วินาทีนี้ คงไม่มีอะไรมาหยุดยั้งกระแสของการเลือกตั้ง-ประชามติ 2569 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ได้ ท่ามกลางสายธารข้อมูลมากมาย ที่ไหลผ่านหน้าฟีดโซเชียล ยิ่งกว่าน้ำตกทีลอซู
ไม่ว่าจะเป็นโปรไฟล์ผู้สมัคร สส. แต่ละคนที่แตกต่างกัน นโยบายแต่ละพรรคที่น่าสนใจ หรือขั้นตอนการเลือกตั้ง-ออกเสียงประชามติในวันเดียวกันที่เข้าใจยาก จนเกิดคำถามเล็กๆ ขึ้นมาว่า แล้ว ‘กลุ่มคนพิการ’ ที่มีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตบางประการ แต่มีความเป็นพลเมืองอย่างเต็มเปี่ยมในตนเอง พวกเขารับข้อมูลข่าวสาร ซึ่งมีจำนวนมากและซับซ้อนได้อย่างไร มีปัญหาหรืออุปสรรคอะไรบ้าง ที่ทำให้สิทธิในการเลือกตั้งของพวกเขาลดน้อยลงหรือไม่
Thai PBS ชวนคุณเปิดโลกแห่งการเลือกตั้งของคนพิการในไทย กลุ่มคนที่มีจำนวนมากกว่า 2.28 ล้านคน หรือคิดเป็น 2.28 ล้านเสียง แต่ในบางครั้งกลับถูกละเลยความสำคัญ และไร้ซึ่งการมองเห็นจากสังคม
ชีวิตคนพิการ กับความต้องการรับสารที่ “แตกต่าง”
เบญ (นามสมมติ) นักวาดการ์ตูนสาว วัย 32 ปี เป็นคนหูหนวกที่เราได้ติดต่อไป หลังจากเห็นเธอโพสต์ข้อความใน X ส่วนตัว ว่ารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ใช้สิทธิ-ใช้เสียง ในฐานะพลเมืองไทยคนหนึ่ง เพื่อเลือก ‘ตัวแทน’ เข้าไปบริหารประเทศ เหมือนการเลือกตั้งครั้งอื่นๆ ที่เคยผ่านมาในชีวิต ถึงแม้จะมีอุปสรรคเรื่องความไม่เข้าใจในนโยบายหาเสียงแบบ 100% เพราะทางเว็บไซต์คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพรรคการเมืองโดยส่วนใหญ่ ไม่ได้มีการทำคลิปหาเสียงแบบใช้ ‘ภาษามือ’ เผยแพร่ออกมาเท่าใดนัก
“ตลอดชีวิตของเรา เราใช้ภาษามือเป็นภาษาแรก เราอ่านหนังสือได้บ้าง รู้ว่าเป็นคำอะไรในภาษามือ เพราะจำตัวหนังสือเอา แต่คำบางคำ นโยบายบางอย่าง ถ้าจำยาก เราก็ไม่เข้าใจ” เบญใช้เวลาสักพักในการพิมพ์ตอบกลับเรามา
เมื่อก่อนเราเลือกคน เลือกพรรค ตามที่พ่อแม่เลือก ตอนนี้เราอยากเลือกเอง แต่ไม่รู้จะเลือกใคร มีหลายพรรคที่น่าสนใจ แต่นโยบายบางอันอ่านไม่เข้าใจเลย เพราะเป็นคำยากที่เราไม่รู้ความหมายภาษามือ ทำให้รู้สึกกดดัน เหมือนถูกบังคับให้เลือกตั้ง ทั้งที่ได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน
นอกจากนี้ เบญแชร์เรื่องตลกร้ายเกี่ยวกับ ‘คนพิการ’ ให้เราฟังอีกว่า ไม่มีนายทุนหรือหัวคะแนนคนไหนมา ‘ซื้อเสียง’ คนพิการ เพราะเชื่อว่าคนพิการเลือกตั้งไม่ได้ หรือต้องรอให้คนพาไปเลือกตั้ง ยิ่งเป็นคนพิการที่อยู่ต่างจังหวัด ยิ่งเดินทางไม่สะดวก หรือหากจะไปในแต่ละครั้ง ก็ต้องเสียเงินค่าเดินทางเพิ่ม ถ้าเป็นคนพิการที่นั่งรถเข็น ก็ลำบากเรื่องสถานที่ เป็นคนตาบอดก็ลำบากตอนกากบาท ถ้าไม่มีบัตรทาบ ซึ่งเป็นบัตรที่มีขนาดเท่าบัตรเลือกตั้ง และมีอักษรเบรลล์ ระบุข้อมูลเกี่ยวกับหมายเลขผู้สมัคร สส. และหมายเลขพรรคการเมือง ส่วนด้านข้างมีการเจาะรูเป็นช่องเอาไว้ ช่วยให้คนตาบอดกากบาทได้ง่ายขึ้น

สุนทร สุชา กรรมการบริหารสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย เคยให้สัมภาษณ์กับ Thai PBS ในประเด็นนี้ว่า แม้สิทธิการเลือกตั้งจะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานสำหรับทุกคน แต่คนพิการกลับไม่สามารถใช้สิทธินั้นได้อย่างสะดวก และยังมีคนตาบอดอีกจำนวนมาก ที่ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลนโยบายพรรคการเมืองได้อย่างเท่าเทียม เพราะเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันทางการเมืองจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงแอปฯ “สมาร์ทโหวต” ของ กกต. ยังไม่รองรับการใช้งานด้วยโปรแกรมอ่านหน้าจอ ทำให้คนตาบอดไม่สามารถตัดสินใจเลือกผู้สมัครได้อย่างเต็มที่เช่นเดียวกับคนหูหนวก
ในขณะที่ สุภวัฒน์ เสมอภาค กรรมการมูลนิธิสภาศูนย์การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการไทย สะท้อนว่า อุปสรรคสำคัญสำหรับคนพิการทางการเคลื่อนไหว คือ ‘สถานที่เลือกตั้ง’ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบันได หรือทางลาดที่ไม่ได้มาตรฐาน และมีพื้นผิวที่ขรุขระ ทำให้รถเข็นไม่สามารถเข้าถึงคูหาเลือกตั้งได้
ทั้งที่ ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 92 ระบุว่า ในการเลือกตั้งต้องมีการอำนวยความสะดวกให้คนพิการ ทุพพลภาพ และคนสูงอายุ ในการออกเสียงลงคะแนนด้วยตัวเอง และหากลักษณะทางกายภาพ ทำให้คนคนนั้นไม่สามารถทำเครื่องหมายลงในบัตรเลือกตั้งได้ ก็สามารถให้ญาติ บุคคลที่ไว้วางใจ หรือคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) เข้าไปช่วยเหลือระหว่างที่อยู่ในคูหา หรือเป็นผู้ลงคะแนนแทนได้ โดยต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าตัว
แต่ดูเหมือนสิทธิเลือกตั้งของคนพิการมีอยู่ในกฎหมายเหล่านั้น จะไม่สามารถใช้งานได้จริงเลยในชีวิตประจำวัน
คนพิการกับสิทธิเลือกตั้งตามกฎหมาย ที่ใช้ไม่ได้ในชีวิตจริง
Thai PBS ได้พูดคุยกับ “พงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน” ผู้อำนวยการ We Watch เครือข่ายเยาวชนและประชาชนสังเกตการณ์การเลือกตั้ง และอดีตผู้ประสานงานมูลนิธิอันเฟรล (Asian Network for Free Elections: ANFREL) ประจำประเทศไทย ในฐานะนักสังเกตการณ์เลือกตั้ง ที่ผลักดันให้เกิดการเลือกตั้งสำหรับทุกคน (Election for ALL)
พงษ์ศักดิ์มองว่า เหตุผลที่ทำให้การเลือกตั้งของคนพิการไม่เป็นไปตามข้อบังคับทางกฎหมาย เป็นเพราะแนวคิดของสังคม ซึ่งไม่เข้าใจใน ‘ความเท่าเทียม’ และตีกรอบความพิการให้เป็นความบกพร่องทางร่างกายแบบมีเงื่อนไข ทั้งที่มนุษย์ทุกคนต่างก็มี ‘ข้อจำกัด’ หรือความบกพร่องด้วยกันทั้งนั้น และ ‘สังคม’ ต่างหาก ที่เป็นผู้หยิบยื่นความพิการนั้นให้

“บนโลกใบนี้ มีความหลากหลายมากมาย มีทั้งคนที่สายตาเอียง สายตาสั้นมาก หรือสายตายาวมาก ซึ่งก็เป็นข้อจำกัดในการใช้ชีวิตเหมือนกัน แต่ทำไมเราไม่เรียกพวกเขาว่าคนพิการ ทำไมกลไกของรัฐสามารถจัดหา ‘แว่นตา’ มาช่วยลดข้อจำกัดให้ได้ ผมว่าสิ่งที่คนพิการทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ ไม่ใช่ความบกพร่องทางร่างกาย แต่เป็นความพิการทางการเมือง ที่สังคมมอบให้”
เมื่อสังคมร่วมกันตีกรอบ ให้ ‘ความพิการ’ คือความบกพร่องร้ายแรง และคนพิการคือคนที่น่าสงสาร ยิ่งนานวัน ความเชื่อเหล่านี้ยิ่งฝังรากลึก และถูกผลิตซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า ภายในสังคมแทบทุกระดับ (และทุกหน่วยงาน) ไม่เว้นแม้แต่หน่วยงานเลือกตั้ง ทำให้ความแตกต่างทางร่างกายและจิตใจของพวกเขาถูกละเลย ดังนั้น การอำนวยความสะดวกให้คนพิการ จึงถูกมองเป็นเรื่องของการสงเคราะห์ และความมีน้ำใจ แทนที่จะมองว่านี่เป็นสิทธิ และเป็นสิ่งที่รัฐต้องจัดหาให้ เพื่อให้คนพิการทุกคนสามารถเข้าถึงการเลือกตั้งได้อย่างเท่าเทียม
ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีเคสของ ‘โกเมน บุญโต’ ผู้พิการทางสายตา ที่โพสต์ข้อความขอความช่วยเหลือ เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 66 หลังจากพาคนรักไปที่คูหา เพื่อให้ช่วยกาบัตรเลือกตั้งให้ ตามที่ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 92 ได้ระบุไว้ แต่ กปน. กลับบอกว่าทำไม่ได้ และไปตามเจ้าหน้าที่จากหน่วยอื่นมากาให้แทน แต่ไม่ยอมให้นำบัตรมาตรวจดูว่ากาถูกหรือไม่
ในสายตาของพงษ์ศักดิ์ ซึ่งเป็นนักสังเกตการณ์เลือกตั้ง ที่ร่วมเดินทางเพื่อผลักดันสิทธิเลือกตั้งผู้พิการนั้น กว่าภาคประชาสังคมจะต่อสู้จนได้กฎหมาย ที่เปิดโอกาสให้ผู้พิการ ที่ไม่สามารถกากบาทในบัตรเลือกตั้งด้วยตัวเองได้ สามารถให้คนที่ไว้วางใจ หรือเจ้าหน้าที่ในหน่วยเลือกตั้งกากบาทให้ได้ ตามเจตนารมณ์ส่วนตัว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในคูหาจริงๆ คือเจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจว่ามีกฎหมายนี้ หรือรับรู้ แต่ไม่ยอมให้ทำ
“สิทธิการเลือกตั้งคือ หนึ่งคน หนึ่งสิทธิ์ หนึ่งเสียง หนึ่งชีวิตเท่ากันทุกคน รัฐจะละเลยแม้แต่คนเดียวไม่ได้ มันคือการเลิกปฏิบัติที่ร้ายแรงที่สุด และกลายเป็นว่าเจ้าหน้าที่นั่นแหละ ที่ทำผิดกฎหมายซะเอง” พงษ์ศักดิ์กล่าว
อยากให้เลือกตั้งเท่าเทียม ต้องไม่ให้กฎเกณฑ์อยู่เหนือเจตนารมณ์
พงษ์ศักดิ์แชร์ประสบการณ์การสังเกตการณ์เลือกตั้งในหลากหลายประเทศ และพบเห็นจุดร่วมบางอย่างที่น่าสนใจ นั่นคือแนวคิด ‘การเลือกตั้งที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน’ หรือ Inclusive Election ของประเทศอินโดนีเซีย
โดยการเลือกตั้งที่อินโดนีเซีย จะเป็นการนำตะปูมาเจาะที่บัตรเลือกตั้ง ที่มีขนาดใหญ่กว่าหนังสือพิมพ์ ซึ่งจะมีชื่อ-รูปของผู้สมัคร มีโลโก้พรรค และมีหมายเลขครบถ้วน ต่อให้จำหมายเลขไม่ได้ ก็ต้องจำหน้าผู้สมัครได้ หรือถ้าจำหน้าไม่ได้ ก็ต้องจำโลโก้พรรคได้อย่างแน่นอน

“ที่ต้องใช้ตะปูเจาะ เพราะเขาอยากให้ประชากรทุกคนในอินโดนีเซีย เข้าถึงสิทธิเลือกตั้งเหมือนกันทุกคน ไม่ว่าคุณจะเคยจับปากกา หรือไม่เคยจับปากกา มันก็ไม่สำคัญ แค่เอาตะปูเจาะลงไปให้มันเป็นรู สิทธิของคุณก็จะถูกนับ มันไม่ใช่เรื่องของความล้าหลัง แต่มันคือการทำให้ทุกคนเข้าถึงการเลือกตั้งได้อย่างแท้จริง”
ซึ่ง ‘ทุกคน’ ที่ว่านั้น ก็ไม่ใช่แค่คนพิการ แต่รวมถึงกลุ่มเปราะบาง เช่น นักโทษเรือนจำ กลุ่มชาติพันธ์ุ, ผู้ป่วยติดเตียง หรือแม้แต่คนไร้บ้าน

“ผมเคยไปดูการเลือกตั้งที่ประเทศเมียนมา ก่อนเกิดการรัฐประหาร เขาก็มีหน่วยเลือกตั้งเคลื่อนที่ สำหรับคนป่วย หรือคนพิการที่อยู่ที่บ้าน เพื่อให้พวกเขาได้ใช้สิทธิอย่างเต็มที่ หรืออย่างที่ฟิลิปปินส์และเนปาลเอง ก็มีการจัดเลือกตั้งในเรือนจำ”
ในขณะที่ประเทศไทย ยังไม่มีหน่วยเลือกตั้งเคลื่อนที่ ทุกคนต้องเดินทางมาที่คูหาเลือกตั้งด้วยตัวเองเท่านั้น ถ้าต้องการใช้สิทธิเลือกตั้งหรือลงคะแนนเสียง
“ผมว่ามันถึงเวลาแล้ว ที่สังคมไทยต้องมานั่งพุดคุยกันว่า เราควรให้ความสำคัญกับอะไร การทำให้ทุกคนเข้าถึงสิทธิ เพื่อให้สิทธิถูกนับ ควรสำคัญกว่าเรื่องเทคนิค สำคัญกว่าความกังวล หรือความหวาดกลัวใดๆ หรือเปล่า” พงษ์ศักดิ์กล่าว
เปลี่ยนชุดความคิด-ปลูกฝังการสังเกตการณ์ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง
สำหรับนักสังเกตการณ์อย่างพงษ์ศักดิ์ เขาเชื่อว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน และการเลือกตั้ง คือเครื่องมือที่รับรองคำพูดนี้ แต่การเลือกตั้งอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าอยากเปลี่ยนแปลง มันต้องเปลี่ยนที่ชุดความคิดของทุกคนในสังคม
“เราไม่มีทางลัด สำหรับการแก้ไขปัญหาเชิงแนวคิด ที่มันสัมพันธ์กับโครงสร้าง เราต้องนำแนวคิดที่มันถูกต้อง ทั้งเรื่องความพิการทางการเมือง และสิทธิการออกเสียงเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยเข้าไปไว้ในระบบการศึกษา”
พงษ์ศักดิ์ได้ยกตัวอย่าง ระบบการศึกษาของประเทศในทวีปยุโรป ซึ่งนำเรื่องการเลือกตั้งเรื่องประชาธิปไตย และการมีส่วนร่วมทางการเมืองไปไว้ในโรงเรียน ตั้งแต่เด็กชั้นประถมถึงมัธยม พร้อมกับสอนให้เด็กเข้าใจว่า ‘ความพิการ’ ที่แท้จริง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับความบกพร่องทางร่างกาย แต่เป็นสิ่งที่สังคมเป็นผู้กำหนดขึ้นมาเอง

“ผมพูดเรื่องนี้ทุกครั้ง และผมจะพูดตลอดไป ผมจะพูดจนกว่าผมจะตาย ว่าจริงๆ แล้ว คนพิการเขาไม่ได้พิการด้วยตัวเอง เแต่สังคมนี่แหละ ทำให้เขาพิการ”
และสิ่งที่จะทำให้คนในสังคมรับรู้ปัญหา หรือสถานการณ์การเลือกตั้งที่กำลังเกิดขึ้นได้ คือการปลูกฝังให้ทุกคนในสังคมมีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งทำได้หลากหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้น ก็คือการสังเกตการณ์การเลือกตั้ง
“การสังเกตการณ์เลือกตั้ง มันไม่ใช่แค่ตื่นมายืนอยู่หน้าคูหา แล้วคอยดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง สิ่งที่ We watch ทำคือการลงพื้นที่ เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าปัญหาที่มันเกิดขึ้นมันมีมากขนาดไหน มันกระทบแค่ไหนต่อคนพิการ หรือทุกคนในสังคม เป็นหลักฐานที่เราสามารถยืนยันกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ ว่ามันเกิดเรื่องนี้ขึ้นจริงในหลายพื้นที่ และคุณสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ต่อได้”

เพราะสังคมของเรา ยังต้องการการจับตา หรือการมีส่วนร่วมอีกจำนวนมาก เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับกระบวนการยุติธรรม และสร้างความเข้มแข็งให้กับวัฒนธรรมการตรวจสอบของคนไทยด้วย
สุดท้ายนี้ ผู้เขียนได้แต่หวังว่า การเลือกตั้ง 2569 ที่จะกำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ จะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง หรือได้พบเจอความยากลำบาก เพราะการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ยืนยันว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน และทุกการใช้สิทธิใช้เสียงของ ‘ทุกคน’ ช่วยเปลี่ยนสังคมให้ดีขึ้นได้
อ่านบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2569
- 27 ครั้ง “การเลือกตั้งไทย” เกิดอะไรขึ้นบ้าง?
- ย้อนอดีต “เลือกตั้ง 2500” การเลือกตั้งที่ได้รับการขนานนามว่า “เลือกตั้งสกปรก”
- ส่อง "พรรคการเมือง" เลือกตั้ง 2569 ชื่อพรรคและสถิติ
- ‘สี’ นั้นสำคัญไฉนต่ออัตลักษณ์ ‘พรรคการเมือง’ ?
ภาพปกโดย: พฤษพล จันทาพูน



















