คลิปอ้างทรัมป์เปิดเอกสารสีจิ้นผิง ที่แท้เป็นภาพ AI

Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาของข่าวปลอมจาก: X
ภาพบัญชี x แชร์โพสต์ข้อความ และวิดีโอประธานาธิบดีทรัมป์ นั่งที่โต๊ะรับประทานอาหาร พร้อมเปิดเอกสารที่โต๊ะ
Thai PBS Verify พบบัญชี x แชร์โพสต์ข้อความ และวิดีโอประธานาธิบดีทรัมป์ นั่งที่โต๊ะรับประทานอาหาร พร้อมเปิดเอกสารที่โต๊ะ ระบุว่า
“BREAKING: surveillance camera view captures what Donald Trump saw when he sneak-peeked at Chinese President Xi Jinping’s personal notebook, after he left the table to use the restroom ”
แปลเป็นภาษาไทย โดยใช้ GoogleTranslate ระบุว่า
“ด่วน: ภาพจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นสิ่งที่โดนัลด์ ทรัมป์เห็น ขณะที่เขาแอบมองเอกสารของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง หลังจากที่อีกฝ่ายลุกออกจากโต๊ะไปเข้าห้องน้ำ”
โดยโพสต์ดังกล่าวมียอดผู้เข้าชม 5,500,000 ครั้ง และการแสดงความรู้สึก 12,000 ครั้ง และการแสดงความคิดเห็น 437 ข้อความ รวมทั้งมีการรีโพสต์ 24,000 ครั้ง
ภาพวิดีโอนี้เป็นภาพเหตุการณ์จริงหรือไม่ ?
Thai PBS Verify ใช้เครื่องมือค้นหาภาพ Google Lens พบภาพวิดีโอไปตรงกับข่าว A viral clip from Beijing sparked online speculation that President Donald Trump was trying to sneak a look at Chinese President Xi Jinping’s notes. But a closer look at the footage tells a different story. ที่สำนักข่าว CNN รายงานไว้เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 69
รายละเอียดระบุว่า
“ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามแอบมองเอกสารของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แต่เมื่อพิจารณาภาพเหตุการณ์อย่างละเอียดแล้ว ซึ่งเมื่อตรวจสอบพบว่าเป็นเอกสารของทรัมป์ไม่ใช่ของสีจิ้นผิง”
ภาพข่าวจาก IG จากเว็บไซต์ CNN
ทั้งนี้ในวิดีโอดังกล่าวเป็นภาพขณะที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นั่งร่วมโต๊ะเพื่อรับประทานอาหารร่วมกับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ก่อนเอื้อมไปเปิดเอกสารบนโต๊ะ ในขณะที่คลิปจริงจะเห็นว่า ข้อมูลภายในหนังสือไม่ได้มีภาพแบบในคลิปปลอมแต่อย่างใด
ภาพจากโพสต์ปลอม (ซ้าย) เปรียบเทียบกับ ภาพเหตุการณ์ในเว็บไซต์ CNN (ขวา)
คลิปถูกสร้างจาก AI จริงหรือไม่ ?
นอกจากนี้เมื่อนำภาพบางส่วนในคลิปวิดีโอไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ AI เช่น HIVE moderation พบว่า คลิปดังกล่าวมีโอกาสถูกสร้างจาก AI ถึง 78.9%
ภาพการตรวจสอบจาก HIVE moderation
เหตุการณ์จริงเป็นอย่างไร?
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี โดยได้รับการต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ กรุงปักกิ่ง พร้อมคณะนักธุรกิจชั้นนำระดับโลก เช่น Jensen Huang และ Elon Musk ร่วมคณะในการเยือนครั้งนี้ กำหนดการหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มีขึ้นเป็นเวลา 2 วัน ครอบคลุมทั้งพิธีการและการเจรจาในประเด็นสำคัญ โดยผู้นำสหรัฐฯ มุ่งผลักดันให้จีนเปิดตลาดแก่ภาคธุรกิจอเมริกันมากขึ้น รวมถึงความเป็นไปได้ของข้อตกลงด้านการจัดซื้อเครื่องบินกับ Boeing ในอนาคต
ขณะเดียวกัน การหารือยังครอบคลุมประเด็นด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการขายอาวุธให้ไต้หวัน และสถานการณ์ตึงเครียดในอิหร่าน ซึ่งสหรัฐฯ คาดหวังให้จีนมีบทบาทช่วยคลี่คลาย โดยเฉพาะวิกฤตในช่องแคบฮอร์มุซที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและการขนส่งระหว่างประเทศ ท่ามกลางความเคลื่อนไหวของหลายประเทศในการเสริมความปลอดภัยทางทะเล
ทั้งนี้ นานาชาติจับตาการพบกันของผู้นำทั้งสองประเทศ โดยหวังว่าจะช่วยลดความตึงเครียด และนำไปสู่ความร่วมมือเพื่อสันติภาพในระดับโลกต่อไป
เรื่องจริงเป็นอย่างไร?
Thai PBS Verify ตรวจสอบคลิปอ้างว่า โดนัลล์ ทรัมป์ แอบเปิดดูเอกสารของ สีจิ้นผิง กลางโต๊ะอาหารนั้น ไม่เป็นความจริง
จากการตรวจสอบพบว่า คลิปต้นทางเป็นเหตุการณ์จริงระหว่างการรับประทานอาหารร่วมกันของผู้นำทั้งสอง แต่ เนื้อหาในเอกสารถูกบิดเบือนด้วย AI โดยในภาพจริง เอกสารดังกล่าวเป็นของทรัมป์เอง ไม่ใช่สมุดบันทึกส่วนตัวของสี จิ้นผิง ตามที่มีการกล่าวอ้าง
นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบรายละเอียดของวิดีโออย่างใกล้ชิด รวมถึงการใช้เครื่องมือตรวจจับภาพ AI พบว่า มีการ ตัดต่อและสร้างภาพแทรกขึ้นใหม่ เพื่อให้ดูเหมือนว่าเป็นการแอบมองข้อมูลสำคัญ ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิด
กระบวนการตรวจสอบ
- ตรวจสอบด้วย Google Lens: ใช้เครื่องมือค้นหาภาพ Google Lens พบภาพวิด๊โอไปตรงกับข่าว A viral clip from Beijing sparked online speculation that President Donald Trump was trying to sneak a look at Chinese President Xi Jinping’s notes. But a closer look at the footage tells a different story. ที่สำนักข่าว CNN รายงานเมื่อวันที่ 16 พ.ค. 69
- ตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ AI: เมื่อนำภาพบางส่วนในคลิปวิดีโอไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ AI เช่น HIVE moderation และ พบว่า คลิปดังกล่าวมีโอกาสถูกสร้างจาก AI ถึง 78.9 %
ผลกระทบข้อมูลเท็จ
- บิดเบือนความเข้าใจทางการเมืองระหว่างประเทศ:ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้นำ และอาจกระทบภาพลักษณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
- ทำลายความน่าเชื่อถือของบุคคลสาธารณะ: เนื้อหาปลอมสามารถสร้างภาพลักษณ์เชิงลบ ทำให้ผู้นำหรือบุคคลสำคัญเสียความน่าเชื่อถือโดยไม่เป็นธรรม
- บั่นทอนความเชื่อมั่นในสื่อและข้อมูลข่าวสาร: เมื่อ AI สร้างภาพหรือวิดีโอได้สมจริง ผู้คนจะแยกแยะยาก ส่งผลให้ความไว้วางใจต่อสื่อและข้อเท็จจริงลดลง
- กระตุ้นการแชร์ข้อมูลผิดอย่างรวดเร็วในโซเชียลมีเดีย: ข่าวลักษณะไวรัลยิ่งทำให้ข้อมูลเท็จแพร่กระจายเร็ว และขยายวงกว้างโดยตรวจสอบไม่ทัน
- สร้างความสับสนและความขัดแย้งในสังคม: ข้อมูลปลอมเกี่ยวกับผู้นำโลกอาจถูกใช้ปลุกกระแสหรือสร้างความแตกแยกทางความคิด
- เพิ่มความท้าทายต่อการตรวจสอบข้อเท็จจริง: เทคโนโลยี Deepfake ทำให้แยก “จริง–ปลอม” ได้ยากขึ้น และเพิ่มภาระให้สื่อและหน่วยงานตรวจสอบ
ข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?
1.อย่าเพิ่งเชื่อหรือแชร์ทันที: ตั้งข้อสงสัยกับเนื้อหาที่ดูน่าตกใจ หรือกระตุ้นอารมณ์ เพราะมักเป็นลักษณะของข่าวปลอม
- ตรวจสอบแหล่งที่มา: ดูว่าเป็นสื่อหลัก หน่วยงานทางการ หรือบัญชีที่น่าเชื่อถือหรือไม่ หากเป็นแหล่งไม่ชัดเจนควรระวัง
- ค้นหาข่าวจากหลายแหล่ง: เปรียบเทียบข้อมูลจากสื่อที่เชื่อถือได้ เพื่อดูว่ามีการรายงานตรงกันหรือไม่
- สังเกตรายละเอียดของภาพ/วิดีโอ: เช่น ความผิดปกติของแสง เงา การเคลื่อนไหว หรือเสียง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของ AI หรือ Deepfake








