ทุก ๆ ปี นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญจาก Bulletin of the Atomic Scientists จะมีการประชุมปรับเข็มเวลา “นาฬิกาวันสิ้นโลก” หรือ “Doomsday Clock” เพื่อแสดงให้เห็นว่าโลกของเราอยู่ใกล้จุดหายนะมากแค่ไหน และล่าสุดในปี 2026 เข็มนาฬิกาถูกปรับไว้ที่ 89 วินาที ก่อนถึงเวลาเที่ยงคืน คำถามที่ตามมาคือ นาฬิกานี้สำคัญอย่างไร และมีต้นกำเนิดจากไหน มาร่วมหาคำตอบและสำรวจความหมายของเข็มนาฬิกาไปพร้อม ๆ กัน

Doomsday Clock คืออะไร ?
“Doomsday Clock” หรือ “นาฬิกาวันสิ้นโลก” คือ นาฬิกาเชิงสัญลักษณ์ที่สร้างขึ้นเพื่อบอกว่ามนุษยชาติเข้าใกล้จุดหายนะของโลกมากเพียงใด คิดค้นขึ้นในปี ค.ศ. 1947 โดย คณะกรรมการจดหมายข่าวนักวิทยาศาสตร์ด้านปรมาณู (Bulletin of the Atomic Scientists)
แต่เดิม นาฬิกาวันสิ้นโลก ใช้เป็นสัญลักษณ์เพื่อบ่งชี้ถึงภัยอันตรายจากระเบิดนิวเคลียร์ โดยเข็มนาฬิกาจะถูกปรับให้เข้าใกล้หรือถอยห่างจากเวลา “เที่ยงคืน” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์จุดหายนะของมนุษยชาติ
แต่ในหลายทศวรรษต่อมา เข็มนาฬิกาจะถูกปรับไปตามเหตุการณ์ต่าง ๆ ในโลก ที่ส่งผลต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ ซึ่งรวมถึงภัยคุกคามจาก การเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ด้วย
โดยปกติแล้วเข็มนาฬิกาจะมีการพิจารณาปรับเวลาทุกปี โดย สมาชิกคณะกรรมการด้านวิทยาศาสตร์และความมั่นคง (Science and Security Board) ร่วมกับคณะกรรมการที่ปรึกษาของ Bulletin ซึ่งรวมไปด้วยนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญระดับหัวกะทิ
หนึ่งในนั้นมี อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) และ เจ. โรเบิร์ต ออปเพนไฮเมอร์ (J. Robert Oppenheimer) ที่รู้จักกันนามบิดาแห่งระเบิดปรมาณู รวมอยู่ด้วย โดยในปัจจุบันนาฬิกานี้อยู่ภายใต้การดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติด้านเทคโนโลยี
ครั้งแรก! ที่เข็มนาฬิกาวันสิ้นโลกขยับ
นับตั้งแต่การถือกำเนิดนาฬิกาวันสิ้นโลก เข็มนาฬิกานั้นได้ถูกตั้งไว้ที่ 7 นาทีก่อนเวลาเที่ยงคืน จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1949 ที่เข็มนาฬิกาได้ถูกขยับให้เข้าใกล้เที่ยงคืนเป็นครั้งแรก
การปรับเข็มนาฬิกาในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากสหภาพโซเวียตประสบความสำเร็จในการทดสอบระเบิดปรมาณูลูกแรก โดยผู้ที่มีบทบาทหลักในการพิจารณาปรับเวลาขณะนั้นคือ ยูจีน ราบิโนวิตช์ (Eugene Rabinowitch) นักฟิสิกส์ผู้ร่วมก่อตั้ง Bulletin of the Atomic Scientists โดยเป็นการปรับจาก 7 นาที เปลี่ยนเป็น 3 นาทีก่อนถึงเวลาเที่ยงคืน
นาฬิกาวันสิ้นโลก กับการขยับเข็มครั้งล่าสุด
28 ครั้ง คือจำนวนครั้งที่มีการปรับเข็มนาฬิกาวันสิ้นโลก นับตั้งแต่ที่นาฬิกาถือกำเนิดขึ้นมา และครั้งล่าสุดที่มีการปรับเวลาคือ ในปี 2026 นี้เอง โดยปรับให้เหลือเวลาอีกเพียง 89 วินาที ก่อนเวลาเที่ยงคืน ซึ่งนับว่าเข้าใกล้จุดหายนะมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ผู้เชี่ยวชาญและนักวิทยาศาสตร์ให้เหตุผลว่า เกิดจากสถานการณ์ปัจจุบันที่มีความรุนแรงและความขัดแย้งเกิดขึ้นทั่วโลก ประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ เป็นปฏิปักษ์กันมากขึ้น ทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน, ความขัดแย้งของอินเดีย-ปากีสถาน ตลอดจนการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์อิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล พวกเขายังเน้นย้ำถึงวิกฤตสภาพภูมิอากาศและภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นอีกด้วย
ทั้งนี้ คณะกรรมการด้านวิทยาศาสตร์ฯ จึงกำหนดเวลาของนาฬิกาวันสิ้นโลกไว้ที่ 89 วินาทีก่อนเที่ยงคืน ซึ่งเป็นเวลาที่เข้าใกล้เส้นตายที่สุด
จะเกิดอะไรขึ้น ถ้านาฬิกาวันสิ้นโลกเดินมาถึงเที่ยงคืน
อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่านาฬิกานี้ใช้ในเชิงสัญลักษณ์ ไม่มีกรอบเวลาตายตัว หรือสามารถทำนายวันสิ้นโลกได้ การที่เข็มนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืน เรียกได้เป็นสัญญาณเตือนว่ามนุษยชาติได้มาถึงจุดที่ "สายเกินจะแก้" หรือ การที่โลกของเราไม่มีทางหวนกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก และกว่าวันนั้นจะมาถึง เราอาจจะไม่มีโอกาสรับรู้เลยก็เป็นได้
ตามคำกล่าวของ ราเชล บรอนสัน (Rachel Bronson) ที่ปรึกษาอวุโสประจำ Bulletin of the Atomic Scientists ได้เคยกล่าวไว้กับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น (CNN) ว่า เข็มนาฬิกาไม่เคยเดินไปถึงเวลาเที่ยงคืน และว่าเธอหวังว่ามันจะไม่มีวันไปถึงจุดนั้น
“แต่เมื่อนาฬิกาเดินไปถึงเวลาเที่ยงคืน นั่นหมายความว่าโลกของเราได้เผชิญกับสงครามอาวุธนิวเคลียร์ หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขั้นหายนะ ที่กวาดล้างมนุษยชาติไปแล้ว” เธอกล่าวต่อว่า “เราไม่อยากไปถึงจุดนั้นจริง ๆ และถึงแม้ว่าเราไปถึงจุดนั้นจริงเราก็คงไม่มีโอกาสได้รับรู้ถึงมันด้วยซ้ำ”

สายเกินไปไหม ที่จะหมุนเข็มนาฬิกาวันสิ้นโลกกลับไป ?
ความจริงแล้วเข็มนาฬิกาวันสิ้นโลก เคยถูกขยับให้ออกห่างจากเวลาเที่ยงคืนมากที่สุด ในปี ค.ศ. 1991 อยู่ที่ 17 นาที ก่อนถึงเที่ยงคืน ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ที่รัฐบาลของ ประธานาธิบดีจอร์จ วอล์คเกอร์ บุช ลงนามในสนธิสัญญาลดอาวุธทางยุทธศาสตร์ (START I) ร่วมกับสหภาพโซเวียต
ในแง่หนึ่งการปรับเข็มนาฬิกาให้ถอยห่างจากเวลาเที่ยงคืนเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย เมื่อเทียบกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นรอบโลก แต่เหล่านักวิทยาศาสตร์ยังคงยืนยันว่า “ไม่ใช่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้”
บรอนสัน ตั้งข้อสังเกตว่า การร่วมมือกันอย่างเป็นระบบและการรับผิดชอบร่วมกันของคนทั้งโลก สามารถลดความเสี่ยงต่อหายนะในอนาคตได้ เขายังเน้นย้ำอีกว่า การไม่หยุดพูดถึงปัญหาและการมีส่วนร่วมของสาธารณชน สามารถผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายได้
นอกจากนี้ พฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำได้ในชีวิตประจำวันก็สามารถช่วยเปลี่ยนแปลงโลกได้ เช่น การเดินหรือปั่นจักรยานในระยะทางใกล้ ๆ เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนหรือการวางแผนเลือกซื้ออาหารให้พอดี เพื่อไม่ให้เหลือทิ้งจนกลายเป็นขยะอาหาร (Food waste) การรีไซเคิลอย่างถูกวิธี เหล่านี้ก็สามารถบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้
“นาฬิกาวันสิ้นโลก” ที่เดินเร็วขึ้น กำลังบอกอะไรกับเรา ? บางทีนี่อาจไม่ใช่เพียงตัวเลขที่ขยับเข้าใกล้เที่ยงคืน แต่คือสัญญาณเตือนให้เรากลับมาทบทวนพฤติกรรมของตัวเอง เริ่มจากการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงจากเรื่องเล็ก ๆ ก่อนที่เวลาจะเดินไปไกลกว่านี้
หากคุณกำลังมองหาบทความ หรือพอดแคสต์ที่ช่วยเปิดมุมมองและชวนคิด ติดตามเนื้อหาเหล่านี้
- นาฬิกาวันสิ้นโลก 2025 : ใกล้เที่ยงคืนมากที่สุด!
- ถึงเวลาฟัง! สัญญาณที่สัตว์โลกกำลังบอกเราถึง ‘ภาวะโลกร้อน’ - Thai PBS
- Sci & Tech Movie | โลกจะอวสานไหม ? หากเกิดหายนะ "พายุสุริยะ" ครั้งใหญ่
ที่มา: The Bulletin, Thai PBS News
คอลัมน์ต่อยอด l เสริมความคิด ต่อยอดความรู้ สื่อสารความเข้าใจ โดย ศูนย์สื่อสารและส่งเสริมการตลาดเพื่อสาธารณะ ไทยพีบีเอส (CCM)










