“ข่าวปลอมล่าแสง” บทเรียนราคาแพงจากเหตุกราดยิง จ.นนทบุรี

เจาะลึกภัยข่าวปลอมจากเหตุกราดยิง จ.นนทบุรี ตั้งแต่รูปหลอก แชตปลอมโปรโมทเว็บพนัน ไปจนถึงรูป AI ล่าแสง ภาพสะท้อนความอันตรายของข้อมูลเท็จในวิกฤต ที่สร้างบาดแผลซ้ำเติมสังคม
เหตุยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บหลายคน ถือเป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนถึงสภาวะของ “ข่าวปลอม” ได้อย่างชัดเจนที่สุดเหตุการณ์หนึ่ง เพราะเหตุการณ์นี้เพียงเหตุการณ์เดียว แต่กลับประกอบไปด้วย ข้อมูลเท็จ การสวมรอย และการนำพาความจริงไปผิดทาง ซึ่งสามารถสร้างทั้งความสับสน ความเกลียดชัง และความเสียหายให้แก่ผู้สูญเสียและสังคม
Thai PBS Verify ไล่เรียงลำดับเหตุการณ์การแพร่กระจายของข่าวปลอมที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์นี้ ซึ่งพบกับพฤติกรรมและรูปแบบการสร้างข้อมูลเท็จที่สามารถไล่เลียงได้ตั้งแต่ในชั่วโมงแรกหลังเกิดเหตุการณ์เกิดขึ้น ดังนี้
1. ความตื่นตระหนกเริ่มต้น: กระแสข่าวเด็กหาย
ในนาทีแรก ๆ หลังเกิดเหตุ ความวุ่นวายส่งผลให้มีการเผยแพร่ข้อมูลตามหาเด็กนักเรียนที่ขาดการติดต่อ โดยระบุว่าอาจสูญหายหรือได้รับอันตรายจากเหตุการณ์
ภาพบันทึกหน้าจอแสดงโพสต์ของสื่อแห่งหนึ่งที่ติดตามหาเด็กหายจากเหตุการณ์
แต่ท้ายที่สุดเมื่อตรวจสอบพบว่า เป็นเพียงกรณีโทรศัพท์แบตเตอรี่หมด แม้เจตนาแรกเริ่มของชาวเน็ตอาจเกิดจากความหวังดี แต่การเร่งรีบแชร์ข้อมูลที่ยังไม่กรองในภาวะฉุกเฉิน ก็ได้สร้างความวิตกกังวลเกินจริงให้แก่ครอบครัวและสาธารณชน
โพสต์ชี้แจงระบุเด็กหญิงในรายชื่อปลอดภัยไม่ได้มีอาการบาดเจ็บแต่อย่างใด
2. การสวมรอยบิดเบือน: นำภาพเก่ามาวนซ้ำ
เมื่อสถานการณ์เริ่มสงบลง ในโลกโซเชียลมีเดียกลับมีการแชร์ภาพที่อ้างว่าเป็น “บัตรประจำตัวนักเรียน” ของผู้ก่อเหตุ เพื่อเร่งเปิดเผยตัวตน
การแชร์ข้อมูลภาพบัตรประจำตัวนักเรียนในคดีกราดยิงในห้างพารากอน ถูกแชร์ซ้ำโดยอ้างว่าเป็นภาพของผู้ก่อเหตุในเหตุการณ์ล่าสุด
แต่จากการตรวจสอบกลับพบว่า ภาพดังกล่าวไม่ใช่เหตุการณ์ที่นนทบุรี แต่เป็น ภาพเก่าจากเหตุการณ์กราดยิงที่พารากอน ที่ถูกนำมาสวมรอยเพื่อสร้างความสนใจ
โคแฟคตรวจสอบภาพดังกล่าวพบเป็นภาพเก่าเมื่อปี 2566
3. ข่าวลือ-คำกล่าวอ้างเลื่อนลอย จูงสังคมหลงประเด็น
ความพยายามในการสร้าง “มูลเหตุจูงใจ” ให้แก่ผู้ก่อเหตุกลายเป็นชนวนหลักในการคอมเมนต์สร้างเรื่องเท็จในโลกออนไลน์ มีการอ้างตัวเป็นพี่สาวของผู้ก่อเหตุ โดยสร้างเรื่องราวว่าผู้ก่อเหตุถูกกลั่นแกล้ง (Bully) ถูกทำร้าย ถูกไถเงินเป็นประจำ หรือแม้กระทั่งถูกล็อกขังไว้ในห้องน้ำ รวมถึงมีการประโคมข่าวว่าผู้ก่อเหตุพกระเบิดมาด้วย ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยืนยันจากการตรวจสอบแล้วว่า พบเพียงอาวุธปืนเท่านั้น ไม่ได้พบระเบิดตามข่าวลือแต่อย่างใด

ข้อความส่วนหนึ่งที่อ้างว่า ผู้ก่อเหตุถูกบูลลี่ โดยไม่มีข้อมูลอ้างอิง
4. สื่อตกเป็นเครื่องมือป้อนข่าวผิด
ไม่เพียงแค่คอมเมนต์ไร้ตัวตน แต่ข่าวปลอมยังลุกลามไปถึงการสัมภาษณ์ของสื่อมวลชนกับแหล่งข่าวรายหนึ่ง ซึ่งให้สัมภาษณ์อ้างว่า ทราบต้นเหตุว่ามาจากเรื่องการบูลลี่และการขังในห้องน้ำ ทำให้ข่าวเท็จดังกล่าวถูกกระจายไปยังวงกว้างอย่างมีน้ำหนัก ก่อนที่ในเวลาต่อมา บุคลากรของโรงเรียนจะออกมายืนยันด้วยตนเองว่า เรื่องราวการบูลลี่และถูกขังดังกล่าวไม่เป็นความจริง
ข่าวการสัมภาษณ์ของสื่อที่สัมภาษณ์แหล่งข่าวจากการฟังต่อมา ทำให้ข้อมูลที่ยังไม่ยืนยันแพร่กระจายได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
5. แชตปลอมโปรโมทเว็บพนัน ฉวยโอกาสหาเงินบนความสูญเสีย
หนึ่งในรูปแบบที่ไร้จรรยาบรรณที่สุด คือกรณีที่มีการปล่อย ภาพแชตบทสนทนาระหว่างแม่กับเด็กผู้ก่อเหตุ ซึ่งดูน่าสงสารและชวนติดตาม แต่เมื่อสืบเจาะลึกกลับพบว่า เป็น “แชตปลอม” ที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างกระแส ดึงดูดคนให้เข้ากดลิงก์ เพื่อโปรโมทเว็บพนันออนไลน์ โดยใช้ความสูญเสียของมนุษย์เป็นเครื่องมือในการหาเงิน
แชตปลอมที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างกระแส ดึงดูดคนให้เข้ากดลิงก์ เพื่อโปรโมทเว็บพนันออนไลน์
6. “AI ล่าแสง” การตกแต่งภาพ-ข้อความ เพื่อยอดไลก์
พฤติกรรมสุดท้ายที่สะท้อนถึงการขาดสติของสังคมออนไลน์ คือการนำภาพแอบถ่ายในที่เกิดเหตุซึ่งมีความมัว ไปผ่านกระบวนการ Generative AI เพื่อเพิ่มความคมชัด แล้วนำมาโพสต์ระบุว่าเป็น “หน้าตาของผู้ก่อเหตุ” พร้อมใส่แคปชันเรียกความสงสารว่าผู้ก่อเหตุถูกกลั่นแกล้ง ทั้งหมดทำไปเพียงเพื่อสร้างความดราม่าและ “เรียกยอดไลก์ยอดแชร์” โดยไม่สนใจข้อเท็จจริง หรือผลการสืบสวน
ตัวอย่างโพสต์ปลอมเพื่อเรียกยอดไลก์ยอดแชร์ โดยไม่มีข้อมูลอ้างอิง
เหตุการณ์กราดยิง จ.นนทบุรี จึงไม่เพียงแต่เป็นโศกนาฏกรรมจากความรุนแรงเชิงกายภาพเท่านั้น แต่ยังภาพสะท้อนให้เห็นถึง “ภัยพิบัติทางข้อมูลข่าวสาร” ที่ผู้คนในสังคมออนไลน์พร้อมจะหิวแสง ปั้นเรื่อง และฉวยโอกาสหาประโยชน์จากบาดแผลของผู้อื่น
แพทเทิร์นปกติของ “ข้อมูลเท็จ” ในยามเกิดเหตุการณ์ใหญ่
Thai PBS Verify พูดคุยกับ นายพีรพล อนุตรโสตถิ์ จากศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย อสมท. ที่ให้ความเห็นถึงผลกระทบของข้อมูลข่าวสารจากเหตุการณ์ในครั้งนี้เอาไว้ว่า จริง ๆ แล้ว สถานการณ์เรื่องข้อมูลข่าวสารตอนนี้ ถือเป็นสถานการณ์ที่เราคาดกันได้อยู่แล้วว่า มันมีลักษณะเป็นรูปแบบ เป็นแพทเทิร์นที่หากเกิดเหตุใหญ่ที่น่าสนใจ จะมีข้อมูลที่น่าสงสัยถูกสร้างและเผยแพร่ออกมา และข้อมูลที่น่าสงสัยหรือข้อมูลเท็จที่มันถูกกุขึ้นมา กลับไปสร้างรายได้ หรือสร้างผลประโยชน์ให้กับคนที่สร้างข้อมูลนั้นได้ด้วย จึงทำให้กลายเป็นเรื่องปกติ และเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมานั้น จะมีลักษณะของข่าวปลอมเช่นนี้เกิดขึ้น
พีรพล อนุตรโสตถิ์ จากศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย อสมท.
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของระบบหรือแพลตฟอร์ม ที่เอื้อให้ทุกคนสามารถจะสร้างและเผยแพร่อะไรก็ได้ ในขณะที่การติดตามเพื่อหาคนรับผิดรับชอบยังทำได้ไม่ทัน เช่น ในฝั่งของ Fact-Checker, Thai PBS Verify หรือหน่วยงานราชการ ที่สามารถแก้ข่าวได้เป็นจุด ๆ แต่ในเวลาที่เกิดการแก้ไขข่าวนั้น ๆ ข้อมูลผิด ๆ หรือข้อมูลปลอมเหล่านั้น กลับเผยแพร่ไปไกลแล้ว
สภาพความเป็นจริงที่ขัดแย้งกับความรู้สึกของผู้รับสาร
ข่าวลือหรือข่าวปลอมที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์กราดยิง คือแพทเทิร์นที่สะท้อนสภาพความเป็นจริงของโซเชียลมีเดียในปัจจุบันที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่ควรเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็สามารถถือเป็นโอกาสที่ประชาชนจะใช้โอกาสนี้ในการเรียนรู้ได้ เพราะเมื่อเวลาที่มีเรื่องใหญ่และความต้องการข้อมูลจำนวนมาก โอกาสที่ข้อมูลที่ได้รับจะเป็นข้อมูลที่น่าสงสัยก็จะเพิ่มมากขึ้นไปอีก ซึ่งจะสอดคล้องกับความรู้สึกของผู้คนที่เวลาเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น ผู้คนมักจะลดความสงสัยลง แล้วเพิ่มความรีบเร่งในการเผยแพร่หรือส่งต่อ
“ผู้บริโภคข่าวสารก็ควรจะต้องเรียนรู้ธรรมชาติของข่าวว่า ณ เวลาที่เกิดเหตุใหญ่ ข้อมูลข่าวสารยิ่งเชื่อถือได้น้อยลง จึงต้องมีความระมัดระวังมากขึ้นในการเชื่อและการแชร์ รวมถึงต้องสงสัยให้มากขึ้นในยามที่ผู้คนต้องการข้อมูลจำนวนมาก”
ผลกระทบและความเสียหายที่ลึกกว่า “ข่าวปลอม” ทั่วไป
แน่นอนว่าทุก ๆ ข้อมูลเท็จหรือข้อมูลที่คลาดเคลื่อนมักก่อความเสียหายมากและน้อยแตกต่างกันไป แต่จะก่อความเสียหายอย่างแน่นอน ซึ่งในกรณีล่าสุดที่เป็นเรื่องผู้เสียชีวิตเด็ก โศกนาฏกรรม ข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ จะส่งผลลึกไปกว่าข้อเท็จจริง เพราะจะส่งผลไปถึงความรู้สึกของผู้สูญเสียจำนวนมาก ส่งผลไปถึงชื่อเสียงหรือความรับรู้ของคนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจจะลึกกว่าข่าวปลอมที่เป็นแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือของคนใดคนหนึ่ง และความเสียหายที่ตามมาอีกก็คือ ประเด็นถกเถียงและความแตกแยกที่เกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่ไม่ควรจะมีประเด็นถกเถียง หรือความแตกแยกเหล่านั้น
“บางครั้งมันก็อาจจะไปถ่วงให้การติดตามหาข้อเท็จจริง หรือถ่วงการทำงานของเจ้าหน้าที่ให้ต้องมาคอยจัดการเรื่องพวกนี้ โดยที่อาจจะมีผลทำให้ข้อมูลข่าวสารจริงถูกนำเสนอออกมาได้ช้าลง”
แม้แต่ “คำชี้แจง” ก็ต้องถือเป็นเพียง “ข้อมูลที่ต้องตรวจสอบ” ไม่ใช่ “เรื่องจริง”
สำหรับคำชี้แจงของแต่ละฝ่ายที่ออกมา จำเป็นที่ผู้รับสารต้องฟังข้อมูลเหล่านั้นเป็นเหมือนแหล่งข่าวแหล่งหนึ่ง แม้จะออกมาจากสื่อหรืออินฟลูเอนเซอร์ที่น่าเชื่อถือ แต่สุดท้ายแล้วก็จำเป็นต้องไปตรวจสอบต่อไปอีกครั้ง เพราะถึงแม้ฝ่ายใดจะออกมาบอกว่าเรื่องนั้นไม่เป็นจริง แต่เราต้องตั้งคำถามว่าเขาเป็นใคร หรือเขาเห็นมาจริงหรือเปล่า ซึ่งข้อมูลที่ออกมามักเป็นการพูดถึงบางอย่างที่อาจจะต้องใช้หลักฐาน หรือใช้ข้อมูลมาซัพพอร์ตเพื่อให้เชื่อได้มากกว่านี้ ดังนั้นใครจะพูดอะไรก็ได้ถือเป็นสิทธิ ซึ่งฝั่งผู้รับสารต้องเข้าใจในจุดนี้
“ส่วนฝั่งคนพูด พอตัดสินใจออกมาพูดด้วยความอัดอั้น จะต้องเข้าใจว่า จากเดิมที่เขาใช้ช่องทางนี้ในการสื่อสาร มันอาจจะไม่ได้มีคนมาดูมากนักและผลกระทบมันจำกัด แต่ตอนนี้เมื่อเรื่องที่พูดอยู่ในประเด็นที่ผู้คนอยากรู้ จึงทำให้ผู้คนเข้ามาฟังเป็นจำนวนมากเช่นกัน และผลกระทบก็จะไม่จำกัด และจะใหญ่ขึ้นไปเกินกว่าที่ผู้พูดคาดไว้”
คอมเมนต์ต่าง ๆ ที่เข้ามาถือเป็นเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ ว่าคอมเมนต์เหล่านั้นเป็นตัวจริงหรือไม่จริง จะเข้ามาด่า หรือเข้ามาชื่นชม เมื่อเรื่องที่พูดถึงเป็นเรื่องที่ผู้คนสนใจ สภาวะของคอมเมนต์ก็จะคูณเข้าไปเป็น 10 เท่า ซึ่งต้องรับให้ได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งคอมเมนต์เหล่นนี้มักจะนำไปสู่ผลกระทบอื่นตามมาอีกหลายประการ แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นสิทธิของทุกฝ่ายที่จะสามารถรถออกมาชี้แจง แต่ถึงจะเป็นการชี้แจงจากฝ่ายใดก็ตาม ก็ไม่ใช่ว่าสื่อจะไปให้น้ำหนักว่าสิ่งนั้นคือข้อมูลที่ถูกต้อง 100%
ทางออกของวิกฤตข่าวสาร “ผู้บริโภคต้องแข็งแรงขึ้น”
ผู้บริโภคข้อมูลข่าวสารต้องกลับมามองและทำความเข้าใจกับโลกของข้อมูลข่าวสารที่มันเปลี่ยนไป เพราะข้อมูลที่เราเห็นบนอินเทอร์เน็ตไม่ได้ผ่านการตรวจสอบมากเท่ากับข้อมูลที่เราเคยเห็นในอดีต
“หลายข้อมูลไม่ผ่านการตรวจสอบอะไรเลยแล้วก็เผยแพร่ด้วยตัวของผู้ส่งข้อมูลเอง ดังนั้นฝั่งผู้รับเองก็ต้องตระหนักว่า สิ่งที่เรากำลังอ่านอยู่นี้ ต้องอ่านด้วยความชั่งใจ ต้องอ่านด้วยความเผื่อใจไว้ว่ามันอาจจะไม่จริงก็ได้ หรือมันอาจจะไม่ครบถ้วนก็ได้ หรือมันอาจจะเกิดจากความเข้าใจผิดแบบ 100% ก็ได้ อย่างเด็กที่บอกว่าคนนั้นติดศูนย์ภาษาไทย เด็กก็ได้ข้อมูลมาชุดหนึ่ง แต่ข้อมูลชุดจริง ๆ อาจจะแก้แล้ว แต่เขาก็ไม่ได้ตามไปดูว่าเพื่อนแก้ศูนย์แล้ว มันเหมือนเป็นท่อนของข้อมูลที่กระจัดกระจาย ซึ่งมักเอื้อให้เกิดการประกอบร่างกลายเป็นอย่างอื่น เช่น ประกอบร่างกลายเป็นทฤษฎีสมคบคิด หรือประกอบร่างกลายเป็นอย่างอื่นเพิ่มเติมได้อีก ดังนั้นถ้าผู้บริโภคข้อมูลข่าวสารแข็งแรงขึ้น ความเสียหายก็จะลดลง”
นักวิชาการสะท้อนความน่ากังวลของสภาพแวดล้อมของข่าวในโซเชียลฯ
ขณะที่ ผศ. ดร.เจษฎา ศาลาทอง อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความคิดเห็นต่อสภาพแวดล้อมของข่าวจากเหตุการณ์ดังกล่าวว่า ข่าวที่ถูกสร้างหรือเผยแพร่จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก เพราะมีลักษณะของคนที่เป็นครีเอเตอร์ (Creator) ที่ทำคอนเทนต์ขึ้นมาเพียงเพื่อต้องการยอดวิวและยอดแชร์ ซึ่ง ณ ขณะนี้เริ่มมีลักษณะการโพสต์รูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า “Rage Bait” คือการโพสต์กระตุ้นให้ผู้คนรู้สึกโกรธ จากเดิมที่เรามักจะได้ยอดปฏิสัมพันธ์ (Engagement) จากยอดไลก์ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นการเน้นยอดโกรธ คือทำให้คนมารุมด่า รุมว่า เพื่อดึงยอดปฏิสัมพันธ์ ซึ่งช่วงหลังมานี้มีโพสต์ลักษณะนี้เยอะมาก และเคสนี้ก็น่าจะเป็นหนึ่งในนั้นด้วย เช่น การพยายามชี้ประเด็นว่าน้องที่ก่อเหตุทำไปเพราะคุณครูให้เกรดศูนย์ หรือสาเหตุจากการถูกกลั่นแกล้ง
ผศ. ดร.เจษฎา ศาลาทอง อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
“เรื่องนี้มีหลายมิติที่น่ากังวลมาก มิติแรกคือการบิดเบือนข้อมูลเท็จ (Disinformation) อย่างเต็มที่ มีคนสร้างข้อมูลที่คุณไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริง และบางคนถึงขั้นไปสร้างหลักฐานปลอมขึ้นมา มิติต่อมาคือการสร้างตราบาปให้กับคุณครูที่เสียชีวิต จนทำให้โรงเรียนต้องออกมาร่วมติดแฮชแท็กเซฟคุณครู เพื่อไม่ให้คุณครูตกเป็นจำเลยของสังคม เพราะมีคนเชื่อข้อมูลปลอมนั้นไปแล้ว และมิติที่สำคัญคือ การสร้างความชอบธรรมให้กับผู้ก่อเหตุ โดยการเอา Playbook (แนวคิดเดิม ๆ) ไปตัดสินคาดเดาว่าผู้ก่อเหตุต้องเคยเจอเรื่องร้าย ๆ หรือถูกกระทำมาก่อน ทั้งที่เราไม่รู้ปัจจัยที่แท้จริงเลย ซึ่งในเหตุการณ์ความรุนแรงกราดยิงแบบนี้ เราห้ามด่วนสรุปเด็ดขาด”
แนวคิดสร้างความชอบธรรมให้คนกระทำผิด ส่งผลร้ายแรงต่อสังคม
แนวคิดสร้างความชอบธรรมให้คนกระทำผิด จะส่งผลร้ายแรงมาก เพราะหากสร้างความชอบธรรมให้ผู้ก่อเหตุว่าตนมีสิทธิ์ทำเช่นนี้เพราะสาเหตุนั้น ๆ และหากในอนาคตมีเด็กที่โดนบูลลี่หรือโดนคุณครูให้เกรดศูนย์ แล้วคิดว่าเขามีสิทธิลุกขึ้นมากระทำรุนแรงแบบนี้ได้ ซึ่งต้องไม่ควรมีความคิดเช่นนั้น และควรจะมีทางออก (Solution) อื่น ที่ไม่จบลงด้วยความรุนแรง ซึ่งการยัดเยียดหรือสร้างตราบาปให้ครูผู้เสียชีวิต และสร้างความชอบธรรมให้ผู้ก่อเหตุจึงส่งผลร้ายแรงในหลายมิติ
ผลประโยชน์ด้านลบจากข่าวปลอม ตัวเร่งการแพร่กระจายข่าวเท็จ
จะเห็นได้ว่าปัจจุบันนี้มีคนคอยฉวยโอกาสหาประโยชน์จากประเด็นที่ผู้คนให้ความสนใจเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยากได้ยอดแชร์ ยอดไลก์ หรืออยากได้แสง ซึ่งเรื่องนี้สามารถแก้ได้หลายมิติ
- มิติแรก ตัวครีเอเตอร์เองก็ต้องมีจิตสำนึก ไม่มุ่งแต่จะเอายอดแชร์หรือยอดปฏิสัมพันธ์ ซึ่งทางสมาคม Content Creator Thai ก็ได้ออกแนวปฏิบัติมาให้แล้วว่าในเหตุการณ์แบบนี้ควรหรือไม่ควรทำอย่างไรบ้าง
- มิติที่สอง ฝั่งผู้เสพสื่อเองต้องอย่าด่วนตัดสิน อย่าด่วนแชร์ และอย่าด่วนสรุป
- มิติที่สาม แพลตฟอร์มเองก็ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการคัดกรองข้อมูล คอยดูว่าอะไรจริงอะไรปลอมเพื่อช่วยเหลืออีกแรง
คนไทยมักจะมีลักษณะของ โฟโม (FOMO) หรือ Fear of Missing Out สูงอยู่แล้ว แต่กรณีนี้ไม่ใช่เรื่องที่เราจะแข่งเอาเร็ว ซึ่งต้องบอกกับผู้เสพสื่อ หรือสื่อเองด้วย ว่าจะต้องไม่เอาเร็ว เพราะถ้าเอาเร็ว จะเป็นการด่วนสรุป ด่วนตั้งคำถามโดยที่เราไม่ได้ระมัดระวังเพียงพอ ซึ่งในกรณีนี้ควรที่จะแข่งกันที่ใครระมัดระวังมากกว่ากัน เราไม่จำเป็นต้องรีบสรุปเพื่อเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ข้อสรุป หรือแชร์ก่อนรู้ก่อนใคร และอย่าเพิ่งเอาอารมณ์นำจนทัวร์ไปลงต่อว่าคุณครูหรือโรงเรียน เราต้องติดเบรกทางอารมณ์ให้มาก ๆ ในกรณีแบบนี้
“ข่าวลวง” สามารถกำหนดวาระ “อารมณ์สังคม”
นาวสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ประธานอนุกรรมการด้านสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค และผู้ร่วมก่อตั้ง โคแฟค ประเทศไทย ให้ความคิดเห็นถึงข้อมูลที่เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ในครั้งนี้ว่า ถือเป็นกรณีของการเผยแพร่ข่าวปลอมที่หนักหน่วงกว่าเดิมมาก เพราะปกติเมื่อมีเรื่องราวเกิดขึ้น เรามักจะเห็นข่าวไวรัลบนโลกออนไลน์อยู่แล้ว แต่ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ข่าวแพร่กระจายทั่วไป หากแต่มีลักษณะเหมือน “มหกรรม” ที่มีความรุนแรง ทั้งในแง่ของปริมาณและอารมณ์ความรู้สึกของสังคม มีการกุเรื่องขึ้นมา หรือที่เรียกว่า Fabricated Content ซึ่งมีครบทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น False Context เหมือนกรณีเหตุการณ์ที่ห้างสรรพสินค้าพารากอน ซึ่งเป็นการนำภาพหรือเนื้อหาเดิมมาอธิบายใหม่ในบริบทที่ผิด ซึ่งถือเป็นข่าวลวงอยู่แล้ว รวมถึงการสร้างเรื่องขึ้นมาใหม่ทั้งหมด แล้วผู้คนในสังคมก็พร้อมจะเชื่ออย่างง่ายดายโดยปราศจากสามัญสำนึก ทั้งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เพิ่งจะเริ่มกระบวนการสอบสวน แล้วสื่อหรือผู้โพสต์จะทราบข้อเท็จจริงได้อย่างไร
นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ส่งผลกระทบต่อรูปคดี อย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นติด ๆ กันในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี บทบาทของการปล่อยข่าวกุในโลกออนไลน์มีผลต่อการกำหนดทิศทางของรูปคดีอย่างชัดเจน มีทั้งกรณีที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติจากความรู้สึกอินของสังคม และกรณีที่มีผู้ฉวยโอกาสหาประโยชน์เข้าตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น เรายังไม่เห็นความพยายามของแพลตฟอร์มในการร่วมแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง จนทำให้ผู้คนผสมโรงกันไป แม้กระทั่งในทีมงานเองก็เคยมีความเห็นต่างกันว่า ไม่จำเป็นต้องไปสนใจหรือทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-check) เพราะยิ่งทำก็เหมือนยิ่งกระพือข่าว แต่ในทางกลับกัน เมื่อปล่อยไว้ ข่าวลวงเหล่านั้นกลับถูกใช้สร้างยอดปฏิสัมพันธ์ (Engagement) สร้างรายได้ จนกลายเป็นเรื่องปกติ (Norm) ผู้คนพร้อมจะเชื่อและแชร์ด้วยอารมณ์โดยไม่สนใจข้อเท็จจริง สิ่งนี้อาจกลายเป็นบรรทัดฐานที่ถูกนำไปใช้ในคดีอาชญากรรมอื่น ๆ ในอนาคต ซึ่งส่งผลเสียต่อภาพรวมของสังคมอย่างยิ่ง
นาวสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ประธานอนุกรรมการด้านสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค และผู้ร่วมก่อตั้ง โคแฟค ประเทศไทย
ทำไมผู้คนบนโลกออนไลน์ ถึงตกเป็นเหยื่อข่าวลวงเหล่านี้ได้ง่าย ?
แนวโน้มส่วนใหญ่แม้กระทั่งคนที่มีภูมิต้านทานดีก็อาจจะเผลอเชื่อได้ เพราะข่าวลวงในปัจจุบันถูกสร้างขึ้นมาให้ดูสมจริงมาก และเมื่อชาวเน็ตแชร์ต่อกันเป็นจำนวนมาก ก็ยิ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือ ซึ่งมีความน่ากลัวและเป็นไปตามทฤษฎีการเกิดไวรัลโดยสมบูรณ์
“หากภายในเวลาเพียง 1 นาที เราไม่สามารถยับยั้ง หรือไม่มีการโต้แย้งข้อเท็จจริง (Debunk) ที่รวดเร็วและทรงพลังพอ ข่าวลวงนั้นจะแพร่กระจายจนหยุดไม่อยู่ทันที”
สำหรับการหยุดข่าวปลอมให้ได้นั้น จะมีเวลาเพียง 1 ถึง 3 นาที หรืออย่างมากไม่เกิน 5 นาที หากเริ่มมีการเล่าเรื่อง แล้วสถานีโทรทัศน์ประกาศพร้อมกัน หรือผู้นำความคิด (Influencer) ร่วมกันปฏิเสธและส่งสัญญาณให้หยุดแชร์พร้อมกันทันทีภายใน 3 นาที จึงจะสามารถหยุดยั้งในเบื้องต้นได้ แต่ในความเป็นจริงความเร็วของข่าวระดับ 1 นาที ก็นับว่าสั้นมากแล้ว เช่น กรณีข่าวของยูทูบเบอร์ก่อนหน้านี้ เพียงแค่มีผู้โพสต์ข้อมูลที่ได้รับความสนใจ ข่าวจะแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วมาก ว่าพบตัวแล้วหรือยังไม่พบ รอดชีวิตหรือไม่รอดชีวิต ใช้เวลาเพียง 1 ถึง 2 นาที ข้อมูลนั้นก็กลายเป็นการกำหนดวาระทางสังคม (Agenda Setting) ที่ทำให้คนทั้งประเทศรับรู้และเกิดการรับรู้แบบ First Impression ไปแล้ว
กรณีกราดยิง จ.นนทบุรี ต้นแบบความน่ากลัวของข่าวปลอม
กรณีล่าสุดนี้หนักหน่วงกว่ามาก เพราะมีการนำไปผูกกับเว็บพนันออนไลน์ การปล่อยข้อมูลเพียงครั้งเดียว แต่ด้วยความเร็วและพลังของการแชร์ที่ทวีคูณ (Multiply) ภายในเวลาเพียง 1 ถึง 2 นาที ได้กลายเป็นการกำหนดวาระทางสังคม ทำให้ผู้คนที่ติดตามฟีดข่าวรับรู้ข้อมูลเท็จเข้าสู่สมองไปเรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้การรับรู้ของสังคมที่มีต่อมารดาของผู้ก่อเหตุกลายเป็นภาพลบไปทันที ไม่นับรวมความทุกข์ทรมานจิตใจที่ครอบครัวต้องเผชิญ และผลกระทบต่อการสืบสวนคดีที่อารมณ์ของสังคมถูกกระแสชี้นำ ซึ่งแม้คดีเด็กจะต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเหมาะสมตามกฎหมาย แต่หากในอนาคตเป็นคดีประเภทอื่น การปล่อยข่าวลวงเพียง 1 ถึง 2 นาทีเพื่อชี้นำรูปคดีจะทำได้ง่ายมาก
เคสนี้ค่อนข้างน่าสนใจก็คือว่า โดยปกติการเกิดไวรัลที่มีพลังสูงมักเริ่มแชร์จากผู้นำความคิดระดับใหญ่ (Macro Influencer) เช่น คนดัง สส. หรือนักการเมือง ซึ่งจะสร้างผลกระทบได้สูง แม้ปัจจุบันคนดังจะมีความระมัดระวังมากขึ้น แต่ก็ยังมีให้เห็นอยู่บ้าง ทว่าในกรณีนี้ ต้นตอกลับมาจากเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือและไม่มีเครดิตใด ๆ แต่กลับสามารถสร้างวาระแห่งชาติ และกำหนดความคิดเห็นของผู้คนในสังคมได้อย่างไม่น่าเชื่อ ภายในเวลาไม่ถึง 5 นาที ข้อมูลเท็จก็ลุกลามเหมือนไฟลามทุ่ง และสร้างการรับรู้ให้แก่สังคมไปแล้ว
นอกจากนี้การออกมาแก้ข่าวที่ไม่ได้ทันท่วงที เพราะองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-checker) มีข้อจำกัดด้านกระบวนการทำงาน การจะโต้แย้งข่าวลวง เราไม่สามารถพูดแค่ว่า “ไม่จริง” ได้ เพราะจะผิดหลักวิชาการบรรณาธิการ อย่างหน่วยงานระดับสากล เช่น AFP จำเป็นต้องหาแหล่งข้อมูลอ้างอิงอย่างน้อย 2 แหล่งเพื่อยืนยัน ข้อจำกัดนี้ทำให้กระบวนการตรวจสอบล่าช้า จนบางฝ่ายมองว่าไม่ควรเสียเวลาไปตรวจสอบเรื่องไร้สาระเหล่านี้ ซึ่งก็มีส่วนจริง แต่เมื่อไม่มีการหยุดยั้ง ข่าวลวงจึงแพร่กระจายไปทั่ว ดังนั้น การใช้กระบวนการ Fact-check เพียงอย่างเดียวจึงรับมือไม่ทัน แต่จำเป็นต้องมีผู้ที่มีอิทธิพลทางความคิดเข้ามาช่วยดึงความสนใจและระงับกระแสก่อนที่ไฟจะลามทุ่ง ภายในเวลาไม่เกิน 5 นาที
แนวทางการรับมือและแก้ไขปัญหานี้ในเชิงระบบ
จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้นำความคิดระดับ Macro, Nano และสื่อมวลชน ที่ต้องออกมาชี้แจงพร้อม ๆ กัน เพราะหากพึ่งพาสื่อเพียงแค่สื่อเดียว เช่น ไทยพีบีเอส ออกมาชี้แจงเพียงหนึ่งหรือสองคน ย่อมไม่เพียงพอต่อการต้านทานพลังไวรัลที่มหาศาลเหมือนคลื่นสึนามิ
“ฝั่งแก้ข่าวจำเป็นต้องตระหนักว่า ฝ่ายปล่อยข่าวและฝ่ายยับยั้งใช้น้ำหนักไม่เท่ากัน ฝ่ายแก้ข่าวต้องใช้ความพยายามมหาศาลกว่า ต้องสื่อสารพร้อมกัน และใช้หัวข้อข่าวที่ชัดเจนเหมือนกัน เพื่อให้ระบบอัลกอริทึม (Algorithm) นำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องบนหน้าฟีด”
อย่างไรก็ตามข้อมูลและข่าวปลอมที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญขององค์กรสื่อและหน่วยงานตรวจสอบข้อเท็จจริงในการวางมาตรการรับมือในอนาคต ขณะเดียวกัน หน่วยงานภาครัฐและผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม ก็ต้องเข้ามาดูแลอย่างระมัดระวัง เพราะข่าวลวงส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งเรื่องการกำหนดวาระสังคมโดยปราศจากผู้กลั่นกรอง (Gatekeeper) ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของยุคนี้ และจำเป็นต้องแก้ไขด้วยระบบการรับมือที่มีประสิทธิภาพ
การตระหนักรู้ การหยุดแชร์ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน และการตั้งคำถามต่อทุกข่าวสาร จึงเป็นเกราะป้องกันเดียวที่จะไม่ตกเป็นเครื่องมือของขบวนการข่าวปลอมเหล่านี้ในอนาคต







