“ราคาทอง” กลายเป็นสิ่งที่หลายคนจับตาเมื่อมีราคาพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา แต่เหตุราคาทองร่วง -10% หนักที่สุดในรอบกว่า 46 ปี ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมาอาจทำให้หลายคนหวั่นใจ
Thai PBS ชวนย้อนดูเพื่อเข้าใจ “ราคาทอง” แม้จะมีช่วงเวลาที่พุ่งสูง แต่ก็มีช่วงเวลาที่ราคาสะดุด และซึมยาวเช่นกัน สาเหตุของราคาที่สะดุด หยุดนิ่ง ลดลงหรือไม่พุ่งขึ้นอย่างยาวนานมาจากอะไร ? ชวนมามองภาพกว้างผ่านประวัติการณ์นิ่งยาวในอดีตเพื่อเข้าใจปัจจุบันของสินทรัพย์นี้กัน
ยุคแรกของราคาทอง จาก “เหรียญแลกเปลี่ยนสินค้า” สู่ “อิทธิพลของประเทศมหาอำนาจ”
ก่อนที่จะเข้าใจถึงเหตุการณ์ราคาทองสะดุดยาวนานกว่า 20 ปี จำเป็นจะต้องย้อนไปเข้าใจยุคแรกของทองคำในบริบทของระบบการเงินโลกในยุคเปลี่ยนผ่าน
เดิมทีโลกรู้จักทองคำในฐานะของเครื่องประดับที่บ่งบอกฐานะความร่ำรวย ก่อนจะถูกนำมาสร้างเป็นเหรียญเพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการเปลี่ยนแปลงสินค้า จุดเริ่มต้นของทองคำและการเงินโลกเกิดขึ้นในช่วงปี 1800 ที่สหราชอาณาจักรผูกค่าของเงินปอนด์สเตอร์ลิงกับทองคำ เกิดเป็นระบบที่เรียกกันว่า “Gold Standard”
กระทั่งประวัติศาสตร์ก้าวสู่ยุคถัดไป โดยในปี 1944 มหาอำนาจเปลี่ยนผ่านสู่มือของสหรัฐอเมริกาที่ประกาศผูกค่าเงินดอลลาร์สหรัฐกับทองคำผ่าน “ระบบเบรตตัน วูดส์” (Bretton Woods System) ซึ่งเกิดขึ้นได้จากอิทธิพลของประเทศสหรัฐอเมริกา ความมั่งคั่งของปริมาณทองคำสะสม รวมถึงปัจจัยการเมืองโลกที่ต้องมีการจัดระบบการเงินใหม่ จึงเกิดระบบการเงินของโลกยุคใหม่ขึ้น เพื่อช่วยให้การค้าระหว่างประเทศมีความสะดวกยิ่งขึ้น ส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐมีอิทธิพลต่อโลกการเงินมาจนถึงปัจจุบัน และค่าทองคำคงที่อยู่ที่ 35 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์
ราคาทองในช่วงเวลาดังกล่าวถูกผูกอยู่กับดอลลาร์สหรัฐเป็นหลัก เงินกระดาษผูกกับทองคำ ผู้ที่ครอบครองเงินดอลลาร์สหรัฐจึงไม่ต่างจากการมีทองคำไว้ในมือ แต่แล้วในวันที่ 15 สิงหาคม ปี 1971 เกิดเหตุการณ์ช็อกโลกที่ชื่อว่า Nixon Shock หรือการประกาศนโยบายระบบการเงินใหม่ของประธานาธิบดี Richard Nixon ที่ยกเลิกการผูกค่าเงินดอลลาร์สหรัฐกับทองคำ
นี่เองจึงเป็นจุดเริ่มต้นของทศวรรษที่ราคาพุ่งสูงอย่างที่ไม่มีใครจินตนาการได้ถึงมาก่อน

ราคาทองพุ่ง 1800 % ท่ามกลางระบบการเงินโลกใหม่
เหตุการณ์ Nixon Shock มีที่มาจากหลายสาเหตุ ทั้งอัตราเงินเฟ้อ วิกฤตน้ำมัน รวมถึงความขัดแย้งระหว่างประเทศ การสิ้นสุดลงของระบบเบรตตัน วูดส์ ทำให้ราคาทองพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากระบบการเงินใหม่ โลกไม่ผูกค่าทองคำกับเงินสกุลใดอีกต่อไป การแลกเปลี่ยนทำได้อย่างอิสระ แต่ก็ตามมาด้วยความผันผวนรุนแรง อัตราเงินเฟ้อยิ่งสูงขึ้น เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก
และในช่วงปี 1971 – 1979 ได้กลายเป็นช่วงเวลาที่ราคาทองค่อย ๆ เพิ่มขึ้น จากเดิมที่ทองถูกผูกค่าไว้กับสกุลเงินสหรัฐที่ 35 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในปี 1971 ราคาทองพุ่งไปถึงจุดสูงสุดที่ 850 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงปี 1979 หากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว ราคาพุ่งสูงกว่า 2,000 %
อีกจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นปี 1979 เมื่อความขัดแย้งของโลก ทั้งการปฏิวัติอิหร่าน และสหภาพโซเวียตบุกอัฟกานิสถานที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น รวมทั้งยังมีวิกฤตน้ำมันที่ราคาพุ่งสูงกดดันต้นทุนด้านการผลิตทั่วโลก เหล่านี้ทำให้อัตราเงินเฟ้อยิ่งพุ่งสูง และเมื่อเงินเสื่อมค่าอย่างรวดเร็ว จึงเกิดการย้ายเงินไปไว้ในทองคำ ในช่วงปีนั้นเอง ราคาทองพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว พุ่งขึ้นกว่า 80 % ภายใน 1 ปี
การเพิ่มขึ้นของราคาทองคำอย่างรวดเร็วภายใน 1 ปี นักวิเคราะห์มองกันว่ามีความคล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2025 ที่ผ่านมา โดยประเด็นที่น่ากังวลก็คือ หลังจากราคาที่พุ่งขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น กลับตามมาด้วยช่วงเวลาอันยาวนานของราคาทองที่สะดุดกว่า 20 ปี
ราคาทองคำสะดุด…กว่า 2 ทศวรรษกับสินทรัพย์ที่ถูกลืม
หลังจากราคาทองพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงปี 1979 ช่วงเวลาที่ราคาลดลงและสะดุดนิ่งยาวนานก็มาถึง ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปี 1980 – 2000 หรือเกือบ 20 ปี
ราคาทองพุ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดในช่วงเดือนมกราคมของปี 1980 ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งของโลกที่ยังไม่สงบลง สหภาพโซเวียตที่เริ่มบุกอัฟกานิสถานในช่วงเดือนธันวาคมของปี 1979 และมีท่าทีที่รุนแรงขึ้น ขณะที่บริบทของโลกเข้าสู่ช่วงสงครามเย็น ราคาทองพุ่งสูงสุดที่ 850 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่แล้วหลังจากนั้นราคาก็ค่อย ๆ ลดลง โดยในปี 1990 ทองคำลงมาอยู่ที่ประมาณ 400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และเมื่อเข้าสู่ปี 2000 ราคาก็ลงมาอยู่ที่ราว 280 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ถือเป็นช่วงเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ราคาทองถูกลืมเลือนไป
แล้วเกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลานั้นบ้าง ?
มีการวิเคราะห์กันว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาทองสะดุดนิ่งยาวมาจากการตัดสินใจของ Paul Volcker ผู้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารสหรัฐ (Federal Reserve System) หรือที่รู้จักกันในชื่อ Fed ซึ่งถือเป็นองค์กรที่ทรงอิทธิพลด้านการเงินของโลก มีหน้าที่กำหนดดอกเบี้ยนโยบายของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลต่อระบบการเงินของโลก
Paul Volcker เลือกดำเนินนโยบายด้านการเงินที่เข้มงวดเพื่อรักษาค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐเอาไว้ จากเดิมที่มูลค่าของดอลลาร์สหรัฐลดลงเลื่อย ๆ จากภาวะเงินเฟ้อ ทำให้คนเลือกหนีจากเงินสดไปซื้อทอง กลายเป็นนโยบายกลับด้าน ด้วยการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายสูงระดับ 10 - 20 % ซึ่งด้านหนึ่งส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย อัตราว่างงานของผู้คนเพิ่มขึ้นสูง แต่ในอีกด้านกลับส่งผลดีระยะยาว เมื่อนักลงทุนเทขายทองเพื่อกลับมาถือเงินดอลลาร์กันมากขึ้น อัตราเงินเฟ้อจึงลดลง และท้ายที่สุดก็ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้น ทว่าผลต่อมาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ราคาทองคำที่สะดุดลงอย่างยาวนาน
นอกจากนี้ยังมีการค้นพบแหล่งทองคำใหม่ ๆ เพิ่มเติมทำให้ราคาทองยิ่งตกลง ปัจจัยทั้งหมดเหล่านี้ ล้วนส่งผลให้ราคาทองสะดุดยาวนานนับจากปี 1980 เป็นต้นมา
ราคาทองมีช่วงเวลาที่พุ่งขึ้นเล็กน้อยหลังเหตุการณ์ Black Friday วิกฤตตลาดหุ้นตกอย่างรุนแรงในเช้าวันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม ปี 1997 แต่ก็ซึมลงจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ช่วงฟื้นตัว เงินยังคงไหลเข้าสู่ทรัพย์สินอื่น ๆ ตลาดหุ้น ระบบเศรษฐกิจต่าง ๆ ราคาทองสะดุดยาวกว่าจะกลับมาทำจุดสูงสุดใหม่ได้อีกครั้งก็หลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ หรือในช่วงปี 2008 เป็นต้นมา

ทองเป็นสินทรัพย์ที่มีลักษณะเฉพาะตัว ที่ผ่านมา เคยมีผู้เชี่ยวชาญอย่าง วรชัย ตั้งสิทธิ์ภักดี รองเลขาธิการสมาคมค้าทองคำ เผยว่า ทองมีคุณสมบัติช่วยป้องกันความเสี่ยง โดยเฉพาะเหตุการณ์วิกฤตใหญ่ ๆ ที่เกิดขึ้น สอดคล้องกับงานวิจัยด้านการเงิน พบว่า ราคาทองคำมีความสัมพันธ์กับผลตอบแทนในตลาดหลักทรัพย์ โดยทองคำมักมีราคาสูงขึ้นในช่วงวิกฤตต่าง ๆ และมักจะลดลงเมื่อวิกฤตผ่านพ้น เนื่องจากนักลงทุนและสถาบันการเงินต่าง ๆ คลายความกังวลจากสถานการณ์ความไม่มั่นคง และย้ายเงินไปสู่การลงทุนที่มีความเสี่ยงมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในโลกของการลงทุนมีประโยคที่ว่า “ผลตอบแทนในอดีต ไม่สามารถการันตีหรือยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคตได้” ซึ่งเป็นคำเตือนความเสี่ยงมาตรฐาน (Disclaimer) สำหรับการลงทุน และความเข้าใจในอดีตของ “ราคาทอง” ก็เช่นกัน
อ้างอิง
- Financial Time
- federalreservehistory.org
- investopedia.com
- chicagofed.org
- สารนิพนธ์ เรื่อง การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างราคาทองคํา ราคาน้ำมัน อัตราแลกเปลี่ยน และผลตอบแทนของตลาดทุนในสหรัฐอเมริกา และ ไทย มหาวิทยาลัยมหิดล


















