claude ai คืออะไร จะมาเขย่าวงการเทคฯ โลกจริงหรือไม่ เทพกว่า ChatGPT หรือ Gemini หรือเปล่า Thai PBS Sci & Tech ชวนไปทำความรู้จัก AI ตัวใหม่ให้มากขึ้น และจุดเปลี่ยนของมนุษย์ในอนาคต งานไหนจะหายไป แล้วมนุษย์จะมีกลยุทธ์อยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วย AI อย่างไร
ท่ามกลางสมรภูมิปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด เรามักจะเห็นการประชันกันด้วยความเก่งของโมเดล หรือความหวือหวาของฟีเชอร์ใหม่ ๆ ทว่าในโลกของการทำงานจริง "ความน่าเชื่อถือและความปลอดภัย" เป็นเรื่องที่น่ากังวลใจในกลุ่มผู้ใช้งานมาโดยตลอด และนี่จึงเป็นสิ่งที่ Claude ใช้เป็นจุดแข็งเพื่อต่อสู้กับเจ้าใหญ่ ๆ ในตลาด
"นักวิจัยของ Anthropic พัฒนา Constitutional AI ชุดหลักการปัญญาประดิษฐ์ เพื่อใช้ควบคุมระบบ AI ให้สอดคล้องกับค่านิยมของมนุษย์ ทำให้เกิดประโยชน์ ไม่เป็นอันตราย และซื่อสัตย์"
Claude AI, Anthropic 7 ก.ค. 2023
Claude AI คืออะไร ?
Claude อ่านว่า คลอดด์ เป็น AI ประเภท Large Language Model (LLM) หรือโมเดลปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่ที่ฝึกฝนด้วยข้อมูลมหาศาลผ่านเทคโนโลยี Deep Learning จากค่าย Anthropic บริษัทสัญชาติอเมริกัน ก่อตั้งขึ้นในปี 2021 โดย Dario และ Daniela Amodei อดีตพนักงานของ OpenAI ที่นำปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือมาใส่ในโมเดล AI ของตัวเอง เพื่อให้ AI มีจริยธรรมและความรับผิดชอบมากยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้ Claude ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงในสมรภูมิ AI ที่น่าจับตามองที่สุดในเวลานี้
Constitutional AI : เมื่อ AI มีธรรมนูญ
ดร.สรรพฤทธิ์ มฤคทัต กรรมการและประธานวิชาการสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT) และหัวหน้าทีมวิจัยการประมวลผลและเข้าใจภาพ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ NECTEC อธิบายถึงความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่าง Anthropic ผู้พัฒนา Claude และคู่แข่งเจ้าอื่น ๆ นั่นคือ "นโยบายการพัฒนา" (Policy) ในขณะที่ยักษ์ใหญ่อย่าง OpenAI ภายใต้การนำของ Sam Altman อาจให้ความสำคัญกับความรวดเร็ว แต่ Anthropic กลับเน้นเรื่องความน่าเชื่อถือมากกว่า
"Constitutional AI ของ Anthropic เป็นหลักเกณฑ์ที่ทางผู้พัฒนากำหนดไว้ใน AI ต้องปฏิบัติตาม ตอบคำถามอย่างมีจริยธรรม ไม่มโน ต้องไม่ทำในสิ่งที่เป็นอันตราย ส่วนค่ายอื่นจะมีหรือไม่มีเราไม่รู้ ซึ่งถ้าดูพฤติกรรมจากโมเดลของ Claude โดยส่วนตัวผมว่าน่าเชื่อถือมากกว่า ซึ่งปกติแล้วผมก็ใช้ของทุกเจ้า" ดร.สรรพฤทธิ์ กล่าว
ดร.สรรพฤทธิ์ อธิบายต่อว่า ปีก่อน ๆ ทีมของ Anthropic ซึ่งเป็นทีมเล็ก ๆ โฟกัสเรื่องการเขียนโค้ดเพียงอย่างเดียว โดยผลิตภัณฑ์ที่ออกมา คือ "Claude Code" ซึ่งเป็นเครื่องมือเขียนโค้ดที่ได้รับความนิยมสูง เนื่องจากสะดวกในการเขียนโค้ด แก้บัคได้ ทำได้หลายอย่าง ขณะที่ Codex ของ OpenAI ก็ให้บริการด้านการเขียนโค้ดมานานเพียงแต่ไม่ได้โฟกัสมากเท่าไร และถึงแม้ว่า Claude จะมีนโยบายเน้นเรื่องเขียนโค้ด แต่ผลการทดสอบ Dataset อื่น ๆ ก็ได้คะแนนดีเหมือนกัน

Claude Cowork คืออะไร
เมื่อช่วงต้นปี Anthropic ออกผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นเวอร์ชัน Beta ที่มีชื่อว่า "Claude Cowork" เครื่องมือผู้ช่วยส่วนตัว (AI Agent) สามารถสั่งงานได้ เหมือนบุคลากรคนหนึ่งในทีม การใช้ Claude Cowork แตกต่างจากการสนทนาปกติ คือ ผู้ใช้สามารถให้ Claude เข้าถึงโฟลเดอร์ที่ผู้ใช้อนุญาตบนคอมพิวเตอร์ได้ โดยไม่ต้องอัปโหลดไฟล์เข้าไป จากนั้น Claude สามารถอ่าน แก้ไข หรือสร้างไฟล์ในโฟลเดอร์นั้น แต่จะไม่สามารถอ่าน แก้ไข หรือดำเนินการใด ๆ ที่ผู้ใช้ไม่ได้ให้สิทธิ์การเข้าถึง
นอกจากนี้ ไฮไลต์ที่น่าสนใจ คือ สแกนภาพใบเสร็จเพื่อดึงข้อมูล วันที่ ยอดเงิน แล้วแปลงเป็นไฟล์ Excel พร้อมใส่สูตรคำนวณ และการดึง Insight สำคัญจากไฟล์ PDF หลายฉบับมารวมเป็นรายงานสรุปฉบับเดียวได้ด้วย
นอกจากนี้ เมื่อปี 2024 Anthropic ออกมาตรฐาน MCP (Model Context Protocol) เพื่อเป็นสะพานเชื่อมให้ AI สามารถเรียกใช้ Service จากภายนอกหรือเข้าถึงฐานข้อมูลองค์กรได้โดยตรง โดยสามารถจัดการข้อมูลมหาศาล เช่น การโยนไฟล์ JavaScript พร้อมกัน 50-60 ไฟล์ เพื่อให้ AI วิเคราะห์ ค้นหาจุดบกพร่อง หรือดึงข้อมูลออกมาได้โดยอัตโนมัติ
“Claude Cowork ทำให้อนาคตอาจจะมีบริษัทที่เป็นยูนิคอร์นมีแค่พนักงานเป็น CEO แค่ 1 คน ที่เหลือเป็น AI ทั้งหมดก็อาจจะเป็นไปได้”
AI สร้าง C Compiler ในเวลาเพียง 2 สัปดาห์
ความโดดเด่นของ Claude ในแวดวง Developer ไม่ใช่แค่การช่วยเขียนโค้ดสั้น ๆ แต่คือความสามารถในการทำความเข้าใจโครงสร้างซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อน
ดร.สรรพฤทธิ์ ได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่สร้างแรงสั่นสะเทือน คือ การที่ Anthropic ตั้งทีม Agent ที่ใช้ Claude สร้าง C Compiler ภาษาซีเป็นตัวที่ใช้แปลงภาษาคอมพิวเตอร์ให้กลายมาเป็นโค้ดให้สามารถทำงานบนเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ โดยให้เขียนขึ้นมาใหม่ทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นจนใช้งานได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าประทับใจมาก ๆ เพราะต่อให้จ้าง Junior Developer 50-100 คน ก็อาจจะไม่สามารถทำสำเร็จ เพราะการเขียน C Compiler เป็นงานระดับสูงที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางระดับ Senior Developer ค่าตัวสูง และอาจจะต้องใช้เวลา 3-4 เดือน แต่ Claude Agent ทำได้จบใน 2 สัปดาห์ แสดงให้เห็นว่า Claude ไม่ใช่แค่ผู้ช่วยเขียนโค้ดธรรมดา แต่ยกระดับสู่การเป็น สถาปนิกซอฟต์แวร์ที่พร้อม Disrupt วิธีการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบเดิม ๆ

Mechanistic Interpretability ความพยายามเข้าใจ AI เชิงลึก
นอกจากนี้ สิ่งที่ Anthropic ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ Mechanistic Interpretability ความพยายามเข้าใจ AI เชิงลึก เหมือนกับพวก Neuroscience (ประสาทวิทยาศาสตร์) ที่พยายามเข้าใจว่าสมองส่วนไหนสั่งการเรื่องอะไรอยู่ ซึ่ง Anthropic มีการทำวิจัยเรื่องนี้ว่า ส่วนไหนของ Neural Network ของ Claude ตัดสินใจเรื่องไหน ในอนาคตอาจจะทำให้เราเข้าใจว่า AI ตอบแบบนี้เพราะอะไร การตัดสินใจเชิงบวกหรือเชิงลบ มีเหตุผลอะไร ส่วนบริษัทอื่น ๆ ยังไม่เห็นว่าสนใจเรื่องนี้
หรือวงการ Cybersecurity จะถูก Disrupt ?
ดร.สรรพฤทธิ์ กล่าวว่า ข่าวเร็ว ๆ นี้เรื่อง Cybersecurity เครื่องมือตรวจช่องโหว่ซอฟต์แวร์ทั่วไปมักทำงานตามกฎ เช่น ถ้ามีเงื่อนไขแบบนี้แปลว่าน่าจะมีปัญหาเกิดขึ้น แต่โมเดลของ Claude ทำมากกว่านั้น ด้วยการวิเคราะห์ Algorithm ข้างในว่าการเขียนโค้ดแบบนี้ ผู้เขียนโค้ดคิดอะไรอยู่ในหัว และการเขียนแบบนี้น่าจะมีโอกาสนำไปสู่ปัญหาความปลอดภัยหรือไม่ ซึ่งวิธีการวิเคราะห์แบบนี้คนก็สามารถทำได้ แต่ว่าปริมาณข้อมูลเยอะ ๆ อาจจะต้องเหนื่อย หรือจ้าง Software Engineer ซึ่งเสียเวลาในการอ่านโค้ด เพราะฉะนั้นบริษัท Security จากเดิมที่ไม่ต้องคิดอะไรมาก เขียนกฎง่าย ๆ ก็อาจจะโดน Disrupt ได้ หากมี Service ที่ดีกว่า

จุดจบของ "คนกลาง" และการปรับตัว
ในวันที่ Claude และ AI เริ่มเข้ามาจัดการงานที่ต้องใช้การคิดวิเคราะห์ได้เกือบทั้งหมด สิ่งที่คนทำงานต้องตระหนักคือ AI ไม่ได้มาเพื่อแย่งงานแบบกวาดล้าง แต่จะเข้ามา "กลืน" งานที่ไม่ต้องใช้การตัดสินใจที่ซับซ้อน
ดร.สรรพฤทธิ์ กล่าวว่า ในส่วนของการจ้างงานอาจชะลอการรับ Junior เพราะงานพื้นฐาน AI ทำได้ดีกว่า ดังนั้น ทางรอดเดียวคือการอัปเดตทักษะ Reskill Upskill เพื่อใช้งานเครื่องมือเหล่านี้ในฐานะผู้ควบคุม สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคืออาชีพที่เป็นเพียง "คนกลาง" เช่น คนคัดกรองข้อมูล หรือผู้วิเคราะห์ข่าวแบบผิวเผิน หากเพียงแค่รับข้อมูลมาแล้วส่งต่อไปยัง AI หรือรับจาก AI มาส่งต่อโดยไม่มี "Add-on Value" ก็จะโดน AI ทดแทน
“ผมว่างานใด ๆ ที่คุณไม่ต้องคิดเยอะ มันก็จะโดน AI กลืนไป เพราะงานที่เหลือจะเป็นงานที่ต้องตัดสินใจ ประสานงาน หรืองานที่ต้องคุยกับคนอื่น AI มันอาจจะยังแทนที่ได้ยาก”
ดร.สรรพฤทธิ์ มฤคทัต NECTEC

ดร.สรรพฤทธิ์ กล่าวต่อว่า ถ้าจะอยู่รอดอันดับแรกเราต้องหัดใช้เครื่องมือ ถ้ามีงานอยู่แล้วก็หัดใช้เครื่องมือ เพิ่มศักยภาพตัวเองเผื่อเปลี่ยนสายงานไปทำงานด้าน AI ก็น่าสนใจ ส่วนเด็กที่เพิ่งเรียนจบก็อาจจะต้องศึกษาไว้ แต่อย่างไรก็ตาม การใช้ AI อย่าไปเชื่อมันหมด ใช้แล้วตรวจสอบว่าจริงหรือไม่จริง เพราะในหลาย ๆ ครั้งมักมีปัญหาตลอดว่า AI ตอบเรื่องที่ไม่จริง
“ถึงเวลาที่เราต้องอัปเดตความรู้เรื่อง AI กันเยอะ ๆ เพราะมันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ทุกปี ปีก่อนมีการคุยเรื่องทำ Prompt Engineering ปัจจุบันความสำคัญก็อาจจะน้อยลง เพราะ AI ฉลาดขึ้น เราไม่จำเป็นต้องเขียน Prompt ให้ละเอียดมากมันก็อาจจะตอบได้แล้ว สถานการณ์มันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ต้องอัปเดตความรู้ แล้วถ้าอยากอยู่รอดต้องมีการเพิ่มสกิลอะไรสักอย่างที่ไม่เป็นอัตโนมัติ” กรรมการและประธานวิชาการสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT) ฝากทิ้งท้าย.
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech









