จากกระชังสู่จานปลา ทำอย่างไรให้ดีต่อคนและธรรมชาติ


Environment

ศศิกานต์ เอื้อวิทยาวุฒิกุล

Thai PBS
แชร์

จากกระชังสู่จานปลา ทำอย่างไรให้ดีต่อคนและธรรมชาติ

https://www.thaipbs.or.th/now/content/4194

จากกระชังสู่จานปลา ทำอย่างไรให้ดีต่อคนและธรรมชาติ

เคยสงสัยไหมว่าปลาที่เรากินเพื่อสุขภาพ ซ่อนเรื่องที่เราไม่เคยรู้อยู่หรือเปล่า? เพราะเบื้องหลังโปรตีนชั้นดีในจาน อาจเชื่อมโยงกับ “วิกฤตเชื้อดื้อยา” ที่องค์การอนามัยโลก เตือนว่ากำลังเป็นภัยคุกคามสุขภาพระดับโลก

ยิ่งถ้ากางตัวเลขล่าสุดขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) จะพบว่าทั่วโลกบริโภคปลาและสัตว์น้ำพุ่งสูงถึง 223.2 ล้านตัน และที่น่าทึ่งคือกว่า 130.9 ล้านตัน มาจาก "ฟาร์มเพาะเลี้ยง"

พูดง่ายๆ ก็คือ ทุกวันนี้ปลาในธรรมชาติอย่างเดียวอาจไม่พอกับความต้องการของคนทั้งโลก ปลาจำนวนไม่น้อยจึงต้องเติบโตในบ่อเลี้ยงแบบอุตสาหกรรมที่เน้นการผลิตจำนวนมาก ซึ่งเบื้องหลังการเลี้ยงปลาอย่างหนาแน่น ทำให้ปลาเครียดและเสี่ยงต่อโรคง่าย ผู้ผลิตบางรายจึงใช้ยาปฏิชีวนะเป็นทางออกในการป้องกันโรค หรือบ้างก็ให้ยาเป็นโปรแกรมยาว ๆ ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันจับขายเลยทีเดียว

เร่งปลาเติบโต ปัญหาเกิด

ปัญหาคือยาเหล่านั้นไม่ได้หายไปไหน แต่ถูกขับออกมากับของเสียและตกค้างในตะกอน จนแบคทีเรียบางชนิดเริ่มปรับตัวกลายเป็น "เชื้อดื้อยา" และยังสามารถแผ่ขยายออกไปสู่สิ่งแวดล้อมรอบข้าง แฝงไปกับแหล่งน้ำ ปะปนในกระบวนการขนส่ง กระทั่งปลาที่วางขายในตลาด และถ้าล้างไม่ดีหรือปรุงไม่สุก เชื้อเหล่านี้ก็พร้อมจะย้ายสำมะโนครัวเข้ามาอยู่ในร่างกายเราได้เช่นกัน

ปัจจุบันทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อดื้อยา ประมาณ 700,000 คนต่อปี และคาดว่าในปี พ.ศ. 2593 ตัวเลขสะสมอาจพุ่งถึง 39 ล้านคนต่อปี ขณะที่ในไทยก็น่ากังวลไม่แพ้กัน เพราะมีผู้ติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพมากกว่า 100,000 คนต่อปี และเสียชีวิตราว 38,000 คน (ข้อมูล:วารสารการวิจัยระบบสาธารณสุข) 

แก้ปัญหาเชื้อดื้อยาในปลาอย่างยั่งยืน

ตัวเลขที่เห็นไม่ได้บอกเพื่อให้เลิกกินปลา เพราะเรื่องนี้ยังมีทางออก เมื่อภาครัฐกำลังเร่งผลักดันยุทธศาสตร์ชาติเพื่อลดการใช้ยาต้านจุลชีพในภาคปศุสัตว์และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้ได้อย่างน้อย 50% ภายในปี พ.ศ. 2570 

ส่วนฝั่งภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลายแห่ง เขาก็เริ่มปรับการจัดการฟาร์มใหม่ จากเดิมที่ต้องพึ่งยาปฏิชีวนะ ก็หันมาคุมความหนาแน่นในบ่อไม่ให้ปลาเครียด ดูแลคุณภาพน้ำ คัดลูกปลาที่แข็งแรง และเลือกใช้โปรไบโอติกส์ (Probiotics) เพื่อสร้างภูมิต้านทานโรคในสัตว์แทนยาปฏิชีวนะ 

รวมถึงใช้ระบบเลี้ยงที่ควบคุมสิ่งแวดล้อมได้ เช่น Recirculating Aquaculture System (RAS) ระบบเลี้ยงแบบหมุนเวียนน้ำ ที่จะนำน้ำมาผ่านกรองชีวภาพจนสะอาดแล้ววนกลับมาใช้ใหม่ วิธีนี้ช่วยทั้งประหยัดน้ำและลดของเสียที่จะปล่อยสู่ธรรมชาติ เหมาะกับการเลี้ยงสัตว์น้ำความหนาแน่นสูงตลอดทั้งปี อย่าง ปลานิล ปลากะพง และกุ้ง เป็นต้น

จริงๆ ผู้บริโภคอย่างเราเอง ก็สามารถมีส่วนในการขับเคลื่อนระบบอาหารที่ปลอดภัยได้ง่าย ๆ ด้วยการเลือกซื้อสินค้าที่มีเครื่องหมายรับรองมาตรฐานอย่าง ปศุสัตว์ OK หรือ GAP (Good Agricultural Practices) และที่สำคัญควรกินปลาปรุงสุก เพื่อลดความเสี่ยงจากเชื้อก่อโรคและเชื้อดื้อยาที่อาจปนเปื้อนมากับอาหาร

ใครที่กำลังอยากรู้ว่าอาหารในจานของเราซ่อนเรื่องโลกอะไรไว้อีกบ้าง ติดตามได้ในรายการ “จานนี้มีเรื่องโลก” ตอน นายดื้อยา กับน้องปลาเผา รวมทั้งสามารถดูตอนอื่น ๆ ของรายการย้อนหลังได้ที่ www.thaipbs.or.th/program/TheFoodPrint ..เพราะการกินของเรา เปลี่ยนโลกได้

อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ปลากระชังปลาเชื้อดื้อยา
ศศิกานต์ เอื้อวิทยาวุฒิกุล

ผู้เขียน: ศศิกานต์ เอื้อวิทยาวุฒิกุล

คนธรรมดาที่สนใจประเด็นความยั่งยืนและเรื่องเล่าของผู้คน พอ ๆ กับที่หลงรักกลิ่นดินหลังฝนตก

บทความ NOW แนะนำ