เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่มีคนหลงกลสแกมเมอร์เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ก่อนมองกลับมาที่การหลอกลวงห้วงวันแห่งความรักในเมืองไทย เพื่อรู้เท่าทัน มีต่อมเอ๊ะ ไม่ตกเป็นเหยื่อ

ทำไม? คนอเมริกันตกเป็นเหยื่อเพิ่มขึ้นในช่วงวันวาเลนไทน์
Christopher Giordano ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่พิเศษ FBI กล่าวว่า ช่วงนี้คือช่วงที่เหยื่อมิจฉาชีพเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก โดยปกติแล้วจะเป็นช่วงวันหยุด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งวันหยุดซึ่งตรงกับวันวาเลนไทน์ เนื่องจากผู้คนมักรู้สึกเหงาในช่วงวันหยุดต่าง ๆ เช่น วันวาเลนไทน์ ดังนั้นผู้คนจึงมีแนวโน้มที่จะตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงได้ง่ายขึ้น โดยกลลวงมีมากมายหลายวิธี เช่น การส่งข้อความส่วนตัวที่เราคิดว่าเป็นแค่คนรู้จักทั่วไปที่ติดต่อมาเพื่ออยากเป็นเพื่อน ชวนสร้างความสัมพันธ์จนนำมาสู่การข่มขู่ กรรโชก หลอกลงทุน เป็นต้น
โดยทาง FBI ได้ให้ข้อคิดไว้ว่า “การที่เราได้พบใครสักคนทางออนไลน์ ไม่ได้หมายความว่าคนที่คุยด้วยนั้นคือตัวตนที่แท้จริงของเขา” ดังนั้น ต้องระมัดระวัง มีสติ สงสัยไว้ก่อน เพื่อป้องกันตัวเองไม่ให้โดนหลอก

การหลอกลวงช่วงวันวาเลนไทน์มุ่งเป้าไปที่ “อารมณ์-ความรู้สึก”
สาเหตุก็เพราะผู้คนกำลังอินกับ “ความรัก” ช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ ดังนั้น มิจฉาชีพจึงมักใช้กลโกงที่มุ่งเป้าไปที่อารมณ์และความปรารถนาของผู้คนในเรื่องความรัก ของขวัญ และการท่องเที่ยวโรแมนติก โดยกลโกงต่าง ๆ เหล่านี้ ยังรวมถึงการแจ้งเตือนการจัดส่งปลอม ข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง การสร้างความสัมพันธ์ปลอม ๆ ขึ้นมาเพื่อขโมยเงินอีกด้วย สิ่งที่เรา ๆ ทำได้ก็คือ ระมัดระวังลิงก์ที่ไม่คาดคิด ควรเลือกซื้อสินค้าจากร้านค้าที่น่าเชื่อถือ และอย่าโอนเงินให้ใครก็ตามที่เพิ่งรู้จักกันทางออนไลน์

ทำไม? “หลอกลวง” ช่วงวันวาเลนไทน์จึงสำคัญ
การหลอกลวงใน “วันวาเลนไทน์” อาจก่อให้เกิดความเสียหายทางการเงินและทางอารมณ์อย่างร้ายแรง โดยเฉพาะการหลอกลวงด้านความรักเพียงอย่างเดียวก็ทำให้เหยื่อสูญเสียเงินหลายล้านดอลลาร์สหรัฐ ในแต่ละปี เนื่องจากอาชญากรไซเบอร์มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้คนจะต้องตระหนักถึงกลโกงที่พบได้ทั่วไปเหล่านี้เพื่อปกป้องตัวเอง

รู้ไหม? 1 ใน 7 คน สูญเสียเงินไปกับกลโกงความรัก ชวนสังเกตสัญญาณอันตราย
ผลการวิจัยวันวาเลนไทน์ปี 2026 ของ McAfee (แมคอาฟี) บริษัทซอฟต์แวร์ความปลอดภัยทางไซเบอร์ชื่อดังสัญชาติอเมริกัน พบว่า ผู้ใหญ่ชาวอเมริกัน 1 ใน 7 คน (15%) กล่าวว่าพวกเขาเคยสูญเสียเงินไปกับกลโกงการหาคู่หรือความรักทางออนไลน์
โดยค่าใช้จ่ายจากความเสียหายแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละกลุ่มอายุ ผู้ใหญ่ชาวอเมริกันที่มีอายุระหว่าง 35 – 44 ปี มีแนวโน้มที่จะรายงานความเสียหายสูงกว่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ผู้ประสบภัยที่เป็นคนรุ่น Gen Z ที่อายุน้อยกว่า รายงานความเสียหายต่ำกว่า 500 ดอลลาร์สหรัฐ และที่สำคัญในบรรดาผู้ที่สูญเสียเงินไปกับกลโกงการหาคู่ทางออนไลน์ มีเพียง 1 ใน 4 (24%) เท่านั้นที่สามารถกู้คืนเงินได้ทั้งหมด
การเปิดเผยข้อมูลทางการเงินเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไป แม้ว่าจะไม่ได้สูญเสียเงินไปก็ตาม ชาวอเมริกันมากกว่าครึ่งกล่าวว่า พวกเขาเคยถูกขอให้ส่งเงินหรือแบ่งปันข้อมูลทางการเงินโดยผู้ที่อาจเป็นคู่รัก ผ่านแอปพลิเคชันการชำระเงิน การโอนเงินผ่านธนาคาร บัตรของขวัญ รหัส QR หรือสกุลเงินดิจิทัล เป็นต้น
ข้อมูลจาก McAfee Labs ยืนยันสิ่งที่ผู้คนกำลังประสบพบเจอ โดยในช่วงฤดูกาลหาคู่ที่คึกคักก่อนวันวาเลนไทน์ ทาง Labs ได้บล็อก URL ที่เป็นอันตรายเกี่ยวกับเรื่องความรักหลายแสนรายการ และสังเกตเห็นกิจกรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างมากที่เกี่ยวข้องกับโปรไฟล์ปลอม แอปฯ หาคู่ที่ลอกเลียนแบบ และพฤติกรรมการแชตที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งที่จริงแล้ว Labs รายงานว่ามีการสแปมจากแชตบอต AI จำนวนมาก โดยผู้ใช้บางรายได้รับข้อความมากกว่า 60 ข้อความใน 12 ชั่วโมง แม้ว่าจะไม่มีรูปโปรไฟล์ก็ตาม
ในขณะเดียวกัน การหลอกลวงที่ใช้ลิงก์ที่เป็นอันตรายอย่างชัดเจนก็ลดลง ซึ่งบ่งชี้ว่าเหล่ามิจฉาชีพกำลังเปลี่ยนไปใช้การโน้มน้าวใจและการสร้างความสัมพันธ์แทน

สรุปผลการวิจัยฉบับย่อ
– ผู้ใหญ่ชาวอเมริกัน 47% ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ในการพบปะคู่รัก
– 35% เคยเจอโปรไฟล์ปลอมหรือรูปภาพที่สร้างโดย AI ขณะออกเดตออนไลน์
– 1 ใน 4 คนบอกว่าพวกเขาพบว่าตัวเองกำลังโต้ตอบกับโปรไฟล์ปลอมหรือบอต AI
– 22% ระบุว่าเคยตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงทางออนไลน์ (catfishing)
– 53% เคยถูกขอให้ส่งเงินหรือข้อมูลทางการเงินจากคนที่ตนสนใจในเชิงโรแมนติก
– แอปพลิเคชันชำระเงินเป็นช่องทางที่พบได้บ่อยที่สุดสำหรับการขอเงิน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปี
– 32% เชื่อว่าสามารถพัฒนาความรู้สึกโรแมนติกต่อบอต AI ได้
– 9% ระบุว่าเคยมีประสบการณ์ความรู้สึกโรแมนติกต่อแชตบอต AI มาก่อน
– ผู้ชายมีโอกาสตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงทางความรักมากกว่าผู้หญิงอย่างเห็นได้ชัดในแต่ละสัปดาห์
– เกือบทุกคนที่เคยตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงทางความรัก ต่างบอกว่ามันส่งผลกระทบทางอารมณ์อย่างยาวนาน
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ: การหลอกลวงที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่มีการส่งลิงก์ที่น่าสงสัยมาให้เราเลย แต่มิจฉาชีพจะส่งเพียงคำพูดที่น่าเชื่อถือและกดดันให้เราทำตามเท่านั้น

ระวัง! มิจฉาชีพหลอกลวงโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
AI ช่วยลด “สัญญาณ” ที่เคยใช้เปิดโปงมิจฉาชีพได้ เช่น เสียง และวิดีโอปลอม (Deepfake) สามารถทำให้คน ๆ นั้น ดูน่าเชื่อถือได้แบบเรียลไทม์ แชตที่ขับเคลื่อนด้วยบอตสามารถฟังดูเป็นมืออาชีพ เอาใจใส่ และตอบสนองทางอารมณ์ได้ดี
โดยจุดสังเกตของผู้ที่พบว่าตัวเองกำลังติดต่อกับบอตหรือโปรไฟล์ปลอมก็คือ
– คำตอบดูเหมือนถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าหรือซ้ำซาก (52%)
– ตอบกลับทันทีและสมบูรณ์แบบ (41%)
– ภาพถ่ายดูไม่เป็นธรรมชาติหรือสร้างขึ้นโดย AI (38%)
– หลีกเลี่ยงการโทร. ด้วยเสียง/วิดีโอ (32%)
– ยื่นคำขอที่ไม่ปกติในช่วงแรก (26%)
Key Point: การสนทนาที่ราบรื่นไม่ใช่หลักฐานยืนยันความจริงใจ อาจเป็นหลักฐานของการใช้ระบบอัตโนมัติก็ได้

จากอเมริกา..กลับมาที่ไทย กลลวงไหนที่ “มิจฉาชีพ” ใช้บ่อย
14 กุมภาฯ “วันวาเลนไทน์” (Valentine’s Day) เทศกาลแห่งความรัก ช่วงคนอินเลิฟกำลังมีความสุข มิจฉาชีพ ฉวยโอกาสนี้ในการหลอกลวงเหยื่อทางออนไลน์ โดยภัยอาชญากรรม 6 รูปแบบ หรือที่เรียกว่า “6 โจรความรัก” จากข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีดังนี้
1. “หลอกให้รัก หวังเอาเงิน” คือ กลุ่มมิจฉาชีพที่สร้างบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอมที่ใช้ภาพของบุคคลอื่น หรือภาพที่สร้างขึ้นจาก AI โดยมักจะเป็นภาพของหนุ่มหล่อ สาวสวย หรือคนที่มีฐานะทางการเงิน เข้ามาขอเป็นเพื่อน หรือทักมาในสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อสานสัมพันธ์ จากนั้นจะหลอกลวงเอาทรัพย์สินจากผู้เสียหาย
2. “หลอกให้รัก ชวนลงทุน(ปลอม)” คือ กลุ่มมิจฉาชีพที่สร้างบัญชีชื่อสื่อสังคมออนไลน์ปลอม เข้ามาสานสัมพันธ์ จากนั้นจะอ้างว่าสามารถนำเงินไปลงทุนได้ผลตอบแทนสูง และชวนให้ผู้เสียหายลงทุนด้วย ซึ่งการลงทุนดังกล่าวไม่เป็นความจริง เป็นเพียงกลลวงของมิจฉาชีพเท่านั้น
3. “หลอกให้รัก ชวนถ่ายคลิป” คือ กลุ่มมิจฉาชีพที่สร้างบัญชีชื่อสื่อสังคมออนไลน์ปลอม เข้ามาสานสัมพันธ์ จากนั้นจะชวนให้เหยื่อวิดีโอคอล หรือถ่ายคลิปลามก ส่งให้กับคนร้าย เมื่อคนร้ายบันทึกภาพหน้าจอหรือได้รับคลิปวิดีโอจากเหยื่อ ก็จะนำคลิปดังกล่าวมาเรียกเงินจากผู้เสียหายแลกกับการไม่นำไปเผยแพร่ หรือส่งให้กับภรรยา(ตัวจริง)
4. “มารความรัก หลอกขายของ” คือ กลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้บัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอม หลอกขายของในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ โดยมักจะมีราคาถูกเกินจริง เพื่อล่อลวงให้เหยื่อสั่งซื้อสินค้ากับคนร้าย
5. “มารความรัก หลอกจองร้านอาหาร” คือ กลุ่มมิจฉาชีพที่สร้างบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอม แอบอ้างเป็นร้านอาหารต่าง ๆ จัดโปรโมชันช่วงเทศกลาลวันวาเลนไทน์ และหลอกล่อให้เหยื่อจ่ายเงินค่ามัดจำเพื่อสำรองโต๊ะ ซึ่งกว่าเหยื่อจะรู้ตัว ก็คือวันที่เหยื่อและคนรักเดินทางไปถึงร้านอาหารที่ถูกแอบอ้าง แล้วพบว่าตนถูกหลอก
6. “มารความรัก หลอกจองที่พัก” คือ กลุ่มมิจฉาชีพที่สร้างบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอม แอบอ้างเป็นโรงแรมที่พักต่าง ๆ จัดโปรโมชันช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ และหลอกล่อให้เหยื่อจ่ายเงินค่ามัดจำเพื่อสำรองที่พัก ซึ่งกว่าเหยื่อจะรู้ตัว ก็คือวันที่เหยื่อและคนรักเดินทางไปถึงโรงแรมหรือที่พักที่ถูกแอบอ้าง แล้วพบว่าตนถูกหลอก

6 วิธีป้องกันไม่ให้ตัวเองตกเป็นเหยื่อเบื้องต้น ที่ต่างประเทศและไทยให้คำแนะนำคล้าย ๆ กัน
1. อย่าโอนเงินให้บุคคลที่ไม่เคยเจอตัวจริง
2. ตรวจสอบข้อมูลร้านค้าออนไลน์ก่อนโอนเงิน
3. อย่าคลิกลิงก์หรือดาวน์โหลดแอปฯ จากแหล่งที่มาที่ไม่น่าเชื่อถือ
4. ห้ามเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวหรือเส้นทางการเงินกับบุคคลอื่น
5. ระวังความสัมพันธ์ออนไลน์ที่เร็วเกินไป
6. ปรึกษาคนใกล้ตัวก่อนตัดสินใจอะไร เช่น โอนเงิน เป็นต้น
ระแวดระวังแต่ยังถูกหลอก ควรทำอย่างไร?
การหลอกลวงในเรื่อง “ความรัก” ที่ได้ผล เพราะมันดูเหมือนจริง มิจฉาชีพใช้ประโยชน์จากความไว้วางใจ ความอ่อนแอ และความปรารถนาของเราในการเชื่อมต่อ โดยเฉพาะในพื้นที่ “ดิจิทัล” ซึ่งเป็นสถานที่ที่ชีวิตทางสังคมและความรักของเราเกิดขึ้นได้ เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นแล้ว แนะนำให้แจ้งความออนไลน์ได้ที่ www.thaipoliceonline.go.th หรือมีข้อสงสัย สอบถามได้ที่สายด่วน 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง : Wtae, mcafee, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ตรวจสอบข่าวปลอมคัดกรองข่าวจริงกับ Thai PBS Verify











