นับตั้งแต่สงครามระหว่างยูเครนกับรัสเซียเปิดฉากขึ้นในปี 2022 กองทัพทั่วโลกก็ได้เห็นถึงศักยภาพการสู้รบด้วยเทคโนโลยีโดรนในวงกว้างเป็นครั้งแรก ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีการใช้โดรนขนาดเล็กจำนวนมหาศาลมาโจมตีเป้าหมายทางการทหาร และโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะลานบิน โรงไฟฟ้า ไปจนถึงทหารราบรายคน
ด้วยต้นทุนการผลิตที่ถูก ทำให้ต่างฝ่ายต่างผลิตโดรนออกมาได้ครั้งละมาก ๆ ทั้งยังมีการประสานงานโจมตีกัน จนทำให้คลังขีปนาวุธต่อต้านโดรนแบบดั้งเดิมที่มีราคาแพงกว่าหลายเท่าตัวหลักล้านดอลลาร์สหรัฐถูกใช้งานอย่างสิ้นเปลือง มหาอำนาจทั่วโลกจึงมีความเป็นที่จะต้องเร่งพัฒนาระบบอาวุธต่อต้านโดรนแบบใหม่ที่มีราคาถูกขึ้นมา ซึ่งคำตอบนั้นก็คือ อาวุธเลเซอร์พลังงานสูง (High-Energy Laser) อาวุธต่อต้านโดรนที่กองทัพจากหลายชาติฝากความหวังไว้

เพื่อที่จะเข้าใจว่าทำไมเลเซอร์ถึงกลายมาอาวุธสำคัญที่จะต่อต้านโดรนได้ เราต้องเจาะลึกลงไปถึงหลักการทำงานทางวิทยาศาสตร์เสียก่อน ว่าอาวุธเลเซอร์พลังงานสูงไม่ได้เป็นลำแสงเลเซอร์ยิงออกไปเป็นสี ๆ แบบในภาพยนตร์ แต่จะใช้กระแสไฟฟ้าปริมาณมหาศาลไปกระตุ้นอะตอมภายในเครื่องกำเนิดแสง ทำให้เกิดการปลดปล่อยอนุภาคของแสงที่เรียกว่าโฟตอน (Photon) ออกมา ซึ่งไม่มีสี มองไม่เห็น รู้ตัวอีกทีเป้าหมายก็ลุกเป็นไฟแล้วระเบิดออกมาได้แล้ว
โดยสาเหตุที่อาวุธเลเซอร์พลังงานสูงสามารถทำให้เป้าหมายลุกเป็นไฟได้ภายในพริบตาเกิดจากการที่อุปกรณ์ภายในเลเซอร์จะทำการจัดเรียงให้ความยาวคลื่นของแสงให้หันไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นระเบียบ จนกลายเป็นลำแสงที่มีความเข้มข้นสูงมาก ต่างจากแสงหลอดไฟทั่วไปที่สว่างกระจายออกไปรอบ ๆ ทุกทิศทาง ทำให้เกิดถ่ายเทความร้อนมหาศาลในเสี้ยววินาที และเผาไหม้ทะลุพื้นผิวของตัวโดรนในที่สุด ส่งให้ระบบไฟฟ้าของโดรนลัดวงจร และอาจทำให้หัวรบที่บรรทุกมาให้ระเบิดออกได้ เรียกได้ว่าอาวุธเลเซอร์พลังงานสูงเป็นระบบต่อต้านโดรนที่เงียบเชียบ และแม่นยำในระดับมิลลิเมตรเลยทีเดียว

โครงการพัฒนาระดับโลกอย่างไอรอนบีม (Iron Beam) ของประเทศอิสราเอล ได้พิสูจน์แล้วว่าการยิงเลเซอร์หนึ่งครั้งใช้เพียงพลังงานไฟฟ้าที่คิดเป็นเงินต้นทุนเพียงแค่ประมาณ 2-3 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น แถมยังเป็นอาวุธที่ไม่มีวันกระสุนหมด ตราบใดที่ยังมีกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงระบบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีทางการอิสราเอลได้นำเทคโนโลยีเข้าไปใช้งานจริงในปี 2025
ในขณะเดียวกันทางฝั่งสหรัฐก็ได้พัฒนาอาวุธเลเซอร์พลังงานสูงออกมาเช่นกัน ภายใต้ชื่อ “เฮลิออส” (HELIOS) พัฒนาโดยบริษัทล็อกฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin) ซึ่งนำมาติดตั้งบนเรือรบพิฆาตซะเป็นส่วนใหญ่ เพื่อปกป้องกองเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐอเมริกาที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการโจมตีของโดรน ซึ่งตัวเลเซอร์สามารถล็อกเป้าและจัดการโดรนที่บินเข้ามาในรัศมีได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านช่วงต้นเดือนมีนาคม ปี 2026 กองทัพสหรัฐฯ ก็ได้เริ่มนำระบบเลเซอร์เข้าสู่สมรภูมิเพื่อทดสอบการใช้งานจริงแล้ว

ทว่าระบบเลเซอร์พลังงานสูงก็ยังมีจุดอ่อนที่สำคัญที่กองทัพทั่วโลกพยายามแก้ไข ซึ่งก็คือสภาพอากาศ เพราะตามธรรมชาติของเลเซอร์แล้ว อาวุธชนิดนี้จะทำงานได้มีประสิทธิภาพที่สุดในสภาวะที่อากาศแห้งและเย็น เนื่องจากโมเลกุลของอากาศมีความหนาแน่นต่ำ แสงจึงเดินทางได้สะดวกโดยไม่สูญเสียพลังงาน แต่เมื่อใดก็ตามที่มีหมอกควัน ฝนตกหนัก หรือพายุ ละอองน้ำและอนุภาคต่าง ๆ ในอากาศจะทำหน้าที่หักเหและดูดซับพลังงานของลำแสงให้โฟตอนให้กระจายออก ส่งผลให้ระยะทำการหดสั้นลงตามไปด้วย
ด้วยข้อจำกัดด้านพิสัยการต่อต้านโดรน และความจำเป็นที่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าตลอดเวลา ทำให้บทบาทของอาวุธเลเซอร์ในปัจจุบันจึงได้รับการออกแบบมาเพื่อการตั้งรับเป็นหลัก เหมือนเป็นยามเฝ้าประตูที่ปกป้องฐานทัพทางทหาร โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ หรือเรือรบขนาดใหญ่ มากกว่าที่จะเป็นอาวุธเชิงรุกที่จะนำไปโจมตีฝ่ายตรงข้าม
และเป็นแน่นอนว่าการแข่งขันเพื่อครอบครองความได้เปรียบทางเทคโนโลยีนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโลกตะวันตก ประเทศจีนเองก็กำลังซุ่มพัฒนาระบบเลเซอร์ต่อต้านโดรนอย่างจริงจังเช่นกัน โดยมีการเปิดเผยข้อมูลว่านักวิจัยชาวจีนจากสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (China’s National University of Defence Technology in Changsha) ประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบหล่อเย็นอัจฉริยะที่ช่วยให้อาวุธเลเซอร์สามารถยิงทำลายเป้าหมายได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่เกิดภาวะความร้อนสูงเกิน (Overheat) ตั้งแต่ปี 2023 แล้ว

ท้ายที่สุดแล้ว โลกกำลังเข้าสู่ยุคสมัยของการแข่งขันกันพัฒนาแสนยานุภาพทางการทหารแบบใหม่ ในขณะที่วิศวกรฝั่งหนึ่งพยายามสร้างลำแสงเลเซอร์ที่ป้องกันโดรนที่ดียิ่งขึ้น วิศวกรอีกฝั่งก็กำลังพัฒนาโดรนให้บินเร็วขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะผ่านการเคลือบวัสดุกันความร้อน หรือใช้ AI เข้ามาช่วยในการบินหลบหลีกเลเซอร์ก็ตาม
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
ที่มาข้อมูล : indiatimes, twz, britannica, asiatimes
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech









