

หลังการได้พบ 2 เรื่องสำคัญ เป้าหมายหลักต่อมาของคณะนักวิทยาศาสตร์ คือ เจาะศึกษา “กลไก” การงอกตาใหม่ของหอยทากเชอรี่ โดยส่วนสำคัญอย่างหนึ่งของการศึกษา คือ ใช้เทคนิคการตัดต่อยีน เพื่อดูว่า ยีนที่ถูกดัดแปลงหรือเปลี่ยนไป มีผลต่อการเจริญเติบโตหรือการฟื้นอวัยวะทั้งเก่าและใหม่ ได้หรือไม่ ? แค่ไหน ?

จากการเจาะศึกษาดังกล่าว ได้ผลสรุปที่สำคัญ คือ

*ตาของหอยทากเชอรี่ เป็นตาแบบคล้ายกล้องถ่ายภาพ ซึ่งเป็นตาชนิดแบบเดียวกับของมนุษย์ มีส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วนเหมือนกัน คือ (1) กระจกตา (cornea) (2) เลนส์ตา และ (3) จอตาหรือเรตินา (retina)

*เจาะศึกษายีนชื่อ แพ็กซ์ 6 (PAX6) ซึ่งมีชื่อเต็มว่า “Paired box6” แปลว่า “ยีนกล่องคู่6” เป็นยีนที่มีอยู่ทั้งในมนุษย์และหอยทากเชอรี่ มีหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับ “ตา” ซึ่งสำหรับมนุษย์ เป็นยีนที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการการทำงานของตา โดยเป้าหมายของการศึกษา คือ บทบาทของยีนแพ็กซ์6 ในหอยทากเชอรี่ ได้ผลสรุปออกมาว่า

ยีนส์แพ็กซ์6 ของหอยทากเชอรี่ มีบทบาทและความสำคัญต่อการพัฒนาเป็น “ตา” ของหอยทากเชอรี่จริง เพราะเมื่อหอยทากเชอรี่ถูกตัดต่อดัดแปลงยีนแพ็กซ์6 ตั้งแต่ขณะยังเป็น “ตัวอ่อน” ทำให้ยีนแพ็กซ์6 ผิดปรกติ เมื่อหอยทากเชอรี่เติบโตขึ้น ก็กลายเป็นหอยทากที่ “ไม่มีตา”

ผลการศึกษาใหม่ : ยีนกับการงอกตาใหม่ของหอยทากเชอรี่

เป้าหมายต่อมาและผลการศึกษาวิจัยใหม่ของคณะนักวิทยาศาสตร์ มี 2 ส่วนสำคัญ คือ (1) เจาะศึกษาขั้นตอนการเกิดใหม่ของตาหอยทากเชอรี่ที่โตแล้ว และ (2) เจาะศึกษายีนทั้งแพ็กซ์6 และอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับตาและการมองเห็น

สำหรับส่วนแรก วิธีการ คือ ตัดตาของหอยทากเชอรี่ที่โตแล้ว หลังจากนั้น ก็ติดตามทุกระยะขั้นตอนของการงอกตาใหม่ ได้ผลสรุปออกมาว่า “หอยทากเชอรี่ใช้เวลาประมาณ 1 เดือนในการงอกตาใหม่” โดยมีระยะขั้นตอนการเกิดตาใหม่ที่สำคัญ ดังนี้

*หลังถูกตัดตา แผลตำแหน่งถูกตัดตาก็หายภายในเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

*เมื่อแผลหาย เซลล์ใหม่ก็เริ่มเข้ามารวมตัวกัน เพื่อเกิดเป็นตาใหม่ มีครบทั้ง 3 ส่วนสำคัญ คือ กระจกตา, เลนส์ตา และเรตินา ใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ครึ่ง

*ประมาณ 15 วันหลังถูกตัดตา ส่วนสำคัญทั้งหมดของตาก็เกิดขึ้นครบ แต่ก็ยังเติบโตต่อไปอีก จนกระทั่งโตเต็มที่ภายในเวลาประมาณ 1 เดือน

สำหรับส่วนที่สอง วิธีการคือ เจาะศึกษาโดยละเอียดบทบาทของยีนที่เกี่ยวกับตาของหอยทาก โดยมิได้โฟกัสเฉพาะที่ยีนแพ็กซ์6 เท่านั้น ยังเจาะศึกษายีนอื่น ๆ ด้วย ที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการพัฒนาและการทำงานของส่วนอื่น ๆ ของการมองเห็น คือ กระจกตา , เลนส์ตา และเรตินา รวมไปถึงเส้นประสาทที่เชื่อมต่อกับเรตินา คล้ายกับเส้นประสาทตาของมนุษย์ที่รับแสงจากเรตินา ส่งต่อไปตีความเป็นภาพโดยสมอง ถึงแม้หอยทากเชอรี่จะไม่มีสมองที่พัฒนาเท่าของมนุษย์

ในรายงานของคณะนักวิทยาศาสตร์ ยังไม่มีสรุปผลสำหรับส่วนที่สอง แต่ได้แสดงความคาดหวังว่า ผลจากการศึกษา มีศักยภาพน่าจะเป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหาหรือการป้องกันปัญหาเกี่ยวกับ “ตา” หรือ “การมองเห็น” ในมนุษย์ได้

จากหอยทากเชอรี่สู่มนุษย์

สำหรับคณะนักวิทยาศาสตร์ที่ “ห้องแล็บแอ็กคอร์ซี” “ภารกิจ” ต่อไปของทีมงาน คือ

(1) ทดสอบตาที่งอกใหม่ของหอยทากเชอรี่ว่าสามารถทำงานคือเห็นได้จริงหรือไม่ ?

(2) เดินหน้าต่อในเรื่องการใช้ประโยชน์จากการศึกษาการงอกตาใหม่ได้ของหอยทากเชอรี่สำหรับมนุษย์

สำหรับเรื่องแรก ถึงแม้ตาที่งอกใหม่ จะเหมือนตาจริงที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ทั้งในส่วนทางด้านกายภาพและระบบประสาทสำหรับการมองเห็น แต่จะต้องมีการ “ทดสอบ” ตาที่งอกว่า เห็นได้จริงหรือไม่ ?

สำหรับเรื่องที่สอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจอย่างมาก ทั้งในวงการวิทยาศาสตร์และทั่วไป คือ การใช้ประโยชน์จากเรื่องหอยทากเชอรี่งอกตาใหม่สำหรับมนุษย์ ในส่วนของคณะนักวิทยาศาสตร์ อาจสรุปเป็น “ภารกิจ” ที่กำลังดำเนินการอยู่และก้าวต่อไปดังนี้

(1) ศึกษายีนและกลไกที่เกี่ยวข้องกับการเกิดและการทำงานของระบบการมองเห็นของหอยทากเชอรี่ ซึ่งสำหรับยีน นอกเหนือไปจากยีนแพ็กซ์6 ที่ดูจะมีบทบาทมากเป็นพิเศษแล้ว ก็ยังมียีนอื่น ๆ อีกด้วย

(2) ความคาดหวังจากการศึกษายีนและระบบการมองเห็นของหอยทากเชอรี่ อาจจะเป็นประโยชน์ในการ “ป้องกัน” และ “รักษา” ความผิดปรกติของระบบการมองเห็นของมนุษย์ ตั้งแต่ระยะเป็นตัวอ่อนและทารกมนุษย์ในครรภ์คุณแม่ เด็กทารกและเด็กกำลังเติบโต รวมไปถึงความผิดปรกติเกี่ยวกับตาและการมองเห็น ถึงวันสุดท้ายของชีวิต

(3) ในส่วนความคาดหวังจากวงการวิทยาศาสตร์และสังคม สำหรับเรื่องของการงอกตาใหม่ได้ของหอยทาก เชอรี่ ซึ่งก็เป็นเป้าหมายใหญ่ของคณะนักวิทยาศาสตร์ด้วย แต่คณะนักวิทยาศาสตร์ก็ระมัดระวัง ที่จะไม่สร้างความคาดหวังที่เกินจริง...

อย่างตรง ๆ ก็คือ ไม่คาดว่า ผลจากการวิจัยศึกษา จะนำไปสู่การงอกตาใหม่ของมนุษย์ (คล้ายหอยทากเชอรี่) ที่สูญเสียตาจากการบาดเจ็บ หรือจากเหตุดังเช่น เด็กติดเชื้อระหว่างการคลอด ทำให้ “ตาบอด” ตั้งแต่เกิดหลังการเกิด...

สิ่งที่คาดหวัง คือ จะได้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับยีนและกลไกที่เกี่ยวข้อง ที่จะช่วย “ฟื้นฟู” ตาหรือการมองเห็นจากเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจจะมีบางส่วนเกี่ยวข้องกับ “การฟื้นตัว” หรือ “การงอกใหม่” ของระบบสำหรับการมองเห็นของมนุษย์ (ที่ซับซ้อนกว่าของหอยทากเชอรี่มาก)

นักวิทยาศาสตร์ไทยกับการวิจัยหอยทากเชอรี่

ในประเทศไทยปัจจุบัน มีการวิจัยเกี่ยวกับหอยทากชนิดต่าง ๆ รวมทั้งหอยทากเชอรี่ด้วย

โดยทั่วไป หอยทากเชอรี่ถูกมองเป็นสัตว์ทำลายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้าว เพราะหอยทากมีลูก (ไข่) ดก แพร่พันธุ์ง่ายและเร็ว และกำจัดยาก...

แต่ก็มีการวิจัยในการใช้ประโยชน์ของหอยทากเชอรี่ด้วย เช่น การวิจัยนำเมือกของหอยทากเชอรี่ มาเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร เพราะมีคุณค่าทางโภชนาการสูง คือ โปรตีน, แคลเซียม, ธาตุเหล็กและวิตามินต่าง ๆ

จากผลงานการค้นพบของคณะนักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย-เดวิสว่า หอยทากเชอรี่สามารถงอกตาใหม่ได้ ก็ทำให้วงการวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ตื่นตัวกันมาก กับการวิจัยศึกษาหอยทากเชอรี่ ทั้งในส่วนของการวิจัยต่อยอดและแนวทางใหม่

สำหรับประเทศไทย การวิจัยศึกษาหอยทากเชอรี่ นับเป็น “โจทย์” ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะ

(1) ประเทศไทยมีตัวอย่าง คือ หอยทากเชอรี่ให้ศึกษาได้ง่าย

(2) นักวิทยาศาสตร์ไทยมีความพร้อมสูง ทั้งในความสามารถและการใช้เทคโนโลยีการตัดต่อดัดแปลงยีนขั้นสูง ดังเช่น คริสเปอร์-แคส9

โจทย์ที่นักวิทยาศาสตร์ไทยจะทำได้ มีทั้ง “โจทย์ต่อยอด” และ “โจทย์ใหม่” ที่อาจช่วยให้คนต้องอยู่กับโลกมืด เพราะตาบอด หรือตาพิการ ได้ “เห็น” หรือ ได้ “กลับมาเห็น” อีกครั้ง

แล้วท่านผู้อ่านล่ะครับ คิดอย่างไร ?

อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS

“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Thai PBS Sci And Tech Thai PBS Sci & Tech Scienceหอยเชอรี่หอยทาก
 รศ. ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล

ผู้เขียน:  รศ. ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล

นักวิทยาศาสตร์ และนักอนาคตศาสตร์ เจ้าของคอลัมน์ ​"วิทยาศาสตร์ ทันโลก ทันชีวิต"

บทความ NOW แนะนำ

ข่าวล่าสุด