ค้นหา
ทีวีออนไลน์
เว็บไซต์ในเครือ
เว็บไซต์บริการ

‘สี’ นั้นสำคัญไฉนต่ออัตลักษณ์ ‘พรรคการเมือง’ ?


Insight

พีรชัย พสุทันท์

แชร์

‘สี’ นั้นสำคัญไฉนต่ออัตลักษณ์ ‘พรรคการเมือง’ ?

https://www.thaipbs.or.th/now/content/3567

‘สี’ นั้นสำคัญไฉนต่ออัตลักษณ์ ‘พรรคการเมือง’ ?


นอกจากอุดมการณ์ นโยบาย หรือแม้แต่ตัวแกนนำพรรค ‘การใช้สี’ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกเอกลักษณ์ของพรรคการเมืองต่าง ๆ

หากพูดในเชิงวิทยาศาสตร์ สีต่าง ๆ เกิดจากการมองเห็นแสงสีขาวที่ตกกระทบบนวัตถุตามความยาวคลื่น นัยน์ตามนุษย์สามารถมองเห็นสเปกตรัมของแสงสีขาวในช่วงความยาวคลื่น 380-780 นาโนเมตรโดยประมาณ สีม่วงคือสีที่มีความยาวคลื่นสั้นที่สุด ขณะที่สีแดงเป็นสีที่มีความยาวคลื่นยาวที่สุด อีกด้านหนึ่ง หากพูดในเชิงสัญญะ สีแต่ละสีล้วนมีความหมายมากมายในตัวเอง อย่างเช่นสีน้ำเงิน ที่อาจสะท้อนได้ถึงความเย็นสบาย หรือความเศร้าเหงาตามบริบท

แต่สีไม่ได้บอกถึงความรู้สึกนึกคิดของปัจเจกบุคคลเท่านั้น แต่องค์กรและแบรนด์ต่าง ๆ ก็เห็นถึงความสำคัญของการใช้สีเพื่อให้เป็นที่จดจำในหมู่สาธารณชน พรรคการเมืองเองก็เช่นกัน คำถามที่ตามมาก็คือ สีนั้นสัมพันธ์กับจุดยืนของพรรคการเมืองพรรคหนึ่งมากน้อยแค่ไหน แล้วทำไม ‘เรา’ จึงเรียกพรรคการเมืองต่าง ๆ ด้วยสีแทนชื่อพรรค ?

ภาพประกอบบทความ (หมายเหตุ: ภาพนี้ใช้ AI แต่งเติมบางส่วน)

การใช้สี ‘สร้างแบรนด์’ ของพรรคการเมือง

บนหน้าประวัติศาสตร์โลก มีการใช้สีในเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองอย่างชัดเจนนับตั้งแต่การปฏิวัติฝรั่งเศส (ค.ศ. 1789) ในยุคนั้น สีที่ใช้หลัก ๆ มีอยู่ 2 สีด้วยกัน สีแรกคือสีแดง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเลือดแรงงานและผู้ถูกกดขี่ ส่วนอีกสีหนึ่งคือสีน้ำเงิน ที่เป็นภาพแทนของชนชั้นสูง เนื่องจากสีน้ำเงินผลิตได้ยาก และมักจะใช้กับเสื้อผ้าราคาแพงเท่านั้น เมื่อเวลาผ่านไป สีแดงกลายเป็นสีของกลุ่มหัวก้าวหน้าและฝ่ายซ้าย ขณะที่สีน้ำเงินได้เชื่อมโยงกับกระแสอนุรักษนิยมมากขึ้น

ตัวอย่างโลโก้และการใช้สีของ Labour พรรคซ้ายกลาง (บน) และ Conservative พรรคอนุรักษนิยม ในสหราชอาณาจักร (ภาพ: Oli Scarff/AFP)

สีอื่น ๆ ก็มีความหมายเชิงอุดมการณ์ด้วยเช่นกัน อาทิ สีเหลืองที่มักจะผูกกับแนวคิดเสรีนิยม สีเขียวที่บ่งบอกถึงการอนุรักษ์และพิทักษ์สิ่งแวดล้อม และสีส้มที่สะท้อนถึงคุณค่าประชาธิปไตย ทั้งนี้ ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 สีดำและสีน้ำตาลก็ปรากฏขึ้นมาในหน้าการเมืองยุโรป โดยสีดำเป็นตัวแทนของอนาธิปไตยหรือลัทธิฟาสซิสต์ (เช่น กลุ่ม ‘Blackshirts’ ในอังกฤษช่วงทศวรรษที่ 1920-1930) ส่วนสีน้ำตาลมีความผูกพันกับกลุ่มนาซี

ต่อมา พรรคการเมืองต่าง ๆ ทั่วโลกได้ใช้สีใน ‘โลโก้’ และอาร์ตเวิร์กเพื่อสื่อสารอัตลักษณ์และแนวทางทางการเมืองของพรรคตัวเอง ยิ่งในปัจจุบัน กลยุทธ์การตลาดและแพลตฟอร์มออนไลน์มีอิทธิพลอย่างมากต่อการรับรู้ของทุกคน พรรคการเมืองต่าง ๆ จึงต้อง ‘สร้างแบรนด์’ ให้แข็งแรงและชัดเจนในสายตาของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 

แม้จะมีข้อโต้แย้งว่า สีกับแนวคิดของพรรคการเมืองอาจไม่สัมพันธ์กันเสมอไป และขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละท้องถิ่น แต่บทความวิจัยชิ้นหนึ่งที่เผยแพร่บนวารสาร Party Politics เมื่อปี 2023 – ซึ่งศึกษาโลโก้พรรคการเมือง 308 พรรคใน 35 ประเทศประชาธิปไตย – ระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสีที่ใช้และอุดมการณ์ของพรรคฯ มีอยู่จริง 

ทฤษฎีการใช้สีของพรรคฝ่ายซ้าย (ซ้ายบน), พรรคสายกลาง (ขวาบน) และพรรคฝ่ายขวา จากงานวิจัยบนวารสาร Party Politics (ภาพ: Casiraghi et al. - Party Politics, 29(3))

บทความดังกล่าวเสนอว่า ส่วนใหญ่แล้ว พรรคการเมืองฝ่ายซ้ายจะใช้สีโทนร้อน (ความยาวคลื่นสูง) เช่น สีแดง สีส้ม สีชมพู และพรรคการเมืองฝ่ายขวาจะใช้สีโทนเย็น (ความยาวคลื่นต่ำ) โดยเฉพาะสีน้ำเงิน ทั้งนี้ มีกรณียกเว้นอยู่บ้าง กล่าวคือ พรรคอนุรักษนิยมหรือพรรคที่สนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน (autonomist parties) จะใช้สีตามธงชาติหรือธงของกลุ่มประชากร ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับทฤษฎีสีและแนวคิดทางการเมืองโดยทั่วไป

การใช้สีน้ำเงินของ Bloc Québécois พรรคการเมืองประชาธิปไตยสังคมนิยมซึ่งสนับสนุนการแยกตัวของควิเบก ตามสีธงของรัฐ (ภาพ: Andrej Ivanov/AFP)

‘สื่อ’ กับการใช้สีเรียกพรรคการเมือง

จริงอยู่ที่ว่า พรรคการเมืองต่าง ๆ จะเลือกใช้สีในโลโก้หรืออัตลักษณ์ของพรรคด้วยตัวเอง แต่ ‘สื่อมวลชน’ ก็เป็นตัวแสดงทางสังคมที่ทำให้ผู้คนเรียกพรรคการเมืองด้วยสีแทนชื่อพรรค ในแง่นี้ สื่อจึงไม่ได้ถ่ายทอดเนื้อหาข่าวเท่านั้น แต่ยังส่งอิทธิพลทางความคิดต่อสังคมผ่านภาษา และสร้างการรับรู้ทางการเมืองในวงกว้าง ยกตัวอย่างเช่น ช่วงปีที่ผ่านมาจนถึงการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 สื่อไทยและคนไทยเรียกพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชนด้วยสีแดง สีน้ำเงิน และสีส้ม จากสีโลโก้ของพรรคทั้งสาม ตามลำดับ  

โลโก้และการใช้สีของพรรคการเมืองส่วนหนึ่งในการเลือกตั้งทั่วไปของไทย ปี 2569
ตัวอย่างการเรียกพรรคการเมืองด้วยสีในสื่อ ช่วงก่อนการเลือกตั้ง 2569 ในไทย (ภาพ: Thai PBS News)

อย่างไรก็ดี มีกรณีศึกษาหนึ่งถึงบทบาทของสื่อที่กำหนดสีพรรคการเมือง โดยที่ไม่ได้ตรงกับทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างสีกับอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างได้อธิบายไป ในสหรัฐอเมริกา สื่อใช้สีแดงแทนพรรครีพับลิกัน (Republicans) ส่วนสีน้ำเงินนั้นใช้สำหรับพรรคเดโมเครต (Democrats) ตรงข้ามกับความหมายเชิงการเมืองของสีโดยทั่ว ๆ ไป ที่สีแดงหมายถึงพรรคหัวก้าวหน้า และสีน้ำเงินนั้นเท่ากับพรรคอนุรักษนิยม

ที่จริงแล้ว สีน้ำเงินเคยอยู่กับพรรครีพับลิกันมาก่อน เนื่องจากกองทัพฝ่ายสหภาพของอับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) – ซึ่งเคยเป็นสมาชิกพรรครีพับลิกัน – สวมใส่ชุดสีน้ำเงินเข้มในช่วงสงครามกลางเมือง (American Civil War – ค.ศ. 1861-1865) ส่วนสีแดงนั้นหมายถึงพรรคเดโมเดรตที่มีภาพลักษณ์ดูสมัยใหม่กว่า แต่ทั้งสองพรรคก็ไม่ได้มี “สีประจำพรรคอย่างเป็นทางการ” แต่อย่างใด 

การใช้สีแดงแทนพรรคเดโมเครต และสีน้ำเงินแทนพรรครีพับลิกัน บนสถิติการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐย้อนหลัง 3 ครั้ง (ปี 1872, 1876 และ 1880) (ภาพ: Library of Congress)

การ “สลับสี” อุดมการณ์ทางการเมืองในสหรัฐฯ อาจเริ่มขึ้นกลาย ๆ ในปี 1980 เมื่อช่อง ABC ใช้สีแดงแทนพรรครีพับลิกัน และสีน้ำเงินแทนพรรคเดโมเดรต เพื่อรายงานผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีระหว่างโรนัลด์ เรแกน (Ronald Regan – จากรีพับลิกัน) และจิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter – เดโมเครต) แม้ไม่มีเหตุผลอธิบายอย่างชัดเจนว่าทำไมถึงเปลี่ยน แต่สถานีโทรทัศน์ช่องอื่น ๆ ก็ทยอยปรับตาม 

จนมาถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2000 สื่อสิ่งพิมพ์เจ้าใหญ่อย่าง The New York Times และ USA Today ได้ใช้สีแดงแทนพรรครีพับลิกัน และสีน้ำเงินแทนพรรคเดโมเครต กลายเป็นบรรทัดฐานการเรียกฐานเสียงของทั้งสองพรรคว่า ‘รัฐแดง-รัฐน้ำเงิน (red states and blue states) ถึงปัจจุบัน ส่วนรัฐที่ฐานเสียงไม่นิ่ง (swing states) จะใช้สีม่วงแทน 

การใช้สีแดงแทนพรรครีพับลิกัน และสีน้ำเงินแทนพรรคเดโมเครตในปัจจุบัน ตัวอย่างจากแผนที่คะแนนโหวดระหว่างการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2024 (ภาพ: Olivier Touron/AFP)

ทั้งหมดนี้คือเกร็ดความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสีและการเมือง ไม่ว่าจะเรียกด้วยสีหรือชื่อพรรค ทุกคนก็ควรแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับพรรคการเมืองและการเมือง ด้วยเหตุด้วยผลและไม่ดูหมิ่นใส่ร้ายกัน สิ่งนี้จะทำให้สังคมประชาธิปไตยมีทั้ง ‘สีสัน’ ‘ความสร้างสรรค์’ และความยั่งยืนได้

รู้รอบเรื่องการเมือง กับบทความจาก Thai PBS NOW

เกาะติด ‘เลือกตั้ง 69’ กับไทยพีบีเอส เสียงของทุกคน ฝ่าวิกฤตประเทศไทย: www.thaipbs.or.th/Election69

อ้างอิง

  • How Britain’s political parties got their colors, CNN
  • Plate 10: Political History (Presidential Elections) Copy 1, Library of Congress
  • Republicans are red and Democrats blue. But it wasn’t always that way, CNN
  • The colors of ideology: Chromatic isomorphism and political party logos, Party Politics, 29(3), p. 463-474
  • The Color Of Politics: How Did Red And Blue States Come To Be?, NPR
  • การสื่อสารเชิงอัตลักษณ์เพื่อการตลาดการเมือง : สีแทนพรรคการเมืองไทย, วารสารวิชาการ รัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ปีที่ 7 ฉบับที่ 5 (กันยายน - ตุลาคม 2568), หน้า 59-73

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สีการเมืองเลือกตั้ง 69พรรคการเมืองประวัติศาสตร์การเมือง
พีรชัย พสุทันท์

ผู้เขียน: พีรชัย พสุทันท์

ศิษย์เก่าอักษร จุฬาฯ และโปรแกรมปริญญาโททุน EU ด้านวรรณกรรมยุโรปในฝรั่งเศสและกรีซ ผู้ชอบพาตัวเองไป (หลง) อยู่ในกระแสพหุวัฒนธรรม และเปิดเพลง ABBA ประโลมชีวิตทุกครั้งที่เขียนงาน | @porrorchor

บทความ NOW แนะนำ