วันที่ 11–25 กันยายน 2569 มูลนิธิไทยพีบีเอส ร่วมกับ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จัด VIPA International Film Festival 2026 (VIFF 2026) โดยวาง Positioning ชัดเจนภายใต้แนวคิด “FIRST” เปิดพื้นที่ให้คนทำหนังเรื่องแรกและคนทำหนังรุ่นใหม่ ตั้งแต่การพัฒนาความคิด สร้างผลงาน ไปจนถึงนำหนังออกมาพบผู้ชมจริง
หัวใจของ VIFF จึงไม่ใช่เพียงการมีเทศกาลภาพยนตร์เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งงาน แต่คือการนำบทบาทของ “สื่อสาธารณะ” มาขยายเป็น “พื้นที่สาธารณะของคนสร้างสรรค์” เปิดโรงฉาย พื้นที่กิจกรรม องค์ความรู้ เครือข่าย และแพลตฟอร์มของไทยพีบีเอสให้คนทำหนังรุ่นใหม่ที่ยังเข้าไม่ถึงอุตสาหกรรม ได้มี First Space, First Screen และ First Audience ของตัวเอง
ตลอด 15 วัน มีภาพยนตร์และสารคดีรวมเกือบ 60 เรื่อง หัวใจคือ VIPA Film Prize – Emerging Competition 2026 สำหรับประชาชนทั่วไป หนังสั้นเรื่องแต่งคัดจาก 102 เรื่องเหลือ 10 เรื่อง และสารคดีสั้นจาก 79 เรื่องเหลือ 10 เรื่อง
ขณะที่ VIPA Pitching สำหรับเยาวชนอายุไม่เกิน 23 ปี นำ 20 โครงการเข้าแคมป์พัฒนา ก่อนให้ทุนสร้างสารคดีสั้นภายใต้แนวคิด “The Power of Human” นี่คือการลงทุนที่ต้นน้ำ ไม่ใช่รอให้หนังสร้างเสร็จแล้วค่อยมอบรางวัล
โปรแกรมยังมี Special Screenings หนังคลาสสิก 5 เรื่อง, หนังสั้นรางวัลนานาชาติจาก 48-Hour Film Project 5 เรื่อง, ผลงานความร่วมมือกับ Channel News Asia 2 เรื่อง, หนังสั้น NextGen 5 เรื่อง หนังเปิดและปิดเทศกาล สารคดีสั้น 50 ปี 6 ตุลา 2 เรื่อง
พร้อม Workshop เสวนา และนิทรรศการ Long Take กับ 50 ปี 6 ตุลา ทำให้ VIFF พยายามขยับจาก “งานฉายหนัง” ไปสู่พื้นที่สร้างคน สร้างผู้ชม และสร้างโอกาสให้ผลงานเดินทางต่อ
ปรากฏการณ์ที่น่ายินดีคือ ปี 2569 ประเทศไทยน่าจะมีเทศกาลภาพยนตร์มากที่สุดปีหนึ่งเท่าที่เคยมีมา ส่วนหนึ่งเกิดจากนโยบาย Soft Power และการสนับสนุนของกรมส่งเสริมวัฒนธรรมภายใต้กลไก THACCA เรามีตั้งแต่ Horror, Documentary, LGBTQ+, เทศกาลหนังสิ่งแวดล้อม CCCL, หนังเด็กและเยาวชน หนังสั้น เทศกาลในภูมิภาค ไปจนถึง International Film Festival
เทศกาลมากไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นข่าวดีของวงการหนังไทย
เพราะประเทศที่ต้องการสร้างอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไม่สามารถมีเพียงกองถ่าย โรงหนัง หรือ Streaming Platform แต่ต้องสร้าง Film Culture ควบคู่กัน เทศกาลภาพยนตร์คือโครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรม เป็นพื้นที่ค้นหาคนทำหนังใหม่ สร้างผู้ชม เปิดจอให้หนังที่ตลาดพาณิชย์ไม่เลือก และสามารถต่อยอดสู่เศรษฐกิจเมือง การท่องเที่ยว และ Soft Power
แต่ข่าวดีกำลังมีจุดอ่อนสำคัญ เมื่อเทศกาลจำนวนมากกลับกระจุกตัวในช่วงปลายสิงหาคม–กันยายน
What the Doc! จัด 3–13 กันยายน, VIFF 11–25 กันยายน, S.O.S. Siam on Screen 11–13 กันยายน และ Bangkok International Film Festival 13–27 กันยายน
ขณะที่ปลายสิงหาคมเพิ่งมี microWAVE Film FEASTival และ Chiang Mai International Film Festival
วันที่ 13 กันยายน วันเดียวจึงมีเทศกาลหรือโปรแกรมภาพยนตร์หลายงานเกิดขึ้นพร้อมกัน ขณะที่ VIFF กับ Bangkok International Film Festival ยังซ้อนกันต่ออีกเกือบสองสัปดาห์
นี่ไม่ใช่แค่ปัญหา “วันจัดงานชนกัน” แต่เป็นคำถามเรื่อง Impact ของเงินสาธารณะ
คนดูคนเดียวอยู่สองโรงพร้อมกันไม่ได้ สื่อและนักวิจารณ์มีเวลาจำกัด Sponsor มีงบจำกัด ขณะที่ผู้กำกับ วิทยากร แขกต่างประเทศ โรงฉาย และทีมงานมืออาชีพ ล้วนอยู่ใน Ecosystem เดียวกัน เมื่อรัฐใช้เงินสนับสนุนหลายเทศกาลแต่ปล่อยให้เทศกาลมาแย่ง Audience และ Media Attention กันเอง เงินสาธารณะแต่ละก้อนอาจกำลังลด Impact ของอีกก้อนโดยไม่ตั้งใจ
คำถามจึงย้อนกลับไปที่ระบบสนับสนุนของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ซึ่งผูกอยู่กับปีงบประมาณที่สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน ขณะที่การอนุมัติทุนทยอยออกมาหลายรอบ จึงควรถามอย่างจริงจังว่า กระบวนการอนุมัติ ทำสัญญา จัดงาน และเบิกจ่าย กำลังผลักให้ผู้จัดต้องวิ่งเข้าหาเส้นชัย 30 กันยายนหรือไม่
หากเป็นเช่นนั้น เท่ากับเรากำลังเอา “ปฏิทินราชการ” ไปกำหนด “ปฏิทินวัฒนธรรม” ทั้งที่วันจัดเทศกาลควรถูกกำหนดจากผู้ชม ปฏิทินเทศกาลโลก ฤดูกาลท่องเที่ยว ความพร้อมของหนังและแขกรับเชิญ ไม่ใช่เส้นตายปิดบัญชีของรัฐ
ระบบนี้ปรับได้โดยไม่ต้องลดงบ เริ่มจากสร้าง Thailand Film Festival Calendar ล่วงหน้า 12–18 เดือน ให้ช่วงเวลาจัดงาน Positioning และกลุ่มผู้ชมเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาทุน ใช้แรงจูงใจให้เทศกาลกระจายตลอด 12 เดือน
เทศกาลที่พิสูจน์ตัวเองแล้วควรเปลี่ยนจาก Annual Funding เป็น Multi-year Funding 2–3 ปี เพื่อให้วางโปรแกรม เชิญหนัง สร้างพันธมิตรและทำตลาดล่วงหน้า พร้อมแยก Development Grant ออกจากงบจัดงาน ลดปัญหาได้เงินช้าแล้วต้องเร่งจัดกิจกรรม
สำคัญที่สุด ต้องเปลี่ยน KPI จากตรรกะ “จัดครบ–เบิกหมด–ส่งรายงาน” ไปวัด Impact จริงว่า มีคนดูใหม่เพิ่มขึ้นเท่าไร เกิดคนทำหนังหน้าใหม่กี่คน หนังเดินทางต่อไปไหน สร้างรายได้แก่พื้นที่อย่างไร และเทศกาลลดการพึ่งพาเงินรัฐลงได้มากน้อยเพียงใด
ปี 2569 อาจเป็นปีทองของเทศกาลภาพยนตร์ไทย แต่ขั้นต่อไปต้องไม่ใช่แค่ “มีเทศกาลมากขึ้น” ต้องทำให้เทศกาลกระจายตลอดปี มี Positioning ต่างกัน และสร้าง Impact มากขึ้นทุกปี
บทเรียนจาก VIFF ชี้ให้เห็นว่า เงินและพื้นที่สาธารณะสามารถใช้เพื่อ “สร้างคนรุ่นต่อไป” ได้
เพราะหนังไม่ได้แค่เล่าเรื่อง และเทศกาลหนังก็ไม่ควรมีชีวิตอยู่ตามปฏิทินปีงบประมาณของราชการ
อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ









