ผมมีโอกาสเดินทางมายังกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ตามคำเชิญของสำนักข่าวซินหัว (Xinhua News Agency) เพื่อเข้าร่วมการประชุม World Media Summit ครั้งที่ 7 ระหว่างวันที่ 4–8 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของผู้บริหารองค์กรสื่อจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI หนึ่งในกิจกรรมที่ผมสนใจเป็นพิเศษ คือการศึกษาดูงานระบบห้องข่าวของสำนักข่าวซินหัว ซึ่งมีเครือข่ายผู้สื่อข่าวทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศ และกำลังนำ AI กับ Big Data เข้ามาเชื่อมโยงกระบวนการผลิตข่าวอย่างเป็นระบบ
การดูงานครั้งนี้มีความหมายกับผมเป็นพิเศษ เพราะก่อนเดินทางมาปักกิ่ง ผมได้ร่วมกับทีมเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ MIS และสำนักข่าวของไทยพีบีเอส ออกแบบโครงการ Thai PBS AI Newsroom โดยตั้งเป้าหมายพัฒนาระบบห้องข่าวใหม่ภายใน 9 เดือน เพื่อให้ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของผู้สื่อข่าว บรรณาธิการ และทีมผลิตข่าว
สิ่งที่ได้เห็นจากซินหัวทำให้ผมมั่นใจมากขึ้นว่าแนวทางที่ไทยพีบีเอสกำลังพัฒนาอยู่นั้นเดินมาถูกทิศทางแล้ว แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เห็นว่า เราต้องคิดให้ไกลกว่าการพัฒนา AI Application เพื่อช่วยงานเฉพาะอย่าง
สถาปัตยกรรมห้องข่าวที่เชื่อมทุกระบบเข้าด้วยกัน
สิ่งแรกที่น่าสนใจคือ ซินหัวไม่ได้เริ่มต้นด้วยการนำ AI มาใส่ในห้องข่าวทันที แต่เริ่มจากการวางสถาปัตยกรรมเทคโนโลยีให้กระบวนการผลิตข่าวทั้งหมดเชื่อมโยงกัน
โดยมีระบบหลักสองส่วนคือ Xinhua Quanmei ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มบริหารกระบวนการผลิตข่าวแบบดิจิทัล ตั้งแต่การวางแผนข่าว การมอบหมายงาน การรวบรวมข้อมูล การผลิต การตรวจสอบ และการเผยแพร่
ส่วน Xinhua Zhimei เป็นระบบที่นำ AI และเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ามาสนับสนุนกระบวนการเหล่านั้น ทำให้ห้องข่าวสามารถใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ลดงานซ้ำซ้อน และเพิ่มความรวดเร็วในการทำงาน โดยยังมีขั้นตอนการตรวจสอบและอนุมัติจากบรรณาธิการ
สถาปัตยกรรมดังกล่าวประกอบด้วย 4 แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่ Content Management สำหรับบริหารจัดการเนื้อหาและทรัพยากรข่าว, News Service สำหรับบริการและกระจายข่าว, Performance Management สำหรับติดตามและประเมินประสิทธิภาพ และ Office Collaboration สำหรับการทำงานร่วมกันของบุคลากร
ทั้งหมดทำงานอยู่บน 3 โครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ Big Data, Network และ Infrastructure ทำให้ข้อมูลจากทุกขั้นตอนสามารถเชื่อมโยงถึงกัน ตั้งแต่ข่าวเริ่มต้นเป็นประเด็นในห้องประชุม จนถึงการเผยแพร่และวิเคราะห์ผลตอบรับจากผู้รับสาร
พูดง่าย ๆ ก็คือ ซินหัวไม่ได้มอง AI เป็นโปรแกรมใหม่ที่ซื้อมาให้ผู้สื่อข่าวใช้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารจัดการข่าวทั้งองค์กร ผู้บริหารห้องข่าวสามารถติดตามได้ว่าข่าวแต่ละเรื่องอยู่ในขั้นตอนใด ใครรับผิดชอบ มีงานค้างตรงไหน และเนื้อหาที่เผยแพร่ออกไปแล้วถูกนำไปใช้มากน้อยเพียงใด
นี่คือความแตกต่างระหว่างการมีเครื่องมือดิจิทัลจำนวนมาก กับการมีห้องข่าวดิจิทัลที่ทำงานเป็นระบบเดียวกัน
AI 244 เครื่องมือ ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
ระหว่างการนำเสนอ เจ้าหน้าที่ซินหัวอธิบายว่าระบบของสำนักข่าวมีเครื่องมือเทคโนโลยีรวม 244 เครื่องมือ กระจายอยู่ในกระบวนการผลิตข่าวหลายขั้นตอน ทั้งการวิเคราะห์กระแสข่าว การรวบรวมข้อมูล การถอดเสียง แปลภาษา ตรวจแก้ต้นฉบับ จัดการภาพและวิดีโอ ตลอดจนการเผยแพร่และประเมินผล
แต่สิ่งที่ผมสนใจไม่ใช่จำนวนเครื่องมือ หากเป็นวิธีนำเครื่องมือเหล่านี้มาเชื่อมโยงกับงานของผู้สื่อข่าวและบรรณาธิการ
ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สัมภาษณ์แหล่งข่าว ระบบสามารถช่วยแปลงเสียงเป็นข้อความ ค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง หรือจัดเตรียมเนื้อหาเบื้องต้น ก่อนส่งเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและอนุมัติ ทำให้ผู้สื่อข่าวมีเวลาเพิ่มขึ้นสำหรับการค้นคว้าและพัฒนาเนื้อหาเชิงลึก
อีกองค์ประกอบหนึ่งคือ Xinhua Big Data Center ซึ่งมีข้อมูลสะสมตามตัวเลขที่นำเสนอประมาณ 369.7 ล้านรายการ ครอบคลุมข่าวข้อความ ภาพ เสียง วิดีโอ และข้อมูลหลายภาษา สามารถนำกลับมาใช้ค้นคว้า วิเคราะห์ความเชื่อมโยงของเหตุการณ์ และสนับสนุนการพัฒนาระบบ AI
คลังข่าวจึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่เก็บไฟล์เก่าอีกต่อไป แต่กลายเป็นทรัพยากรความรู้ที่ช่วยเพิ่มคุณภาพการผลิตข่าวในอนาคต
สิ่งที่เห็นจากซินหัว ยืนยันแนวทาง Thai PBS AI Newsroom
ตลอดช่วงที่ผ่านมา ทีม MIS ของไทยพีบีเอสกำลังทำงานร่วมกับสำนักข่าวเพื่อพัฒนาระบบ AI Newsroom โดยเริ่มจากการสำรวจปัญหาจริงของคนทำข่าว ทั้งข้อมูลที่เข้ามาจากหลายช่องทาง การค้นหาข่าวย้อนหลัง การถอดเสียงสัมภาษณ์ การแปลภาษา และการผลิตข่าวสำหรับโทรทัศน์กับออนไลน์ที่ยังมีงานซ้ำซ้อน
แนวทางที่กำลังออกแบบประกอบด้วยระบบรับและคัดกรองข่าว News Radar ระบบช่วยค้นคว้าข้อมูล เครื่องมือ AI สำหรับถอดเสียงและแปลภาษา การตรวจสอบข้อเท็จจริง และการเชื่อมกระบวนการผลิตข่าวระหว่าง On Air กับ Online
เมื่อได้เห็นระบบของซินหัว ผมพบว่าองค์ประกอบเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด Intelligent Newsroom เช่นเดียวกัน
ความแตกต่างคือซินหัวมีสถาปัตยกรรมที่แสดงการเชื่อมโยงกระบวนการทั้งหมดอย่างชัดเจน ขณะที่ไทยพีบีเอสยังอยู่ระหว่างการพัฒนาและเชื่อมต่อระบบย่อยให้ทำงานร่วมกันได้จริง
สิ่งที่เราควรให้ความสำคัญมากขึ้นจึงไม่ใช่การเพิ่มจำนวน AI Apps แต่เป็นการออกแบบ One Newsroom ที่เชื่อมระบบทั้งหมดตั้งแต่การรับข่าว การมอบหมายงาน การผลิต การตรวจสอบ การอนุมัติ และการเผยแพร่ ไปจนถึงการวิเคราะห์ผลตอบรับ
ระบบเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นโปรแกรมเดียวกัน แต่ต้องสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น โดยไม่ต้องให้ผู้สื่อข่าวกรอกข้อมูลหรือทำงานซ้ำในแต่ละขั้นตอน
จาก One Archive ถึงห้องข่าวที่ใช้ข้อมูลเป็นฐาน
อีกเรื่องที่ทำให้ผมนึกถึงโครงการของไทยพีบีเอสทันทีคือระบบ Big Data ของซินหัว ไทยพีบีเอสกำลังพัฒนา One Archive เพื่อยกระดับการจัดเก็บและบริหารจัดการเนื้อหาขององค์กร
หากสามารถเชื่อม One Archive เข้ากับ AI Newsroom ได้สำเร็จ คลังข่าวที่ผลิตสะสมมาหลายปีจะกลายเป็นฐานความรู้สำคัญของห้องข่าว
ผู้สื่อข่าวจะสามารถค้นหาข่าวเก่า ภาพเหตุการณ์ บทสัมภาษณ์ หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประเด็นปัจจุบันได้รวดเร็วขึ้น โดยใช้ AI ช่วยค้นหาความสัมพันธ์ของข้อมูล พร้อมแสดงแหล่งที่มาเพื่อให้ตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้
ผมจึงมองว่าการเชื่อม One Archive กับ AI Newsroom อาจมีความสำคัญมากกว่าการลงทุนซื้อเครื่องมือ AI เพิ่มอีกหลายสิบตัว
ห้องข่าวสื่อสาธารณะต้องคิดต่าง
แม้จะเห็นประโยชน์จากเทคโนโลยีของซินหัวหลายเรื่อง แต่ต้องยอมรับว่าซินหัวกับไทยพีบีเอสมีพันธกิจแตกต่างกัน
ซินหัวเป็นสำนักข่าวของรัฐจีน มีภารกิจเผยแพร่ข่าวในระดับนานาชาติ
ส่วนไทยพีบีเอสเป็นสื่อสาธารณะที่ต้องยึดความเป็นอิสระทางบรรณาธิการ ความถูกต้อง ความหลากหลาย และประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ
ดังนั้น การนำ AI มาใช้วิเคราะห์กระแสข่าวต้องไม่ทำให้ห้องข่าวเลือกประเด็นตามความนิยมเพียงอย่างเดียว เพราะข่าวบางเรื่องอาจมียอดรับชมไม่สูง แต่มีความสำคัญต่อสิทธิของประชาชน การตรวจสอบอำนาจรัฐ หรือการแก้ไขปัญหาสังคม
ไทยพีบีเอสยังมีระบบ Thai PBS Verify ที่สามารถนำมาผสานเข้ากับ AI Newsroom เพื่อยกระดับการตรวจสอบข่าวปลอม ข่าวลวง และข้อมูลบิดเบือน ก่อนเผยแพร่ไปสู่ประชาชน
เป้าหมายของเราจึงไม่ควรเป็นเพียง Intelligent Newsroom แต่ควรเป็น Intelligent Public Service Newsroom ที่ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพและความน่าเชื่อถือของข่าว
เก้าเดือนจากนี้ เราควรไปให้ถึงไหน
แผนพัฒนา Thai PBS AI Newsroom ที่ทีม MIS และสำนักข่าวกำลังดำเนินการมีกรอบเวลาประมาณ 9 เดือน หลังจากได้ศึกษาระบบของซินหัว ผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทิศทางหลัก แต่ควรทำให้เป้าหมายปลายทางชัดเจนยิ่งขึ้น
แทนที่จะวัดความสำเร็จจากจำนวน AI Applications ที่พัฒนาเสร็จ เราควรวัดว่าระบบสามารถช่วยให้กระบวนการผลิตข่าวหนึ่งเรื่องทำงานต่อเนื่องกันได้จริงหรือไม่
ผู้สื่อข่าวใช้เวลาทำงานซ้ำซ้อนลดลงเท่าใด บรรณาธิการติดตามและตรวจสอบงานได้ดีขึ้นหรือไม่
การค้นข้อมูลย้อนหลังรวดเร็วขึ้นแค่ไหน และข่าวที่ผลิตออกมามีคุณภาพและความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้นอย่างไร
ที่สำคัญ การพัฒนาระบบครั้งนี้ไม่ใช่ภารกิจของทีมเทคโนโลยีเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของผู้สื่อข่าว บรรณาธิการ ทีมผลิต ทีมสื่อดิจิทัล และผู้บริหารห้องข่าว ในการปรับกระบวนการทำงานร่วมกัน
จากการดูงานสู่การลงมือทำ
การดูงานห้องข่าวซินหัวครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ผมกลับมาพร้อมความคิดว่าไทยพีบีเอสต้องมี AI ให้มากที่สุด หรือต้องลงทุนสร้างระบบขนาดใหญ่แบบเดียวกัน ตรงกันข้าม สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความชัดเจนว่า เราควรเลือกใช้เทคโนโลยีเท่าที่จำเป็น แต่ต้องออกแบบให้เชื่อมโยงกันและตอบโจทย์การทำงานจริง
สิ่งที่ซินหัวทำให้เห็นคือ การเปลี่ยนผ่านสู่ Intelligent Newsroom ไม่ได้เกิดจาก AI เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการคิดใหม่เกี่ยวกับกระบวนการทำงาน การจัดการข้อมูล และความร่วมมือของคนทั้งองค์กร
สำหรับไทยพีบีเอส ผมเชื่อว่าเรามีโอกาสนำบทเรียนเหล่านี้มาพัฒนาห้องข่าวที่ไม่เพียงทำงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังสามารถทำหน้าที่สื่อสาธารณะได้ดียิ่งขึ้นด้วย
เพราะเป้าหมายสุดท้ายของ Thai PBS AI Newsroom ไม่ใช่การสร้างห้องข่าวที่มีเทคโนโลยีทันสมัยที่สุด แต่เป็นการสร้างห้องข่าวที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อผลิตข่าวที่ถูกต้อง ลึกซึ้ง น่าเชื่อถือ และมีคุณค่าต่อประชาชนมากที่สุด
นี่คือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากห้องข่าวซินหัว และเป็นเหตุผลที่ทำให้มั่นใจมากขึ้นว่าเส้นทางการพัฒนา Thai PBS AI Newsroom ที่เรากำลังเดินอยู่นั้น เป็นเส้นทางที่ควรเดินหน้าต่อไป
อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ







