Profile icon

“ศรัทธาพยากรณ์อากาศ” เมื่อ “ความถูกใจ” ไม่สามารถวัดได้ด้วย “ความถูกต้อง”

DateClock icon18:19|บทวิเคราะห์

เกิดกระแสความตื่นตระหนกในโลกออนไลน์ หลังเพจพยากรณ์อากาศอิสระเตือนภัย "มหาอุทกภัย" ในภาคตะวันออกและกรุงเทพฯ ภายใน 120 ชั่วโมง จนกลายเป็นไวรัลสะเทือนโซเชียล อย่างไรก็ตาม กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน และนักวิชาการ ได้ออกมาโต้แย้งข้อมูลดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยมีฝนตกหนักจริง แต่ปริมาณน้ำยังห่างไกลจากมหาอุทกภัยปี 2554 อย่างสิ้นเชิง ปรากฏการณ์นี้สะท้อนภาพ "ศรัทธาพยากรณ์อากาศ" ที่เกิดขึ้นเมื่อความถูกใจของสังคมวิ่งนำความถูกต้องของข้อมูลวิชาการ

ปฎิเสธไม่ได้ว่าสื่อโซเชียลมีเดียกลายเป็นช่องทางหลักที่ประชาชนใช้ติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งสถานการณ์ภัยธรรมชาติถือเป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบกับชีวิตผู้คนมากที่สุดด้วยเช่นเดียวกัน แต่เมื่อคำเตือนเรื่อง “น้ำท่วมใหญ่” ถูกแต่งเติมด้วยภาษาที่สร้างความกลัว เช่น “มหาอุทกภัยใน 120 ชั่วโมง” ข้อมูลเหล่านั้นกลับแพร่กระจายไปไกลกว่าข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์

กรณีของเพจเตือนภัยอิสระที่ออกมาคาดการณ์มหาอุทกภัยในภาคตะวันออกและกรุงเทพมหานคร ช่วงวันที่ 24-27 กันยายน ได้สร้างแรงสะเทือนจนหน่วยงานภาครัฐต้องออกมาชี้แจงด่วน แม้ภาครัฐและผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำจะยืนยันว่าประเทศไทยกำลังเจอฝนตกหนักตามฤดูกาลและมีน้ำท่วมขังรอการระบายในบางพื้นที่ แต่ปริมาณมวลน้ำและการระบายน้ำในปัจจุบันยังอยู่ภายใต้การควบคุม และไม่มีสัญญาณว่าจะซ้ำรอย “มหาอุทกภัยปี 54” แต่อย่างใด

คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในสังคมไม่ใช่เพียงแค่ “ฝนจะตกหนักแค่ไหน” แต่คือ “ทำไมผู้คนถึงเลือกที่จะเชื่อเพจอิสระมากกว่าข้อมูล official” บทความนี้จะพาไปเจาะลึกข้อเท็จจริงของสถานการณ์น้ำ ลิมิตของเทคโนโลยีพยากรณ์อากาศ และปรากฏการณ์ “ศรัทธาพยากรณ์อากาศ” ที่กำลังเป็นโจทย์ใหญ่ของสังคมไทย ในการรับมือกับข่าวปลอมและภัยพิบัติในอนาคต

จุดเริ่มต้นของ “ศรัทธาพยากรณ์อากาศ”

หลังการโพสต์ของเพจเฟซบุ๊ก ‘ที’ ลมฟ้าอากาศ’ ระบุว่า “เหลือเวลาอีก 120 ชั่วโมงนับจากนี้ มหาอุทกภัยในภาคตะวันออกกำลังจะเริ่มต้นขึ้น จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ทั้งภาค ในเวลาเดียวกันจะเกิดความสูญเสียทางทรัพย์สินมหาศาลในลุ่มน้ำนครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี ตราด รวมถึงเขาใหญ่…สำหรับลุ่มน้ำปราจีนอาจมีสารพิษปนเปื้อนลอยมาด้วย” และ “กรุงเทพฯ และปริมณฑลเสี่ยงน้ำท่วมขังทุกเขตเพราะฝนถล่มอย่างบ้าคลั่งทั้งวันทั้งคืนตั้งแต่คืนวันที่ 24-27 กันยายนนี้”

โพสต์ของเพจเฟซบุ๊ก ‘ที’ ลมฟ้าอากาศ’ เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569

ทั้งนี้หลังจากที่โพสต์ดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ ได้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้คน และมีคนเข้ามาแชร์ข้อความนี้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะการใช้คำว่า “มหาอุทกภัย ภาคตะวันออก-กทม.” ซึ่งหลังจากเป็นกระแสได้ไม่นาน กลับทำให้เพจดังกล่าวถูกระงับการเผยแพร่ไป แต่ไม่นานก็ได้สร้างเฟซบุ๊กใหม่ในชื่อเดิมอีกครั้ง พร้อมทั้งโพสต์ชี้แจงว่า “ผมทำเพื่อประโยชน์ ต่อสาธารณะ ไม่ได้มีเจตนา ทำให้ผู้คนตื่นตระหนก หยุดสแปมได้แล้ว” รวมถึงการออกมาชี้แจงระบุว่า ผมขอยืนยันว่า “จะเกิดฝนตกหนักแช่ทั้งวันทั้งคืน จริง ช่วงวันที่ 24-27 กันยายน นี้ โดยเฉพาะภาคตะวันออก หลายพื้นที่ และภาคกลาง โดยเฉพาะ กรุงเทพฯและปริมณฑล เสี่ยงน้ำท่วมขังรอระบาย หลายเขต รวมถึงภาคเหนือตอนล่าง ภาคอีสานตอนล่าง บางพื้นที่ หลายเวลา แน่นอน อยู่ที่ท่านแล้วว่าเลือกที่จะเชื่อหรือไม่”

กรมอุตุฯ ยันชัดฝนรอบนี้ไม่ถึงขนาด “มหาอุทกภัย”

ทันทีที่เกิดความวิตกกังวลของประชาชน เพจเฟซบุ๊ก กรมอุตุนิยมวิทยา โพสต์ถึงกระแส “มหาอุทกภัยใน 120 ชั่วโมงข้างหน้า” โดย นายนัฐวุฒิ แดนดี รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ฝ่ายวิชาการ ระบุว่า ตามข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา ในช่วงดังกล่าวประเทศไทยมีแนวโน้มเกิดฝนตกหนักหลายพื้นที่ และฝนตกหนักมากบางแห่งจริง จากอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง ร่องมรสุม และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังแรงขึ้น แต่ข้อมูลที่ระบุว่าจะเกิด “มหาอุทกภัย” หรือมีฝนตกหนักต่อเนื่องตลอดทั้งวันทั้งคืนนั้น ไม่สอดคล้องกับข้อมูลพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา โดยสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังคือฝนตกหนักและฝนสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังในพื้นที่เสี่ยง

กรมอุตุนิยมวิทยาประชุมติดตามสถานการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมากเตือนเฝ้าระวังช่วง 23–27 ก.ย. 69

ทั้งนี้ ช่วงวันที่ 23–27 ก.ย. ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตลอดจนพื้นที่อื่น ๆ ตามแนวร่องมรสุมยังคงต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักถึงหนักมาก ขณะที่คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศและข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และไม่ตื่นตระหนกกับข้อมูลที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ โดยยังไม่ได้ตรวจสอบแหล่งที่มา

ภาครัฐชี้ข้อมูลเพจเตือนภัยไม่น่าเชื่อถือ

ขณะที่ล่าสุด นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ พร้อมชี้ให้เห็นว่า เพจเตือนภัยในโซเชียลมีเดียมักขาดเครื่องมือและเทคโนโลยีตรวจวัดสภาพอากาศที่แม่นยำในการประมวลผลข้อมูล การนำเสนอข่าวในลักษณะคาดการณ์สุดขั้วจึงมักสร้างความตื่นตระหนกและกดดันสังคมเกินจริง

ข่าว “ทรงศักดิ์” ย้ำ ไม่เกิดมหาอุทกภัย พร้อมยืนยัน รัฐบาล “เอาอยู่” หากเกิดฝนตกหนักระหว่าง 24-26 ก.ย.นี้

ภาครัฐมีหน่วยงานหลักอย่าง กรมอุตุนิยมวิทยา และ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ที่ทำงานร่วมกับหน่วยงานวิชาการในการเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ประชาชนจึงควรกลั่นกรองข่าวสาร และยึดข้อมูลจากช่องทางเป็นทางการเป็นหลัก

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากประเมินจากปริมาณน้ำฝนและพื้นที่ที่รองรับ ยังสามารถรองรับน้ำอยู่ได้ใช่หรือไม่ นายทรงศักดิ์กล่าวว่า ยังป้องกันได้ จริง ๆ วันนี้มีหลายข่าวไม่ใช่แค่เรื่องน้ำ มีถึงเรื่องเอลนีโญด้วยซ้ำ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือภัยแล้งในอนาคตข้างหน้า ซึ่งรัฐเตรียมทั้งสองอย่างไปพร้อมกัน และ เมื่อวานได้ไปประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) มีการพูดคุยถึงเรื่องนี้ด้วย

ที่มีการนำเสนอข่าวออกมาเช่นนี้และตนมองว่าเป็น ในลักษณะสร้างแรงกดดันให้รัฐบาล ซึ่งรัฐบาลเองก็มีมาตรการป้องกันอยู่แล้ว

กรมชลฯ ชี้ปริมาณน้ำยังห่างปี 54 – เป็นเพียงน้ำภาคกลาง ยันกระทบไม่เกิน 1 เดือน

ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา และโฆษกกรมชลประทาน ให้สัมภาษณ์กับ Thai PBS Verify ระบุว่า ฝนที่ตกในขณะนี้ถือเป็นฝนของฤดูฝนในพื้นที่ชภาคกลาง ซึ่งฝนที่ตกลงมาทำให้น้ำในจังหวัดนครสวรรค์ มีระดับน้ำที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหากถามว่ามวลน้ำที่มาในครั้งนี้จะเหมือนกับปี 2554 หรือไม่ยืนยันว่า “ไม่เหมือนแน่นอน” หรือหากถามว่าเป็นปริมาณน้ำที่มากเท่าปี 2568 ที่ผ่านมา ที่ส่งผลให้น้ำท่วมถึง 6 เดือนหรือไม่ ก็ไม่เหมือนอีกเช่นกัน

อย่างไรก็ตามมวลน้ำที่มาในครั้งนี้เป็นลักษณะของมวลน้ำก้อนเดียว ซึ่งเชื่อว่าจะมีมวลน้ำมาในช่วงกลางเดือนกันยายน ถึงกลางเดือนตุลาคม ก็สิ้นสุดแล้ว ฉะนั้นการระบายน้ำให้เขื่อนเจ้าพระยาที่จะมีผลต่อจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็อาจจะมีผลตั้งแต่ในช่วงนี้ไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายน ซึ่งถือเป็นช่วงสั้น ๆ ราว 1 เดือน ถึง 1 เดือนครึ่ง เพราะปัจจุบันมีการระบายน้ำอยู่ที่ 1,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ดังนั้นการจะระบายน้ำจำนวนนี้ออกไป จำเป็นที่จะต้องใช้ระยะเวลา แต่ยืนยันว่าไม่ใช้ระยะเวลาระบายน้ำนานเหมือนที่ผ่านมา ที่อยู่ราว 5-6 เดือนอย่างแน่นอน

ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา และโฆษกกรมชลประทาน

ขณะที่มวลน้ำในจังหวัดนครสวรรค์ คาดการณ์สูงสุดจะอยู่ที่ 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ประกอบกับน้ำจากบริเวณลุ่มน้ำสะแกกรัง และพื้นที่ 2 ข้างฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ที่คาดว่ามีอีกราว 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก็จะทำให้มีมวลน้ำที่คาดการณ์อยู่ที่ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเมื่อระบายน้ำออกทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว ก็จะทำให้เขื่อนเจ้าพระยาสามารถระบายน้ำอยู่ที่ 1,700 ถึง 1,750 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งการระบายน้ำในลักษณะนี้จะอยู่ในช่วงสั้น ๆ หากฝนไม่ตกเพิ่ม แต่จะกระทบกับพื้นที่ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา บริเวณอำเภอโผงเผง, อำเภอเสนา และอำเภอผักไห่ เพราะเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ที่แม้จะระบายน้ำเพียงแค่ 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก็ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ดังกล่าว

“ปีที่แล้วเราระบายน้ำอยู่ที่ 2,800 – 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ดังนั้นปัจจุบันที่ระบายน้ำอยู่เพียง 1,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก็ถือว่ายังห่างจากปีที่แล้วอยู่มาก แต่ทั้งหมดต้องดูว่า ฝนที่จะตกในช่วงสัปดาห์นี้จะมีเข้ามาเพิ่มหรือไม่ เพราะหากตกเพิ่มก็จะทำให้มวลน้ำของเก่าที่ระบายอยู่ มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นได้โดยเช่นกัน แต่สำหรับเขื่อนในพื้นที่ภาคเหนือ ปัจจุบันกรมชลประทานได้เตรียมรับมือภัยแล้ง โดยไม่มีการปล่อยน้ำออกมาจากเขื่อนใหญ่แล้ว จะมีเพียงน้ำเพื่อหล่อเลี้ยงระบบนิเวศเพียงเท่านั้น จึงทำให้มั่นใจได้ว่า พื้นที่ภาคเหนือจะไม่มีน้ำลงมาเติมในพื้นที่ภาคกลางอย่างแน่นอน”

นักวิชาการยืนยัน ฝนช่วงนี้ไม่เท่า “มหาอุทกภัย 54”

รศ. ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานกรรมการมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงการคาดเดาฝนในช่วงนี้ว่า มหาอุทกภัยของปี 2554 มาจากปัญหาของน้ำเหนือที่หลากลงมา ซึ่งมวลน้ำเหนือในขณะนี้ มีมวลน้ำอยู่ราว 1,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งเมื่อเทียบกับปี 2554 ที่มีมวลน้ำถึง 4,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงถือว่ายังต่างจากมหาอุทกภัยในครั้งนั้นมาก และแม้ว่าฝนในช่วง 3 วันนี้ ที่มีความกังวลว่าจะส่งผลให้มวลน้ำเพิ่มขึ้นไปที่ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตัวเลขดังกล่าวก็ยังแสดงให้เห็นว่า ยังคงมีปริมาณมวลน้ำไม่ถึงครึ่งของปี 2554 เพราะฉะนั้นให้ลืมเรื่องมหาอุทกภัยในปีนี้ไปได้เลยว่าจะไม่เกิดขึ้น แต่สำหรับฝนที่ตกในช่วง 3 วันนี้ ยืนยันว่าจะทำให้น้ำท่วมขังอย่างแน่นอน

รศ. ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานกรรมการมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ

สำหรับพื้นที่เสี่ยงที่ประชาชนจะต้องเคลื่อนย้ายทรัพย์สินนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องแจ้งเตือนเพราะปริมาณฝนที่ตกมีแนวโน้มที่จะหนักและรุนแรงซึ่งคาดการณ์ว่าในช่วง 3 วันนี้ จะมีปริมาณมวลน้ำอยู่ที่ 200-300 มิลลิเมตร ซึ่งถือเป็นฝนที่มีนัยยะสำคัญที่จะทำให้น้ำท่วม น้ำขัง หรือน้ำรอการระบายในหลายพื้นที่

อย่างไรก็ตามด้วยเทคโนโลยีจากปัจจุบันไม่ว่าจะระดับโลกหรือในระดับประเทศ ก็ยังไม่สามารถที่จะคาดการณ์ความรุนแรงของฝนได้ แต่การคาดการณ์จะมีในลักษณะของฝนเฉลี่ย เช่น กรณีที่กังวลนั้นมีหลายหน่วยงานระบุว่า อาจจะมีฝนที่ราว 60 ถึง 80 มิลลิเมตร แต่ในความเป็นจริงมีฝนถึง 280 มิลลิเมตร ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เห็นว่า ยังคงมีข้อจำกัด ซึ่งจำเป็นที่จะต้องพัฒนาการคาดการณ์เรื่องเหล่านี้ให้ได้ดีขึ้น และถึงแม้ว่าใครก็ตามที่จะคาดการณ์สภาพอากาศ ก็จำเป็นที่จะต้องใช้ข้อมูลชุดเดียวกันนี้อยู่ ซึ่งหากที่จะให้มีข้อมูลมีความแม่นยำปัจจุบันนั้นสามารถที่จะคาดการณ์ได้เพียงแค่ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมงก่อนฝนตก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้คาดการณ์ความรุนแรงของฝนแบบสุดขั้วไม่ได้ ทางเลือกจึงเสนอว่าจะเป็นที่จะต้องคาดการณ์ในฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ เช่น ฝนที่ตกอยู่ที่ 250 ถึง 300 มิลลิเมตร ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้คือ หากฝนมีลักษณะนี้ พื้นที่ที่จะได้รับจะเป็นลักษณะนี้ เพื่อให้ประชาชนได้คาดการณ์หรือรับมือได้ทัน

กรณีที่ภาครัฐไม่สามารถที่จะฟันธง หรือประเมินความเสี่ยงที่ชัดเจนได้นั้น เพราะภาครัฐจำเป็นที่จะต้องสื่อสารอย่างระมัดระวัง และด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน ก็ยังไม่สามารถที่จะบอกได้ว่า ฝนจะตกได้ในปริมาณเท่าใด หากไม่อยู่ในช่วงเวลาที่ใกล้เพียงพอ แต่การที่เพจหรือ Influencer สามารถที่จะพูดเรื่องเหล่านี้ออกไปนั้น ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิด เพราะถือว่ามีความเสี่ยงจริง แต่การเผยแพร่ข้อมูลในลักษณะนี้ไม่สามารถทำได้หากเป็นหน่วยงานรัฐ เพราะข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถรู้ได้ล่วงหน้า อีกทั้งเวลาการให้ข้อมูลกับสังคมไทยสังคมต้องการข้อมูลที่แบบชัดเจนเท่านั้น ดังนั้นการสื่อสารของภาครัฐ ที่ออกมาในรูปแบบของการไม่ฟันธง หรือการเผยแพร่แบบกลาง ๆ จึงทำให้ประชาชนไม่เข้าใจ หรือไม่ถูกใจกับความต้องการของประชาชน

สถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไร ?

ข้อมูลล่าสุดจากกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ฉบับที่4 (220/2569) วันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2569 เวลา 05.00 น. เรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย ระบุว่า ในช่วงวันที่ 23 – 27 ก.ย. 69 บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลางรวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ จะมีฝนตกหนักหลายพื้นที่และมีฝนตกหนักมากบางแห่ง โดยจะเริ่มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกก่อน ส่วนภาคอื่น ๆ จะได้รับผลกระทบในระยะถัดไป

ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ฉบับที่ 4

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าเทคโนโลยีพยากรณ์อากาศจะก้าวหน้าไปเพียงใด แต่ขึ้นชื่อว่า “การพยากรณ์” ย่อมมีข้อจำกัดด้านความแม่นยำอยู่เสมอ เพราะทุกหน่วยงานต่างใช้ฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ประเมินความเสี่ยงบนฉากทัศน์เดียวกัน สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับประชาชนในวันนี้ จึงไม่ใช่การงมงายในคำทำนายที่สร้างความตื่นตระหนก หรือการปฏิเสธคำเตือนด้วยความประมาท หากแต่เป็นการ เสพข่าวสารอย่างมีสติและปราศจากอคติ ติดตามประกาศอย่างใกล้ชิดจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง เพราะในยามที่ธรรมชาติยากเกินควบคุม “สติและการเตรียมพร้อมรับมือบนพื้นฐานข้อเท็จจริง” คือเกราะป้องกันภัยพิบัติที่ดีที่สุดของพวกเราทุกคน

Verify

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Verify

ผู้เขียน

Verify

บทความที่เกี่ยวข้อง

Verify

บทความที่ได้รับความนิยม

Cyber Safe Life : รู้ทันกลลวงให้โลกออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน

“ศรัทธาพยากรณ์อากาศ” เมื่อ “ความถูกใจ” ไม่สามารถวัดได้ด้วย “ความถูกต้อง”

“ศรัทธาพยากรณ์อากาศ” เมื่อ “ความถูกใจ” ไม่สามารถวัดได้ด้วย “ความถูกต้อง”

เกิดกระแสความตื่นตระหนกในโลกออนไลน์ หลังเพจพยากรณ์อากาศอิสระเตือนภัย "มหาอุทกภัย" ในภาคตะวันออกและกรุงเทพฯ ภายใน 120 ชั่วโมง จนกลายเป็นไวรัลสะเทือนโซเชียล อย่างไรก็ตาม กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน และนักวิชาการ ได้ออกมาโต้แย้งข้อมูลดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยมีฝนตกหนักจริง แต่ปริมาณน้ำยังห่างไกลจากมหาอุทกภัยปี 2554 อย่างสิ้นเชิง ปรากฏการณ์นี้สะท้อนภาพ "ศรัทธาพยากรณ์อากาศ" ที่เกิดขึ้นเมื่อความถูกใจของสังคมวิ่งนำความถูกต้องของข้อมูลวิชาการ

23 ก.ย. 69

Open article
ตรวจสอบข่าวปลอมทักเลย!