ทีวีดิจิทัลหลังปี 2572 อย่าประมูลแค่ “ช่องกับคลื่น” แต่ต้องออกแบบทางไปถึงคนดูใหม่ทั้งระบบ


คอลัมนิสต์

อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ

Thai PBS
แชร์

ทีวีดิจิทัลหลังปี 2572 อย่าประมูลแค่ “ช่องกับคลื่น” แต่ต้องออกแบบทางไปถึงคนดูใหม่ทั้งระบบ

https://www.thaipbs.or.th/now/content/4136

ทีวีดิจิทัลหลังปี 2572 อย่าประมูลแค่ “ช่องกับคลื่น” แต่ต้องออกแบบทางไปถึงคนดูใหม่ทั้งระบบ

ปลายเดือนเมษายน 2572 ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลประเภทบริการทางธุรกิจชุดปัจจุบันจะสิ้นสุดลง เวลาที่เหลืออีกไม่ถึงสามปีจึงไม่ใช่เพียงช่วงเตรียมเปิดประมูลใบอนุญาตรอบใหม่ แต่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ประเทศไทยต้องตัดสินใจว่า “โทรทัศน์ฟรี” ในอีกสิบปีข้างหน้าจะมีหน้าตาอย่างไร

จะมีช่องธุรกิจกี่ช่อง ต้องใช้โครงข่ายส่งสัญญาณหรือ MUX กี่ชุด ทุกช่องควรเป็น HD หรือไม่ จะเปลี่ยนเทคโนโลยีบีบอัดภาพจาก H.264 ไปเป็น HEVC หรือ H.265 หรือไม่ และเมื่อคนดูไม่ได้อยู่เพียงหน้าจอโทรทัศน์อีกต่อไป กติกา Must Carry แบบเดิมยังเพียงพอหรือไม่

ระหว่างรอกสทช.ถกกันต่อ หลังแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ฉบับที่ 3 ผ่านแล้ว ยังต้องรอแผนที่นำทางหรือRoadmap DigitalTV ที่ยังคงไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเห็นข้อยุติแผนที่นำทาง

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า กสทช.จะเปิดประมูลกี่ช่อง หรือรัฐจะได้เงินจากการประมูลเท่าใด แต่ต้องมองทั้งระบบตั้งแต่คลื่นความถี่ โครงข่าย ช่องรายการ หน้าจอแรก ระบบค้นหา ไปจนถึงข้อมูลผู้ชม

ทีวีภาคพื้นดิน หรือ Digital Terrestrial Television—DTT ไม่ได้เป็นเพียงตลาดโฆษณา แต่ยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข่าวสารที่ประชาชนรับชมได้ฟรี ไม่ต้องสมัครสมาชิก ไม่ต้องเสียค่าอินเทอร์เน็ต และสามารถใช้ส่งข่าวสารหรือแจ้งเตือนภัยในช่วงเกิดเหตุฉุกเฉินได้พร้อมกันทั่วประเทศ

ดังนั้น การประมูลหลังปี 2572 จะเริ่มจากคำถามว่า “รัฐจะได้เงินเท่าใด” ไม่ได้อีกแล้ว แต่ต้องเริ่มจากคำถามว่า ประชาชนยังใช้ DTT มากเพียงใด ตลาดรองรับช่องธุรกิจได้กี่ช่อง และระบบโครงข่ายขั้นต่ำที่ประเทศจำเป็นต้องรักษาไว้ควรมีขนาดเท่าใด

ตัวเลขคนดูสองชุด ต้องใช้ให้ถูกคำถาม

ประเทศไทยมีตัวเลขการรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินอย่างน้อยสองชุดที่แตกต่างกันมาก สำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ประชาชนที่รับชมโทรทัศน์ราวร้อยละ 38 – 39 ยังใช้โทรทัศน์ภาคพื้นดินเป็นหนึ่งในช่องทางรับชม ขณะที่ข้อมูลของ Nielsen จัดสัดส่วนฐานแพลตฟอร์ม DTT ไว้ประมาณร้อยละ 15 – 16

ตัวเลขสองชุดนี้ไม่ควรถูกนำมาใช้โต้เถียงว่าใครถูกใครผิด เพราะกำลังวัดคนละเรื่อง สำนักงานสถิติฯ เปิดให้ผู้ตอบระบุได้หลายช่องทาง คนคนเดียวจึงอาจตอบว่า ดูผ่านเสาภาคพื้นดิน จานดาวเทียม และอินเทอร์เน็ตพร้อมกันได้

ตัวเลขร้อยละ 38 – 39 จึงมีความหมายใกล้เคียงกับ DTT Reach คือจำนวนคนที่ยังใช้ภาคพื้นดินอยู่บ้าง ไม่ว่าจะใช้เป็นช่องทางหลัก ช่องทางรอง หรือดูเป็นบางครั้ง ตัวเลขนี้ไม่ใช่ Market Share และไม่ใช่จำนวนคนที่จะดูโทรทัศน์ไม่ได้ทันทีหากไม่มี DTT

ส่วน Nielsen ใช้การจัดฐานผู้ชมตามแพลตฟอร์มหลักเพื่อรองรับระบบวัดเรตติ้งและตลาดโฆษณา บ้านหนึ่งอาจมีทั้งเสา จานดาวเทียม และอินเทอร์เน็ต แต่ถูกจัดไว้ในแพลตฟอร์มหลักเพียงประเภทเดียว

ตัวเลข 15 – 16 เปอร์เซ็นต์จึงสะท้อน น้ำหนักของ DTT ในโครงสร้างตลาด มากกว่าใช้ตอบว่า มีประชาชนกี่คนที่ยังพึ่งพาภาคพื้นดิน

กสทช.จึงไม่ควรเลือกตัวเลขที่สูงกว่าเพื่อรักษาโครงสร้างเดิม และไม่ควรเลือกตัวเลขที่ต่ำกว่าเพื่อสนับสนุนการลดจำนวนโครงข่าย แต่ต้องสร้างตัวเลขใหม่อย่างน้อย 4 ชั้น ได้แก่ DTT Reach, DTT Primary, DTT Only และ DTT Actual Viewing

ตัวเลข DTT Only สำคัญที่สุดต่อการออกแบบโครงข่าย เพราะเป็นจำนวนครัวเรือนที่รับชมผ่านภาคพื้นดินเพียงช่องทางเดียว และจะได้รับผลกระทบโดยตรงหากลดพื้นที่ครอบคลุม เปลี่ยนระบบส่งสัญญาณ หรือเปลี่ยนเทคโนโลยีจนเครื่องรับเดิมใช้ไม่ได้

ข้อมูลยังต้องแยกกรุงเทพฯ และปริมณฑล เมืองต่างจังหวัด และพื้นที่ชนบท รวมทั้งแยกตามรายได้ อายุ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และคุณภาพอินเทอร์เน็ตในแต่ละพื้นที่ เพราะค่าเฉลี่ยระดับประเทศเพียงตัวเดียวไม่เพียงพอต่อการออกแบบโครงข่ายระดับชาติ

ต้องรู้ดีมานด์ช่องก่อนกำหนดจำนวน MUX

MUX หรือ Multiplexer คือระบบที่รวบรวมสัญญาณจากหลายช่อง แล้วส่งออกอากาศรวมกันผ่านคลื่นความถี่ชุดเดียว อธิบายง่าย ๆ ช่องโทรทัศน์คือผู้โดยสาร ส่วน MUX คือรถที่บรรทุกผู้โดยสารหลายรายเดินทางไปบนเส้นทางเดียวกัน

ปัจจุบันประเทศไทยมีโครงข่าย 5 MUX ซึ่งถูกออกแบบมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นทีวีดิจิทัลที่มีช่องธุรกิจ 24 ช่อง แต่วันนี้จำนวนช่องธุรกิจลดลงเหลือ 15 ช่อง หากหลังปี 2572 จำนวนช่องลดลง แต่ยังคง MUX ไว้เท่าเดิม จะเกิดความจุว่าง ต้นทุนต่อช่องสูงขึ้น และผู้ให้บริการโครงข่ายอาจผลักภาระของพื้นที่ว่างกลับมาเป็นค่าเช่าที่ผู้ประกอบการช่องต้องจ่าย

ในทางกลับกัน หากลดจำนวน MUX ก่อนรู้ว่ามีผู้ต้องการใบอนุญาตช่องกี่ราย ก็อาจเกิดปัญหาความจุไม่เพียงพอ หรือถูกบังคับให้ลดคุณภาพภาพเพื่อยัดช่องจำนวนมากลงในโครงข่ายที่มีจำกัด

Channel Demand First
MUX Award Second
แต่ต้องมี MUX Framework ก่อน

หลักที่เหมาะสมจึงต้องเป็น กำหนดกรอบ MUX ก่อน วัดดีมานด์ช่องให้ชัด แล้วค่อยให้ใบอนุญาต MUX ขั้นสุดท้าย ก่อนเปิดประมูลช่อง กสทช.ต้องประกาศให้ชัดว่า ทุกช่องจะออกอากาศด้วยความคมชัดระดับใด ใช้เทคโนโลยีใด สัญญาณครอบคลุมประชากรกี่เปอร์เซ็นต์ ค่าเช่า MUX อยู่ในช่วงใด และค่าเช่าสามารถปรับขึ้นได้อย่างไร

ผู้ประกอบการไม่สามารถจัดทำแผนธุรกิจหรือเสนอราคาประมูลอย่างมีเหตุผลได้ หากยังไม่รู้ต้นทุนโครงข่ายที่ต้องจ่ายตลอดอายุใบอนุญาต การประมูลช่องก่อนรู้ต้นทุน MUX จึงเท่ากับให้ผู้ประกอบการซื้อบ้านก่อนรู้ค่าส่วนกลางระยะยาว

ระบบใหม่ควรเป็น All-HD แต่ต้องมีแผนเปลี่ยนผ่าน

หลังปี 2572 ทุกช่องควรออกอากาศอย่างน้อยในระดับ HD หรือ All-HD ไม่ควรนำใบอนุญาต SD กลับมาประมูลใหม่ ผู้ชมคุ้นเคยกับภาพคุณภาพสูงจากสมาร์ตทีวี โทรศัพท์มือถือ YouTube และแพลตฟอร์มสตรีมมิงแล้ว หากระบบใหม่ยังเริ่มต้นด้วยภาพความคมชัดต่ำ ก็เท่ากับทำให้ DTT เสียเปรียบตั้งแต่วันแรก

แต่ All-HD มีผลโดยตรงต่อจำนวนช่องในหนึ่ง MUX หากใช้ระบบบีบอัดภาพ H.264 แบบเดิม หนึ่ง MUX อาจรองรับช่อง HD ที่มีคุณภาพเหมาะสมได้ประมาณ 3–4 ช่อง หากใช้ HEVC หรือ H.265 ซึ่งบีบอัดข้อมูลได้มีประสิทธิภาพกว่า หนึ่ง MUX อาจรองรับช่อง HD ได้ประมาณ 5–6 ช่อง

HEVC จึงช่วยลดจำนวน MUX และต้นทุนโครงข่ายระยะยาว แต่โทรทัศน์หรือกล่องรับสัญญาณรุ่นเก่าบางส่วนอาจไม่รองรับ การเปลี่ยนระบบจึงต้องมี Transition Plan ไม่ใช่ประกาศวันเดียวแล้วปล่อยให้ประชาชนซื้อเครื่องใหม่เอง

กสทช.ต้องสำรวจว่าเครื่องรับที่รองรับ HEVC มีอยู่เท่าใด ครัวเรือน DTT Only ใช้อุปกรณ์รุ่นใด และต้องใช้งบช่วยเหลือผู้สูงอายุหรือผู้มีรายได้น้อยมากเพียงใด การประหยัดค่า MUX ของผู้ประกอบการต้องถูกนำไปเปรียบเทียบกับต้นทุนการเปลี่ยนเครื่องรับของประชาชนด้วย

ดีมานด์ต้องเป็นดีมานด์จริง ไม่ใช่เพียงคำว่า “สนใจ”

ก่อนประมูลช่องควรมี Market Sounding เพื่อรับฟังความเห็นจากผู้ประกอบการ แต่การสอบถามว่ามีใครสนใจเพียงอย่างเดียวไม่พอ เพราะทุกคนสามารถแสดงความสนใจได้โดยไม่มีต้นทุน

ขั้นต่อไปควรเป็น Binding Expression of Interest หรือการแสดงความสนใจแบบมีข้อผูกพัน ผู้สมัครต้องยื่นแผนธุรกิจ แหล่งเงินทุน รูปแบบช่อง กลุ่มเป้าหมาย แผนผลิตเนื้อหา และวางหลักประกันบางส่วน วิธีนี้จะทำให้รู้ว่าดีมานด์จริงมี 8 ช่อง 10 ช่อง 12 ช่อง หรือมากกว่านั้น

จากนั้นจึงคัดเลือกหรือประมูลใบอนุญาตช่องแบบ Conditional Award คือผู้ชนะได้รับสิทธิแบบมีเงื่อนไข ใบอนุญาตจะมีผลเมื่อมี MUX พร้อมให้บริการ ค่าเช่าไม่เกินเพดานที่ประกาศ และระบบสามารถเริ่มออกอากาศได้ตามกำหนด

เมื่อทราบจำนวนช่องธุรกิจ รวมกับช่องบริการสาธารณะที่ต้องสงวนแล้ว จึงคำนวณจำนวน MUX ที่จำเป็นจริง หากมีช่องทั้งหมด 14 –16 ช่อง และยังใช้ H.264 อาจต้องใช้ประมาณ 4 MUX แต่หากเปลี่ยนเป็น HEVC อาจลดเหลือประมาณ 3 MUX ทั้งหมดต้องตั้งอยู่บนคุณภาพภาพที่กำหนดไว้ ไม่ใช่การบีบช่องให้มากที่สุดจนคำว่า HD เหลือเพียงป้ายชื่อ

ประมูลช่องและ MUX ต้องไม่วัดแค่ใครจ่ายแพงที่สุด

บทเรียนจากการประมูลปี 2556 คือ ราคาประมูลสูงไม่ได้รับประกันว่าอุตสาหกรรมจะแข็งแรง ผู้ประกอบการยังต้องแบกรับต้นทุนผลิตรายการ ค่าโครงข่าย ค่าเทคโนโลยี และการแข่งขันจากแพลตฟอร์มออนไลน์ เงินที่ควรถูกใช้สร้างข่าว ละคร สารคดี กีฬา รายการเด็ก และบุคลากร จึงถูกดึงออกจากระบบตั้งแต่เริ่มต้น

การประมูลรอบใหม่ควรใช้การคัดเลือกสองชั้น ชั้นแรกตรวจความมั่นคงทางการเงิน แผนธุรกิจ คุณภาพและความหลากหลายของเนื้อหา ความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการ การเข้าถึงของผู้พิการ แผนรองรับเหตุฉุกเฉิน และมาตรการป้องกันการครอบงำสื่อ

ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำจึงเข้าสู่ชั้นการแข่งขันด้านราคา น้ำหนักของราคาไม่ควรสูงจนกลบคุณภาพและประโยชน์สาธารณะ ค่าธรรมเนียมควรเปลี่ยนจากการเรียกเงินก้อนสูงล่วงหน้า ไปสู่การชำระรายปีหรือ Revenue Sharing ตามรายได้จริง เพื่อให้ภาระสอดคล้องกับสภาพตลาด และควรมี Mid-Term Review ทบทวนจำนวนผู้ชม รายได้ ค่าโครงข่าย และพัฒนาการของเทคโนโลยีกลางอายุใบอนุญาต

สำหรับ MUX การคัดเลือกไม่ควรใช้หลักว่าใครเสนอเงินให้รัฐสูงที่สุด เพราะต้นทุนค่าประมูลจะถูกนำกลับไปบวกในค่าเช่าช่อง ผู้ให้บริการควรแข่งขันกันด้วยค่าเช่าขายส่งที่ต่ำกว่า พื้นที่ครอบคลุมที่ดีกว่า ระบบสำรองที่มั่นคงกว่า การใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพกว่า และคุณภาพการให้บริการที่สูงกว่า

ค่าเช่าควรอยู่บนหลัก Cost-Based Pricing คือคิดจากต้นทุนที่ตรวจสอบได้ บวกผลตอบแทนที่เหมาะสม ต้องใช้หลัก Open Access และ FRND—Fair, Reasonable and Non-Discriminatory คือเปิดให้ทุกช่องเข้าถึงโครงข่ายด้วยเงื่อนไขที่เป็นธรรม สมเหตุสมผล และไม่เลือกปฏิบัติ พร้อมกำหนด Service Level Agreement—SLA ว่าสัญญาณต้องพร้อมใช้งานกี่เปอร์เซ็นต์ และหากระบบล่มเกินกำหนดต้องชดเชยอย่างไร

อย่างน้อยหนึ่ง MUX ควรทำหน้าที่เป็น Public Service MUX รองรับช่องบริการสาธารณะ ข่าวสารฉุกเฉิน การเตือนภัย การศึกษา และบริการสำหรับผู้พิการ

ส่วน Commercial MUX สำหรับช่องธุรกิจให้ปรับจำนวนตามดีมานด์จริง

จาก Must Carry ไปสู่ Must Find

การออกแบบทีวีหลังปี 2572 จะคิดเฉพาะ DTT ไม่ได้อีกต่อไป เพราะคนดูจำนวนมากรับชมช่องทีวีผ่านดาวเทียม IPTV กล่องอินเทอร์เน็ต สมาร์ตทีวี และแอป OTT

กติกาเดิมที่เรียกว่า Must Carry มีหลักว่า แพลตฟอร์มต้องนำพาช่องฟรีทีวีไปเผยแพร่ เพื่อให้ประชาชนรับชมได้ทั่วไป กติกานี้ยังจำเป็นสำหรับดาวเทียม เคเบิล และ IPTV แต่ไม่เพียงพอสำหรับโลกที่หน้าจอแรกถูกควบคุมด้วยเมนู ระบบค้นหา และอัลกอริทึม

ช่องอาจมีอยู่ในแพลตฟอร์ม แต่ถูกซ่อนอยู่ลึกจนแทบไม่มีใครหาเจอ จึงต้องเพิ่มหลัก Must Find หรือในภาษากำกับดูแลคือ Prominence and Discoverability หมายถึงการจัดวางให้โดดเด่นและค้นพบได้ง่าย

ดาวเทียมและเคเบิลควรมีทั้ง Must Carry และ Must Find ต้องมีช่องอยู่ในผัง ใช้หมายเลขที่เข้าใจง่าย ค้นหาด้วยชื่อช่องได้ และไม่ลดคุณภาพสัญญาณอย่างเลือกปฏิบัติ

IPTV ต้องเพิ่มเงื่อนไขว่า ช่องฟรีทีวีต้องเข้าถึงได้จากเมนู Live TV หรือหน้าแรก ค้นหาช่องและรายการได้ รองรับการค้นหาด้วยเสียง และสามารถแสดงข่าวสารฉุกเฉินได้ทันที

สำหรับสมาร์ตทีวีและระบบปฏิบัติการบนหน้าจอ ควรเน้น Must Find มากกว่า Must Carry โดยต้องทำให้แอปของสื่อสาธารณะและบริการฟรีทีวีของไทยไม่ถูกซ่อนอยู่หลังแอปต่างชาติหรือบริการที่จ่ายเงินซื้อพื้นที่หน้าแรก

ส่วน OTT ไม่ควรถูกบังคับเหมือนกันทั้งหมด แพลตฟอร์มภาพยนตร์หรือซีรีส์ทั่วไปไม่จำเป็นต้องนำช่องทีวีไทยทุกช่องไปออกอากาศ แต่ OTT ที่ทำหน้าที่เป็น Gatekeeper หรือประตูเข้าสู่บริการโทรทัศน์ มี Live TV มีผังช่อง และควบคุมระบบค้นหา ควรอยู่ภายใต้กติกา Must Find และความโปร่งใสของการจัดอันดับ

National Streaming Platform ต้องเป็นโครงสร้างกลาง

National Streaming Platform ไม่ควรเป็นเพียงแอปรวมลิงก์ช่องทีวี แต่ต้องเป็นโครงสร้างกลางของระบบฟรีทีวียุคใหม่ และควรมีทั้ง Must Carry, Must Find และ Must Offer

Must Carry คือมีสัญญาณสดของช่องที่เข้าเกณฑ์ Must Find คือมีผังรายการรวม ระบบค้นหา และพื้นที่แนะนำที่ไม่ปล่อยให้ข่าว สารคดี เด็ก การศึกษา วัฒนธรรม หรือช่องขนาดเล็กหายไปจากหน้าจอ

ส่วน Must Offer คือเจ้าของช่องที่ได้รับประโยชน์จากระบบต้องส่งมอบสัญญาณ ผังรายการ ภาพปก คำบรรยาย และข้อมูลประกอบในมาตรฐานเดียวกัน

แพลตฟอร์มต้องใช้ Neutral Algorithm หรือระบบแนะนำที่ไม่ขึ้นอยู่กับเงินซื้ออันดับเพียงอย่างเดียว เมื่อเกิดภัยพิบัติต้องใช้หลัก Emergency First ยกระดับข่าวสารเตือนภัยขึ้นสู่หน้าแรกและส่งการแจ้งเตือนตามพื้นที่

ข้อมูลผู้ชมควรอยู่ภายใต้ Common Measurement หรือระบบวัดผลกลางที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และส่งข้อมูลกลับให้ทุกช่องอย่างเป็นธรรม ไม่ให้แพลตฟอร์มผูกขาดข้อมูลไว้ฝ่ายเดียว

ประมูลปี 2572 ต้องออกแบบ “ทางไปถึงคนดู”

การประมูลรอบใหม่จึงไม่ควรถามเพียงว่า จะมีช่องกี่ช่องและ MUX กี่ชุด แต่ต้องถามว่า ช่องเหล่านั้นจะไปถึงคนดูได้อย่างไรบนทุกแพลตฟอร์ม

DTT ต้องมีมาตรฐานการออกอากาศและพื้นที่ครอบคลุม ดาวเทียม เคเบิล และ IPTV ต้องมี Must Carry ควบคู่กับ Must Find สมาร์ตทีวีและ OTT ที่ทำหน้าที่เป็น Gatekeeper ต้องอยู่ภายใต้กติกา Must Find

ส่วน National Streaming Platform ต้องมี Must Carry, Must Find, Must Offer และระบบข้อมูลกลาง

ลำดับที่เหมาะสมจึงควรเริ่มจากการสำรวจ DTT Reach, DTT Primary และ DTT Only กำหนดมาตรฐาน All-HD เทคโนโลยี พื้นที่ครอบคลุม และกรอบค่าเช่า MUX เปิดให้ผู้ประกอบการแสดงดีมานด์แบบมีข้อผูกพัน คัดเลือกช่องแบบมีเงื่อนไข นำจำนวนช่องมาคำนวณจำนวน MUX แล้วคัดเลือก MUX ด้วยต้นทุน คุณภาพ และความมั่นคง

หากเริ่มต้นจากคำถามว่า รัฐจะได้เงินเท่าใด เราอาจได้ราคาประมูลสูง แต่ได้ผู้ประกอบการที่อ่อนแรง โครงข่ายที่มีความจุว่าง และรายการที่คุณภาพลดลง

แต่หากเริ่มต้นจากคนดู ดีมานด์ ต้นทุน คุณภาพ และสิทธิในการค้นพบเนื้อหา ประเทศไทยอาจได้ระบบที่มีจำนวนช่องและโครงข่ายน้อยลง แต่แข็งแรงขึ้นและเข้าถึงประชาชนได้มากกว่าเดิม

รู้ว่าใครยังดู  •  รู้ว่าใครยังต้องพึ่งพา
รู้ว่าตลาดต้องการกี่ช่อง  •  รู้ต้นทุนโครงข่าย
และทำให้เนื้อหาที่มีคุณค่าถูกค้นพบได้

นี่ควรเป็นหลักคิดใหม่ของทีวีดิจิทัลไทยหลังเดือนเมษายน 2572

อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ทีวีดิจิทัลMUXทีวีภาคพื้นดิน
อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ

ผู้เขียน: อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ

อดีตบัณฑิตคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คว่ำหวอดในแวดวงสื่อสารมวลชนไทยมาอย่างยาวนาน เคยเป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ รวมถึงกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนชั่น บอรดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ด้านเทคโนโลยี

บทความ NOW แนะนำ