
โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือที่เราคุ้นหูกันในชื่อ ‘โครงการแลนด์บริดจ์’ เป็นการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทั้งสองฝั่งทะเล ได้แก่ ฝั่งทะเลอันดามัน ณ แหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง และฝั่งอ่าวไทย ณ แหลมริ่ว จังหวัดชุมพร และมีการสร้างทางเชื่อมระหว่างท่าเรือทั้ง 2 ฝั่ง เป็นระยะทาง 89.35 กิโลเมตร ทั้งทางหลวงพิเศษ รถไฟทางคู่ ท่อขนส่งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ และมีการถมทะเลเพื่อพัฒนากิจการสนับสนุนท่าเรือ
โดยโครงการนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและศักยภาพทางการค้าของประเทศไทยกับกลุ่มประเทศที่อยู่ทางด้านมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้สามารถลดต้นทุนและระยะเวลาในการขนส่ง และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว สนับสนุนระบบโลจิสติกส์การขนส่งทางเรือของประเทศไทยเพื่อเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาค เพิ่มศักยภาพในการพัฒนาระบบการคมนาคมขนส่งและเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาคุณภาพชีวิต โอกาสการจ้างงาน และช่วยลดปัญหาทางสังคมในพื้นที่จังหวัดระนอง จังหวัดชุมพร และจังหวัดอื่น ๆ ในภาคใต้
ทางโครงการได้มีการศึกษาความคุ้มค่าแล้วพบว่า โครงการนี้สามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้ประเทศในระยะยาว เพราะเมื่อเปรียบเทียบต้นทุนกับผลประโยชน์ทั้งหมด พบว่าทุก ๆ เงินลงทุน 1 บาท จะสร้างมูลค่ากลับมาได้ประมาณ 1.35 บาท และหากคิดรวมตลอดอายุโครงการ ประเทศจะได้กำไรกว่า 250,000 ล้านบาท แม้จะต้องใช้เวลาประมาณ 24 ปีจึงจะคืนทุน อีกทั้งโครงการยังสามารถสร้างงานในพื้นที่กว่า 280,000 ตำแหน่ง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดระนองและชุมพร ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังมีการประเมินว่าโครงการจะช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) เพิ่มสูงขึ้นได้ถึง 5.5% ต่อปี หากดำเนินการได้ตามแผน
หากฟังจากประโยชน์ที่ได้จากโครงการอาจมองได้ว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่จะนำความเจริญเข้ามาภายในประเทศ แต่โครงการนี้เองก็ได้รับความกังวลจากหลายภาคส่วน ซึ่งได้มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมฉบับหนึ่งที่ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบจากโครงการแลนด์บริดจ์อยู่หลายอย่างด้วยกัน

โดยรายงานนี้คือรายงานที่มีชื่อว่า Land Bridge Effect ที่มีการใช้หลักการของวิทยาศาสตร์พลเมือง (Citizen Science) ในการเก็บข้อมูลโดยมาจากความร่วมมือระหว่างนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เครือข่ายที่สนใจด้านสิ่งแวดล้อมและประชาชนที่อยู่ในชุมชนบริเวณนั้น ซึ่งภายในรายงานจะเป็นการรวบรวมข้อมูลผลกระทบของโครงการต่อระบบนิเวศ ชุมชนชายฝั่ง และวิถีชีวิต โดยเน้นการวิเคราะห์ด้านความหลากหลายทางชีวภาพและผลกระทบทางสังคมเพิ่มเติมจากรายงาน EHIA ของทางการ
ภายในรายงานแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ในการเก็บข้อมูลซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ในโครงการแลนด์บริดจ์นั้นมีความหลากหลายทางชีวภาพและมีสัตว์น้ำที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ อีกทั้งในบริเวณใกล้เคียงโครงการคือพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง (Ranong Biosphere Reserves) ที่อยู่ในโครงการมนุษย์และชีวมณฑล (Man and Biosphere Reserves Programme : MAB) ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศขององค์การยูเนสโก (UNESCO)
โดยพื้นที่ดังกล่าวได้มีการพบพันธุ์ไม้ที่จัดอยู่ในสภาพที่ต้องเฝ้าระวังหรือมีความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ตามบัญชีเพื่อการอนุรักษ์ของ IUCN Red List จำนวน 6 ชนิด ได้แก่ พังกา - ถั่วขาว (Bruguiera hainesii) หงอนไก่ใบเล็ก (Heritiera fomes) น้ำนอง (Brownlowia tersa) เป้ (Phoenix paludosa) และโปรงขาว (Ceriops decandra) อีกทั้งยังมีนกหายากใกล้สูญพันธุ์อีก 3 ชนิด ได้แก่ นกยางจีน (Egretta eulophotes) นกน็อตใหญ่ (Calidris tenuirostris) และนกอีก๋อยสะโพกสีน้ำตาล (Numenius madagascariensis)

ทั้งนี้ บริเวณใกล้กับโครงการยังมีพื้นที่ปะการังหลายแห่ง รวมพื้นที่แล้วมีขนาดสูงถึงประมาณ 2,504,080 ตารางเมตร ซึ่งเป็นศูนย์รวมความหลากหลายทางชีวภาพและมีแหล่งหญ้าทะเลโดยรอบพื้นที่โครงการรวมกว่า 1,260,272 ตารางเมตร ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเล อีกทั้งยังเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนที่สำคัญอีกด้วย

นอกจากข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพยังมีการใช้โปรแกรม DSAS แบบจำลองทางคณิตศาสตร์อย่าง GENESIS และแบบจำลองทางคณิตศาสตร์สองมิติอย่าง MIKE21 เพื่อจำลองผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของชายฝั่งทะเลหากโครงการแลนด์บริดจ์ได้เกิดขึ้น และผลได้แสดงถึงผลกระทบหลายอย่างทั้ง การไหลเวียนของน้ำลดลงส่งผลให้อุณหภูมิของน้ำในอ่าวอาจเพิ่มขึ้นและความเค็มของน้ำอาจเปลี่ยนแปลง เกิดการสะสมของตะกอนในอ่าวมากขึ้นส่งผลให้พื้นที่ใกล้ฝั่งของอ่าวอาจกลายเป็นโคลนตมและส่งผลต่อระบบนิเวศชายฝั่ง และการกระจายตัวของสารอาหารและออกซิเจนในน้ำจะลดลงอีกด้วย
แม้โครงการแลนด์บริดจ์จะถูกนำเสนอในฐานะโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ แต่ข้อมูลจากการสำรวจทางชีวภาพและแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ในรายการดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่าพื้นที่โครงการมีความเปราะบางสูงต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบชายฝั่ง ทั้งในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ คุณภาพน้ำ และเสถียรภาพของชายหาด ซึ่งล้วนเป็นรากฐานของเศรษฐกิจประมงและการท่องเที่ยวในระยะยาว
หากการพัฒนาเกิดขึ้นโดยขาดฐานข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอและการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมอาจสูงกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่คาดหวัง และอาจกลายเป็นภาระที่คนรุ่นหลังต้องรับผิดชอบ ดังนั้น การทบทวนความจำเป็นของท่าเรือฝั่งอันดามันและรูปแบบการพัฒนาโลจิสติกส์ของประเทศบนพื้นฐานของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่โปร่งใส จึงเป็นสิ่งจำเป็นก่อนที่โครงการจะก้าวสู่ขั้นตอนการก่อสร้างจริง
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
ที่มาข้อมูล : policywatch.thaipbs, policywatch.thaipbs, greennews, thaipublica
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech




















