ไทยพีบีเอส ผนึกภาคีเครือข่ายเปิดเวที Policy Forum ดันนโยบายสุขภาพจิตเชิงรุก ไทยพีบีเอส ผนึกภาคีเครือข่ายเปิดเวที Policy Forum ดันนโยบายสุขภาพจิตเชิงรุก
ข่าวประชาสัมพันธ์

ไทยพีบีเอส ผนึกภาคีเครือข่ายเปิดเวที Policy Forum ดันนโยบายสุขภาพจิตเชิงรุก

ไทยพีบีเอส ผนึกภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพจิต เปิดเวที “Policy Forum : นโยบายสุขภาพจิต เพื่ออนาคตที่ดีกว่าเดิม” ระดมข้อเสนอพัฒนาระบบดูแลสุขภาพจิตที่ทุกคนเข้าถึงได้ มุ่งเปลี่ยนจากการรอรักษาสู่การส่งเสริมและป้องกันเชิงรุก พร้อมผลักดันข้อเสนอเข้าสู่สมัชชาสุขภาพแห่งชาติปลายเดือนตุลาคมนี้

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส โดยศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ (The Active) ร่วมกับภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพจิต กรุงเทพมหานคร กรมสุขภาพจิต และนักวิชาการ จัดเวทีเสวนา Policy Forum ในหัวข้อ “นโยบายสุขภาพจิต เพื่ออนาคตที่ดีกว่าเดิม” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม Better Mind Better Bangkok 2026 เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาวะทางใจที่ทุกคนเข้าถึงได้ และมีภูมิคุ้มกันทางใจ พร้อมรับมือ ปรับตัว และฟื้นตัวได้ในทุกวิกฤตชีวิต เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2569 ณ Q STADIUM ศูนย์การค้า EmQuartier กรุงเทพฯ

รุ่งโรจน์ สมบุญเก่า ผู้สื่อข่าวอาวุโส The Active และผู้ดำเนินรายการเสวนา ตั้งคำถามถึงความท้าทายของระบบสุขภาพจิตไทย ทั้งประชาชนที่ยังเข้าไม่ถึงบริการ ความรู้สึกด้อยค่า ความโดดเดี่ยว ภาวะซึมเศร้า ตลอดจนคนทำงานที่ต้องฝืนปฏิบัติหน้าที่ทั้งที่กำลังเผชิญปัญหาทางใจ โดยชวนผู้ร่วมเสวนาร่วมกันออกแบบอนาคตของระบบสุขภาพจิตที่เชื่อมโยงถึงประชาชนทุกกลุ่ม และนำข้อเสนอจากผู้ปฏิบัติงานจริงไปต่อยอดเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาอย่างทั่วถึง

รุ่งโรจน์ สมบุญเก่า ผู้สื่อข่าวอาวุโส The Active และผู้ดำเนินรายการเสวนา

อมรเทพ สัจจะมุนีวงศ์ ผู้ก่อตั้ง Sati App เปิดเผยถึงข้อมูลที่สังเคราะห์จากผู้ปฏิบัติงานหน้างานหลากหลายกลุ่ม อาทิ บุคลากรทางการแพทย์ ครู นักจิตวิทยา และเจ้าหน้าที่สถานพินิจ พบว่าบุคลากรทุกกลุ่มกำลังแบกรับภาระงานเกินขีดความสามารถ ขณะที่งบประมาณในการจัดสรรดูแลด้านสุขภาพจิตของประเทศไทยยังคงอยู่ที่ประมาณ 40 กว่าบาทต่อคนต่อปีเท่านั้น ทางภาคีเครือข่ายจึงเสนอแนวทางแก้ไข 3 ประการ ได้แก่

  1. การปรับเปลี่ยนจากการรอรักษาปลายน้ำไปเน้นการส่งเสริมและป้องกันเชิงรุก
  2. การจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับขนาดปัญหา
  3. การมองปัญหาสุขภาพจิตอย่างเชื่อมโยงกับโครงสร้างสังคม ครอบครัว และเศรษฐกิจ
อมรเทพ สัจจะมุนีวงศ์ ผู้ก่อตั้ง Sati App

ด้าน ดร. พญ.สุธี สฤษฎิ์ศิริ ผอ.กองสร้างเสริมสุขภาพ สำนักอนามัย กทม. ระบุว่า กทม. ได้จัดทำระบบบริการสุขภาพแบบ 8 โซนสุขภาพ (Health Zone) เพื่อเชื่อมโยงการคัดกรองปฐมภูมิกับโรงพยาบาลและศูนย์สุขภาพจิต นอกจากนี้ ผลการสำรวจระบบสุขภาพจิตในโรงเรียนสังกัด กทม. ระดับมัธยมศึกษา 109 แห่ง พบว่าประเภทการกลั่นแกล้งที่พบมากที่สุดคือการบูลลี่ทางวาจา และการบูลลี่ทางโซเชียลหรือไซเบอร์ โดยมีจุดเสี่ยงสำคัญคือห้องน้ำ และนักเรียนส่วนหนึ่งรู้สึกขาดครูที่ตนไว้วางใจได้ กทม. จึงเตรียมนำร่องโครงการตรวจสุขภาพกายและจิตควบคู่กันผ่าน Real-time Dashboard พร้อมทดลองระบบ Social Prescribing แจกคูปอง (Voucher) เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมฟรี 3 เดือน ร่วมกับ สปสช. เพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตเชิงป้องกัน

ดร. พญ.สุธี สฤษฎิ์ศิริ ผอ.กองสร้างเสริมสุขภาพ สำนักอนามัย กทม.

ดร. นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกรมสุขภาพจิต และโฆษกประจำ สธ. ชี้ว่าการเพิ่มจำนวนโรงพยาบาลหรือจิตแพทย์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถรองรับปัญหาคนทั้งประเทศได้ โดยยกกรณีที่โรงพยาบาลศรีธัญญาต้องรับแอดมิทผู้ป่วยจิตเวชกว่า 100 คนพร้อมกันในระยะเวลาสั้น ๆ สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยยังขาดระบบฟื้นฟูและดูแลกลางทางระหว่างบ้านกับโรงพยาบาล ที่ผ่านมา กรมสุขภาพจิตได้ผลักดันจนคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้เดือนพฤษภาคมของทุกปีเป็น “เดือนสุขภาพใจ (May Mind)” พร้อมดึงองค์กรกว่า 208 แห่งมาร่วมลงทุน (Co-investment) และปรับกลยุทธ์การสื่อสารเพื่อลดตราบาป (Stigma) และสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมในสังคม

ดร. นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกรมสุขภาพจิต และโฆษกประจำ สธ.

ขณะเดียวกัน รศ. ดร.ธีรพัฒน์ อังศุชวาล คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และผู้ร่วมก่อตั้ง TIMS กล่าวว่า นวัตกรรมระบบสั่งจ่ายด้วยกิจกรรมทางสังคม (Social Prescribing) เป็นระบบคู่ขนานที่ไม่มุ่งเน้นการคัดกรองโรค แต่มุ่งค้นหาความต้องการ (Needs Identification) เพื่อเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับกิจกรรมทางสังคมและธรรมชาติ อาทิ การอาบป่า ศิลปะบำบัด ดนตรีบำบัด หรือการรับคำปรึกษาทางการเงิน โดยมีผู้เชื่อมต่อ (Link Worker / Well-being Coordinator) ทำหน้าที่รับฟังโดยไม่ตัดสิน และช่วยออกแบบกิจกรรมที่เหมาะสม ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าวเตรียมถูกผลักดันเป็นมตินโยบายสำคัญในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้

รศ. ดร.ธีรพัฒน์ อังศุชวาล คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และผู้ร่วมก่อตั้ง TIMS

นอกจากการพัฒนาระบบบริการแล้ว ผู้ร่วมเสวนายังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างความเข้าใจในสังคม เพื่อลดมายาคติและความกลัวเกี่ยวกับการเข้ารับบริการด้านจิตเวช โดยเฉพาะความกังวลต่อการถูกตีตราจากคนรอบข้าง พร้อมส่งเสริมให้การดูแลสุขภาพจิตเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันเช่นเดียวกับการดูแลสุขภาพกาย

ช่วงท้ายของเวที ผู้ร่วมเสวนาจากทุกภาคส่วนเห็นร่วมกันถึงความจำเป็นในการสนับสนุนงบประมาณ บุคลากร และทรัพยากรจากภาครัฐ หน่วยงานให้ทุน ภาคเอกชน สื่อมวลชน และประชาชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนระบบสุขภาพจิตไทยให้เข้าถึงชุมชนมากขึ้น ลดการพึ่งพาการรักษาในโรงพยาบาลเพียงอย่างเดียว และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะทางใจของคนทุกกลุ่มอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ศูนย์สื่อสารและส่งเสริมการตลาดเพื่อสาธารณะ ไทยพีบีเอส ยังเข้าร่วมจัดแสดงบูท “4 Seasons of Mind (4 ฤดูของหัวใจ)” ภายใต้แนวคิดที่สะท้อนว่า การเติบโตของแต่ละคนแตกต่างกัน บางช่วงเวลาอาจเป็นช่วงแห่งการผลิบาน ขณะที่บางช่วงเวลาอาจต้องการการฟื้นฟูและดูแลจิตใจ โดยกิจกรรมนี้มุ่งเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคนได้ทบทวนความรู้สึกและถ่ายทอดเรื่องราวของตนเอง พร้อมตอกย้ำบทบาทของไทยพีบีเอสในฐานะสื่อสาธารณะที่เปิดพื้นที่รับฟังเสียงของทุกคน และส่งเสริมความเข้าใจเรื่องสุขภาวะทางใจ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างดี

ไทยพีบีเอส มุ่งมั่นทำหน้าที่สะท้อนปัญหา เปิดพื้นที่ให้เสียงของประชาชนได้รับการรับฟัง พร้อมเชื่อมโยงข้อเสนอจากสังคมสู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบาย เพื่อร่วมผลักดันให้สุขภาพจิตเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าถึงการดูแลได้อย่างเท่าเทียม ติดตามความเคลื่อนไหวและการขับเคลื่อนนโยบายด้านสุขภาพจิต เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมที่เข้าใจและใส่ใจสุขภาวะทางใจของทุกคน ได้ที่ www.thaipbs.or.th/TheActive และ www.thaipbs.or.th/PolicyWatch