ปลาทู คือหนึ่งในสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่คนไทยคุ้นเคยที่สุด แต่น้อยคนที่รู้ว่าปลาที่เราคุ้นปากนั้น มีเรื่องราวลึกซึ้งกว่าที่เห็น ตั้งแต่วิถีชาวประมงพื้นบ้านในอ่าวไทย ฤดูกาลที่อร่อยที่สุด ไปจนถึงวิกฤตทรัพยากรที่ทุกคนมีส่วนแก้ได้
ปลาทู มาจากไหน? รู้จักประมงพื้นบ้านที่กุยบุรี
ที่บ้านทุ่งน้อย อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เรือประมงออกทะเลตั้งแต่ 02.00 น. เพื่อไปวางอวนจับปลาทู อวนที่ใช้เรียกว่า "อวนติดตาปลาทู" มีขนาดตาอวน 4.5 เซนติเมตร ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อให้จับปลาทูที่มีขนาดเหมาะสมเท่านั้น ปลาที่ตัวเล็กกว่าจะว่ายทะลุอวนออกไปได้ ทำให้ระบบนิเวศยังคงสมดุล
แม้เรือบางลำจะมีขนาดใหญ่เกิน 10 ตันกรอส ซึ่งทางกฎหมายถูกจัดเป็น "เรือประมงพาณิชย์" แล้ว แต่เครื่องมือที่ใช้ยังคงเป็นอวนติดตาแบบเดิม ไม่ใช่อวนรากหรืออวนรุน จึงยังถือว่าเป็นการทำประมงแบบเลือกจับและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
ฤดูกาลของปลาทู: ช่วงไหนอร่อยที่สุด?
ปลาทู ที่อร่อยที่สุดในรอบปีคือช่วงเดือนตุลาคม - กุมภาพันธ์ ชาวบ้านเรียกว่าช่วง "มันมาก" เพราะปลาจะสะสมอาหารไว้ในร่างกายเตรียมพร้อมสำหรับฤดูวางไข่ เนื้อจึงนุ่ม หวาน และมีไขมันสูง ให้รสชาติที่ดีที่สุด โดยหลังวันที่ 15 กุมภาพันธ์ของทุกปี จะมีช่วงปิดอ่าวเป็นเวลา 90 วัน (ถึงวันที่ 16 พฤษภาคม) เพื่อให้พ่อแม่พันธุ์ได้วางไข่และเลี้ยงดูลูกปลา ช่วงเวลานี้จึงเหมาะที่จะหันไปกินปลาชนิดอื่นแทน
ปลาทู มี 2 ชนิด: ปลาทูเตี้ยและปลาทูยาวต่างกันอย่างไร?
หลายคนไม่รู้ว่า ปลาทู ที่เราเห็นในตลาดนั้นแบ่งเป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่
- ปลาทูเตี้ย (ปลาทูสั้น) : ลำตัวสั้น อ้วนกลม เป็นที่นิยมในตลาดทั่วไป
- ปลาทูยาว (ปลาทูโม่ง หรือปลาทูลัง) : ลำตัวยาวกว่า บางกว่า รสชาติไม่ได้ด้อยกว่า หากกินให้ถูกฤดู รสชาติมันและอร่อยพอกัน
ขนาดที่เหมาะสมในการจับและบริโภคปลาทูคือประมาณ 13 - 14 ตัวต่อกิโลกรัม ซึ่งหมายความว่าปลาผ่านการวางไข่มาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง ปลาที่ขนาด 20 ตัวต่อกิโลกรัมขึ้นไปถือว่าเล็กเกินไป ไม่ควรซื้อหรือกิน
วิกฤตปลาทูในอ่าวไทย: ทำไมปริมาณลดลงกว่า 70%?
ครั้งหนึ่งประเทศไทยเคยจับปลาทูได้ถึง 140,000 ตันต่อปี แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 30,000 ตัน หรือลดลงไปกว่า 70% สาเหตุหลักมาจาก 3 ประเด็น ได้แก่
- ยังไม่มีการกำหนดขนาดขั้นต่ำของปลาทูที่จับได้ตามกฎหมาย แม้มาตรา 57 จะให้อำนาจรัฐมนตรีประกาศกำหนดได้
- หลังเปิดอ่าว ชาวประมงบางส่วนจับทั้งพ่อแม่พันธุ์และลูกปลาที่เพิ่งฟักออกมา
- ไม่มีระบบโควตากำกับปริมาณการจับต่อปี ให้สอดคล้องกับปริมาณสัตว์น้ำในทะเล
ทางออกที่ผู้เชี่ยวชาญเสนอประกอบด้วย 3 มาตรการ คือ บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง, กำหนดขนาดและประเภทเครื่องมือที่อนุญาต และสร้างระบบบริหารจัดการโควตาการจับสัตว์น้ำ
วิธีทำปลาทูต้มเค็มและปลาทูทอด สูตรชาวประมงแท้ๆ
ปลาทูต้มเค็ม
- ต้มน้ำให้เดือด ใส่น้ำปลาปริมาณพอประมาณ
- ควักไส้ปลาออก ล้างให้สะอาด
- ใส่ปลาลงในน้ำเดือด ปิดฝา รอจนเดือดอีกครั้ง
- เสิร์ฟพร้อมพริก ใบกะเพรา และมะนาวบีบ
ปลาทูทอดที่อร่อยที่สุด (เคล็ดลับชาวประมง)
ความลับคือ ต้มปลาให้สุกก่อน แล้วทิ้งไว้ข้ามคืน จากนั้นค่อยนำมาทอด เนื้อปลาจะนุ่มกว่าปลาทูนึ่ง เพราะปลาทูนึ่งมีเกลือมาก ทำให้เนื้อแข็งกระด้าง ส่วนปลาต้มเค็มแล้วทอดเนื้อจะนุ่ม หอม และอร่อยที่สุด
นอกจากปลาทู ยังมีปลาอะไรอีกบ้างในอวนของชาวประมง?
การออกเรือหนึ่งครั้งจับปลาได้มากถึง 19 ชนิดในคราวเดียว นอกจากปลาทูแล้วยังมีปลาอื่นที่น่าสนใจและอร่อยไม่แพ้กัน เช่น ปลาตาโต (เหมาะทำน้ำยาขนมจีน) ปลาสีกุล, ปลาตาหวาน (ย่างกินกับน้ำจิ้มอร่อยมาก) ปลาแป้น (เนื้อละเอียด หวาน ทอดได้ ต้มได้ ต้มหวานได้) ปลาแข้งไก่ (ต้มน้ำจิ้มแซ่บ ไฮไลต์คือตับที่นุ่มละลายในปาก) และปลาทรายแดง - ทรายดำ การกินปลาหลากหลายชนิดช่วยลดแรงกดดันต่อสัตว์น้ำเศรษฐกิจบางชนิด และยังช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในท้องทะเลได้ด้วย
ผู้บริโภคช่วยปลาทูได้: กินอย่างรู้ที่มา คือการอนุรักษ์
ทุกคนในฐานะผู้บริโภคมีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงระบบได้ หากเราไม่ใส่ใจที่มาของอาหาร เราก็ไม่ต่างจากการรับซื้อสิ่งผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว การซื้อปลาที่มาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ หลีกเลี่ยงปลาตัวเล็กเกินขนาด และรู้จักฤดูกาลของสัตว์น้ำ คือการสนับสนุนชาวประมงที่ทำการประมงอย่างยั่งยืนและรักษาท้องทะเลไว้ให้คนรุ่นต่อไป
ชุมชนชาวประมงกุยบุรีเองก็ไม่ได้นิ่งเฉย นอกจากออกทะเลหาปลา พวกเขายังเก็บขยะในทะเล สร้างบ้านปลา รณรงค์เรื่องกฎหมาย และร่วมกันอนุรักษ์ระบบนิเวศชายฝั่ง เพื่อให้ปลาทูและสัตว์น้ำอื่นยังคงมีอยู่ให้กินต่อไปอีกนาน
สรุปเลือกกินปลาทูอย่างยั่งยืน
ปลาทู ไม่ใช่แค่อาหารจานโปรด แต่เป็นกระจกสะท้อนสุขภาพของท้องทะเลไทย ซื้อปลาให้รู้ที่มา กินให้ถูกฤดู เลือกขนาดที่เหมาะสม แค่นี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาทรัพยากรทางทะเลให้ยั่งยืนได้แล้ว
แท็กที่เกี่ยวข้อง:
ปลาทู คือหนึ่งในสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่คนไทยคุ้นเคยที่สุด แต่น้อยคนที่รู้ว่าปลาที่เราคุ้นปากนั้น มีเรื่องราวลึกซึ้งกว่าที่เห็น ตั้งแต่วิถีชาวประมงพื้นบ้านในอ่าวไทย ฤดูกาลที่อร่อยที่สุด ไปจนถึงวิกฤตทรัพยากรที่ทุกคนมีส่วนแก้ได้
ปลาทู มาจากไหน? รู้จักประมงพื้นบ้านที่กุยบุรี
ที่บ้านทุ่งน้อย อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เรือประมงออกทะเลตั้งแต่ 02.00 น. เพื่อไปวางอวนจับปลาทู อวนที่ใช้เรียกว่า "อวนติดตาปลาทู" มีขนาดตาอวน 4.5 เซนติเมตร ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อให้จับปลาทูที่มีขนาดเหมาะสมเท่านั้น ปลาที่ตัวเล็กกว่าจะว่ายทะลุอวนออกไปได้ ทำให้ระบบนิเวศยังคงสมดุล
แม้เรือบางลำจะมีขนาดใหญ่เกิน 10 ตันกรอส ซึ่งทางกฎหมายถูกจัดเป็น "เรือประมงพาณิชย์" แล้ว แต่เครื่องมือที่ใช้ยังคงเป็นอวนติดตาแบบเดิม ไม่ใช่อวนรากหรืออวนรุน จึงยังถือว่าเป็นการทำประมงแบบเลือกจับและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
ฤดูกาลของปลาทู: ช่วงไหนอร่อยที่สุด?
ปลาทู ที่อร่อยที่สุดในรอบปีคือช่วงเดือนตุลาคม - กุมภาพันธ์ ชาวบ้านเรียกว่าช่วง "มันมาก" เพราะปลาจะสะสมอาหารไว้ในร่างกายเตรียมพร้อมสำหรับฤดูวางไข่ เนื้อจึงนุ่ม หวาน และมีไขมันสูง ให้รสชาติที่ดีที่สุด โดยหลังวันที่ 15 กุมภาพันธ์ของทุกปี จะมีช่วงปิดอ่าวเป็นเวลา 90 วัน (ถึงวันที่ 16 พฤษภาคม) เพื่อให้พ่อแม่พันธุ์ได้วางไข่และเลี้ยงดูลูกปลา ช่วงเวลานี้จึงเหมาะที่จะหันไปกินปลาชนิดอื่นแทน
ปลาทู มี 2 ชนิด: ปลาทูเตี้ยและปลาทูยาวต่างกันอย่างไร?
หลายคนไม่รู้ว่า ปลาทู ที่เราเห็นในตลาดนั้นแบ่งเป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่
- ปลาทูเตี้ย (ปลาทูสั้น) : ลำตัวสั้น อ้วนกลม เป็นที่นิยมในตลาดทั่วไป
- ปลาทูยาว (ปลาทูโม่ง หรือปลาทูลัง) : ลำตัวยาวกว่า บางกว่า รสชาติไม่ได้ด้อยกว่า หากกินให้ถูกฤดู รสชาติมันและอร่อยพอกัน
ขนาดที่เหมาะสมในการจับและบริโภคปลาทูคือประมาณ 13 - 14 ตัวต่อกิโลกรัม ซึ่งหมายความว่าปลาผ่านการวางไข่มาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง ปลาที่ขนาด 20 ตัวต่อกิโลกรัมขึ้นไปถือว่าเล็กเกินไป ไม่ควรซื้อหรือกิน
วิกฤตปลาทูในอ่าวไทย: ทำไมปริมาณลดลงกว่า 70%?
ครั้งหนึ่งประเทศไทยเคยจับปลาทูได้ถึง 140,000 ตันต่อปี แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 30,000 ตัน หรือลดลงไปกว่า 70% สาเหตุหลักมาจาก 3 ประเด็น ได้แก่
- ยังไม่มีการกำหนดขนาดขั้นต่ำของปลาทูที่จับได้ตามกฎหมาย แม้มาตรา 57 จะให้อำนาจรัฐมนตรีประกาศกำหนดได้
- หลังเปิดอ่าว ชาวประมงบางส่วนจับทั้งพ่อแม่พันธุ์และลูกปลาที่เพิ่งฟักออกมา
- ไม่มีระบบโควตากำกับปริมาณการจับต่อปี ให้สอดคล้องกับปริมาณสัตว์น้ำในทะเล
ทางออกที่ผู้เชี่ยวชาญเสนอประกอบด้วย 3 มาตรการ คือ บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง, กำหนดขนาดและประเภทเครื่องมือที่อนุญาต และสร้างระบบบริหารจัดการโควตาการจับสัตว์น้ำ
วิธีทำปลาทูต้มเค็มและปลาทูทอด สูตรชาวประมงแท้ๆ
ปลาทูต้มเค็ม
- ต้มน้ำให้เดือด ใส่น้ำปลาปริมาณพอประมาณ
- ควักไส้ปลาออก ล้างให้สะอาด
- ใส่ปลาลงในน้ำเดือด ปิดฝา รอจนเดือดอีกครั้ง
- เสิร์ฟพร้อมพริก ใบกะเพรา และมะนาวบีบ
ปลาทูทอดที่อร่อยที่สุด (เคล็ดลับชาวประมง)
ความลับคือ ต้มปลาให้สุกก่อน แล้วทิ้งไว้ข้ามคืน จากนั้นค่อยนำมาทอด เนื้อปลาจะนุ่มกว่าปลาทูนึ่ง เพราะปลาทูนึ่งมีเกลือมาก ทำให้เนื้อแข็งกระด้าง ส่วนปลาต้มเค็มแล้วทอดเนื้อจะนุ่ม หอม และอร่อยที่สุด
นอกจากปลาทู ยังมีปลาอะไรอีกบ้างในอวนของชาวประมง?
การออกเรือหนึ่งครั้งจับปลาได้มากถึง 19 ชนิดในคราวเดียว นอกจากปลาทูแล้วยังมีปลาอื่นที่น่าสนใจและอร่อยไม่แพ้กัน เช่น ปลาตาโต (เหมาะทำน้ำยาขนมจีน) ปลาสีกุล, ปลาตาหวาน (ย่างกินกับน้ำจิ้มอร่อยมาก) ปลาแป้น (เนื้อละเอียด หวาน ทอดได้ ต้มได้ ต้มหวานได้) ปลาแข้งไก่ (ต้มน้ำจิ้มแซ่บ ไฮไลต์คือตับที่นุ่มละลายในปาก) และปลาทรายแดง - ทรายดำ การกินปลาหลากหลายชนิดช่วยลดแรงกดดันต่อสัตว์น้ำเศรษฐกิจบางชนิด และยังช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในท้องทะเลได้ด้วย
ผู้บริโภคช่วยปลาทูได้: กินอย่างรู้ที่มา คือการอนุรักษ์
ทุกคนในฐานะผู้บริโภคมีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงระบบได้ หากเราไม่ใส่ใจที่มาของอาหาร เราก็ไม่ต่างจากการรับซื้อสิ่งผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว การซื้อปลาที่มาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ หลีกเลี่ยงปลาตัวเล็กเกินขนาด และรู้จักฤดูกาลของสัตว์น้ำ คือการสนับสนุนชาวประมงที่ทำการประมงอย่างยั่งยืนและรักษาท้องทะเลไว้ให้คนรุ่นต่อไป
ชุมชนชาวประมงกุยบุรีเองก็ไม่ได้นิ่งเฉย นอกจากออกทะเลหาปลา พวกเขายังเก็บขยะในทะเล สร้างบ้านปลา รณรงค์เรื่องกฎหมาย และร่วมกันอนุรักษ์ระบบนิเวศชายฝั่ง เพื่อให้ปลาทูและสัตว์น้ำอื่นยังคงมีอยู่ให้กินต่อไปอีกนาน
สรุปเลือกกินปลาทูอย่างยั่งยืน
ปลาทู ไม่ใช่แค่อาหารจานโปรด แต่เป็นกระจกสะท้อนสุขภาพของท้องทะเลไทย ซื้อปลาให้รู้ที่มา กินให้ถูกฤดู เลือกขนาดที่เหมาะสม แค่นี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาทรัพยากรทางทะเลให้ยั่งยืนได้แล้ว
แท็กที่เกี่ยวข้อง:









