Profile icon

ข่าวบิดเบือน: โพสต์อ้างสื่อเกาหลีใต้ระบุ “ไทยเป็นฐานผลิตยาเสพติดรายใหญ่” แท้จริงสื่อเกาหลีใต้ระบุว่าเป็นเพียงปฏิบัติการยึดสารตั้งต้นในไทย ก่อนส่งต่อสามเหลี่ยมทองคำ

ข่าวบิดเบือนDateClock icon20:33|สังคมและสุขภาพViews0
Thai PBS Verify ตรวจสอบพบว่า ข้อความที่อ้างว่าสื่อเกาหลีใต้รายงานว่า “ไทยคือฐานผลิตยาเสพติดรายใหญ่” เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยสื่อเกาหลีรายงานเพียงปฏิบัติการร่วมระหว่างหน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ (NIS) และ ป.ป.ส. ไทย ในการตรวจยึดสารตั้งต้นผลิตยาเสพติดเกือบ 50 ตัน ที่ถูกพักไว้ในโกดังในไทยเพื่อส่งต่อไปยังแหล่งผลิตในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ

Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาข่าวบิดเบือนจาก: Facebook

Thai PBS Verify พบโพสต์อ้างว่าสื่อเกาหลีใต้รายงานข่าวระบุว่า ไทยคือฐานผลิตยาเสพติดรายใหญ่

ระบุ

กลียุค! สื่อต่างชาติรายงาน #ไทยคือฐานผลิตยาบ้ารายใหญ่! เผยตัวเลขสุดระทึกสารเคมี 50 ตันในไทยเพียงพอผลิตยาบ้าทะลุ 1,100 ล้านเม็ด ปล่อยเสพสุขได้เกือบครึ่งโลก 

โพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 69  มียอดถูกใจ 7,000 ครั้ง แสดงความคิดเห็น 1,400 ครั้ง และแชร์ 1,200 ครั้ง

ประเทศไทยคือฐานการผลิตยาเสพติดรายใหญ่จริงหรือไม่ ?

เมื่อตรวจสอบด้วยคำสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาดังกล่าว พบข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (Anti-Fake News Center) ระบุว่า 

จากการตรวจสอบพบว่า ข้อมูลดังกล่าวถูกบิดเบือนและคลาดเคลื่อนจากความจริง โดยข้อเท็จจริงคือ สำนักข่าวต่างประเทศ (เกาหลีใต้) ได้รายงานผลความสำเร็จในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยข่าวกรองแห่งชาติเกาหลีใต้ (NIS) และสำนักงาน ป.ป.ส. ของไทย ในการเข้ายึด “สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ทางอุตสาหกรรม” น้ำหนัก 50 ตัน จากโกดังในจังหวัดสมุทรปราการและพื้นที่อื่น ซึ่งเป็นการลักลอบพักสารเคมีเพื่อเตรียมส่งออกไปยังแหล่งผลิตในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำนอกราชอาณาจักร 

ประเทศไทยจึงเป็นเพียงพื้นที่ทางผ่านไม่ใช่ฐานการผลิต นอกจากนี้ ตัวเลข 1,100 ล้านเม็ด เป็นเพียงการประเมินศักยภาพความเสียหายเปรียบเทียบว่า หากสารเคมีล็อตนี้หลุดรอดไปถึงโรงงานผลิตจะสามารถผลิตยาบ้าได้จำนวนเท่าใด ไม่ใช่ยาบ้าที่ยึดได้ หรืออยู่ในประเทศไทยแต่อย่างใด 

มื่อตรวจสอบด้วยคำสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาดังกล่าว พบข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (Anti-Fake News Center) ระบุว่าจากการตรวจสอบพบว่า ข้อมูลดังกล่าวถูกบิดเบือนและคลาดเคลื่อนจากความจริง โดยข้อเท็จจริงคือ สำนักข่าวต่างประเทศ (เกาหลีใต้) ได้รายงานผลความสำเร็จในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยข่าวกรองแห่งชาติเกาหลีใต้ (NIS) และสำนักงาน ป.ป.ส. ของไทย ในการเข้ายึด “สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ทางอุตสาหกรรม” น้ำหนัก 50 ตัน จากโกดังในจังหวัดสมุทรปราการและพื้นที่อื่น ซึ่งเป็นการลักลอบพักสารเคมีเพื่อเตรียมส่งออกไปยังแหล่งผลิตในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำนอกราชอาณาจักร

ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) ระบุผ่านเพจเฟซบุ๊กของ สำนักงาน ป.ป.ส. – ONCB ว่า ประเทศไทยไม่ใช่ฐานการผลิตยาเสพติดตามที่มีการกล่าวอ้าง แต่ประเทศไทยเป็นเพียงทางผ่าน ในส่วนของกลางที่ยึดได้ 50 ตัน คือ สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ทางอุตสาหกรรมที่ถูกนำมาซุกซ่อนไว้ตามโกดัง 10 แห่ง ไม่ใช่โรงงานผลิตยาเสพติด 

ซึ่งการจับกุมครั้งนี้คือการสกัดกั้นไม่ให้สารเคมีลอตนี้ข้ามแดนไปถึงแหล่งผลิตได้สำเร็จ

ระบุ

ป.ป.ส. เบรกข่าวปลอม ยันไทยไม่ใช่ฐานผลิตยาบ้า แจงชัดยึดสารเคมี 50 ตัน สามารถสกัดยาบ้าทะลุ 1,100 ล้านเม็ด

ตามที่มีการแชร์ภาพและเนื้อหาในสื่อสังคมออนไลน์ โดยนำผลการแถลงข่าวปฏิบัติการ “พิฆาตยาเสพติด” (ทลายเครือข่ายนายฐปนันท์ หรือ หนูเฉิน) เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 69 และภาพข่าวจากสื่อต่างประเทศไปพาดหัวบิดเบือนว่า “ไทยคือฐานผลิตยาบ้ารายใหญ่ มีสารเคมีผลิตยาบ้าทะลุ 1,100 ล้านเม็ด” และอ้างว่าทางการเกาหลีใต้มาประจานการทำงานของไทยนั้น

สำนักงาน ป.ป.ส. ขอชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นการตีความผิดและบิดเบือนข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิง เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ขอชี้แจงดังนี้

ประเทศไทยเป็นเพียงทางผ่าน ไม่ใช่แหล่งผลิต ของกลางที่ยึดได้ 50 ตัน คือ สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ทางอุตสาหกรรมที่ถูกนำมาซุกซ่อนไว้ตามโกดัง 10 แห่ง ไม่ใช่โรงงานผลิตยาเสพติด การจับกุมครั้งนี้คือการสกัดกั้นไม่ให้สารเคมีลอตนี้ข้ามแดนไปถึงแหล่งผลิตได้สำเร็จ

ตัวเลข 1,100 ล้านเม็ด หรือ 700 ล้านโดสตามสื่อเกาหลี คือ การประเมินความเสียหาย ว่าหาก ป.ป.ส. ปล่อยให้สารตั้งต้น 50 ตันนี้หลุดรอดไปถึงโรงงานผลิตได้ จะกลายเป็นยาบ้ามหาศาล ดังนั้น ตัวเลขนี้จึงสะท้อนถึงความสำเร็จของรัฐบาลไทยในการสกัดกั้นภัยคุกคามลอตใหญ่

รวมถึงกรณีสื่อเกาหลีใต้ที่นำเสนอข่าว ชื่นชมและยกย่องความร่วมมือระหว่าง สำนักข่าวกรองแห่งชาติสาธารณรัฐเกาหลี (NIS) และ สำนักงาน ป.ป.ส. ของไทย ที่แลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกจนนำไปสู่การยึดสารตั้งต้นมหาศาลนี้ได้ พร้อมเผยแพร่ภาพผู้นำไทยกล่าวขอบคุณความร่วมมือ ซึ่งแสดงถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในการปราบปรามยาเสพติดข้ามชาติ

สำนักงาน ป.ป.ส. ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน งดแชร์ข้อมูลบิดเบือน เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกและทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ ขอยืนยันว่า ป.ป.ส. จะทำหน้าที่สกัดกั้นและปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดอย่างเด็ดขาดและโปร่งใสต่อไป

ภาพจาก: สำนักงาน ป.ป.ส. – ONCB

ข้อเท็จเกี่ยวกับการรายงานข่าวของสื่อเกาหลี

เมื่อย้อนตรวจสอบรายงานข่าวจากสื่อเกาหลีใต้หลายสำนัก พบว่า สื่อเกาหลีใต้เผยแพร่รายงานของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (NIS) เกี่ยวกับปฏิบัติการบุกตรวจค้นโกดังเก็บวัตถุดิบยาเสพติดในประเทศไทย ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ของไทย และสามารถตรวจยึดสารเคมีรวมปริมาณ 49.98 ตัน ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยาเสพติดได้ 

อาทิ 

  • โชซอนอิลโบ (Chosun Ilbo)  รายงานระบุว่า “국정원, 태국 마약창고 급습… “7억명 동시 투약 분량 압수” แปลด้วยเครื่องมือแปลภาษาได้ว่า “หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้บุกทลายโกดังเก็บยาเสพติดในประเทศไทย… ” ยึดของกลางได้ในปริมาณเทียบเท่าการเสพพร้อมกันของคน 700 ล้านคน”
  • MBC News ระบุ 국정원, ‘아시아 최대 마약상’ 태국 거점 급습‥”7억 명분 원료 압수”  แปลด้วยเครื่องมือแปลภาษาได้ว่า “หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ (NIS) บุกทลายฐานปฏิบัติการในประเทศไทยของ “เจ้าพ่อยาเสพติดรายใหญ่ในเอเชีย” … “ยึดสารตั้งต้นได้ในปริมาณเทียบเท่า 700 ล้านโดส”

รายงานการจับกุมยาเสพติดของสำนักข่าวกรอง เกาหลีใต้

เมื่อทำการตรวจสอบรายงานของสำนักข่าวกรองแห่งชาติของเกาหลีใต้ (NIS) พบระบุผ่านเว็บไซต์ทางการว่า หน่วยข่าวกรองแห่งชาติ (NIS) บุกฐานการผลิตยาเสพติดในต่างประเทศเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบเนื้อหาภายในรายงาน ไม่พบการระบุว่าประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยาเสพติด โดยรายงานระบุเพียงว่า เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นคลังเก็บสารตั้งต้นและสารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดภายในประเทศไทย ซึ่งถูกเตรียมส่งต่อไปยังแหล่งผลิตในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำเท่านั้น 

รายละเอียดเนื้อหามีดังนี้

NIS บุกตัดวงจรเครือข่ายยาเสพติดในต่างประเทศเป็นครั้งแรก

  • ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดของไทย (ONCB) บุกตรวจค้นคลังเก็บสารตั้งต้นยาเสพติดในประเทศไทย
  • ถือเป็นปฏิบัติการร่วมครั้งแรกที่มุ่งเป้าไปยังต้นทางของเครือข่ายการผลิตยาเสพติดในต่างประเทศ
  • นายกรัฐมนตรีไทยชื่นชมความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างไทยและเกาหลีใต้ รวมถึงการจับกุมและส่งตัวนายฐปนันทน์ ผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ

สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติเกาหลีใต้ (NIS) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ONCB) เข้าตรวจค้นคลังเก็บสารตั้งต้นยาเสพติดในประเทศไทย รวม 10 แห่งในกรุงเทพฯ และพื้นที่อื่น ๆ พร้อมตรวจยึดสารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติด เช่น อะซิโตน กรดไฮโดรคลอริก และกรดซัลฟิวริก รวม 49.98 ตัน

NIS ระบุว่า สารเคมีที่ตรวจยึดได้สามารถนำไปผลิตเมทแอมเฟตามีน (ไอซ์) ได้ประมาณ 21 ตัน หรือยาบ้าได้ราว 1,100 ล้านเม็ด หากถูกนำไปผลิตและจำหน่าย จะมีมูลค่าราว 8.4 ล้านล้านวอน และมีปริมาณเทียบเท่าการเสพของคนกว่า 700 ล้านคน

ปฏิบัติการครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานไทย 5 หน่วยงาน รวมกว่า 100 นายเข้าร่วม ขณะที่ NIS ได้ส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านยาเสพติดเข้าร่วมสนับสนุนตามคำร้องขอของฝ่ายไทย

NIS ระบุว่า ที่ผ่านมาเคยมุ่งเน้นการติดตามจับกุมและส่งตัวผู้ต้องหาคดียาเสพติดข้ามชาติกลับประเทศ แต่ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่หน่วยงานของรัฐบาลเกาหลีใต้เข้าร่วมปฏิบัติการโดยตรงกับเป้าหมายในต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายจัดหาวัตถุดิบยาเสพติด

ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องจากการจับกุมนายฐปนันทน์ ผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญชาวไทย ซึ่งถูกจับกุมในเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 7 เมษายน ก่อนถูกส่งตัวกลับประเทศไทยตามคำร้องขอของ ONCB

NIS เปิดเผยว่า นายฐปนันทน์เดินทางเข้าประเทศเกาหลีใต้โดยใช้ตัวตนปลอมเพื่อเข้ารับการศัลยกรรม ก่อนถูกจับกุมจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองระหว่างไทยและเกาหลีใต้

ตามข้อมูลของ ONCB นายฐปนันทน์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระจายยาเสพติดมากกว่าร้อยละ 50 ของตลาดในประเทศไทย และตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เคยถูกออกหมายจับจากทางการไทยมากกว่า 50 ครั้ง

จากการสืบสวนร่วมกัน NIS และ ONCB เชื่อว่า นายฐปนันทน์เป็นผู้จัดหาสารตั้งต้นจากต่างประเทศ ก่อนส่งต่อไปยังพื้นที่ สามเหลี่ยมทองคำ (Golden Triangle) เพื่อผลิตยาเสพติดสำเร็จรูป แล้วลักลอบส่งไปยังประเทศต่าง ๆ รวมถึงออสเตรเลียและเกาหลีใต้ โดยการสืบสวนยังนำไปสู่การค้นพบคลังเก็บสารตั้งต้นขนาดใหญ่ในประเทศไทย จนนำมาสู่ปฏิบัติการตรวจยึดครั้งนี้

ภาพจาก หน่วยข่าวกรองแห่งชาติ ประเทศเกาหลีใต้

นอกจากนี้ยังพบรายงาน หน่วยข่าวกรองแห่งชาติของเกาหลีได้ให้ความช่วยเหลือรัฐบาลไทยในการจับกุมผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ชาวไทย เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 69

ระบุ

หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ช่วยไทยจับกุมและส่งตัวเจ้าพ่อยาเสพติดรายใหญ่ชาวไทยกลับประเทศ

  • หลังได้รับคำร้องเร่งด่วนจากสำนักงานคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดของไทย (ONCB) หน่วยข่าวกรองแห่งชาติเกาหลีใต้ (NIS) ร่วมกับกระทรวงยุติธรรมและตำรวจเกาหลีใต้ จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ ก่อนเข้าจับกุมเมื่อวันที่ 6 เมษายน
  • ผู้ต้องหารายนี้ถูกกล่าวหาว่าลักลอบค้ายาเสพติดตลอด 25 ปีที่ผ่านมา รวมเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า/ไอซ์) 11.5 ตัน ยาบ้า 271 ล้านเม็ด และเคตามีน 5 ตัน

หน่วยข่าวกรองแห่งชาติเกาหลีใต้ (NIS) กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ได้ร่วมกันจับกุมนาย T ชาวไทย อายุ 43 ปี ซึ่งเป็นหัวหน้าเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ ภายในโรงแรมแห่งหนึ่งย่านกังนัม กรุงโซล ก่อนส่งตัวกลับประเทศไทยในเวลา 10.20 น. ของวันที่ 7 เมษายน

ตามข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดของไทย (ONCB) นาย T มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักลอบจำหน่ายยาเสพติดหลายชนิดทั้งในประเทศไทยและประเทศที่สาม ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปี โดยมีปริมาณรวม ได้แก่ เมทแอมเฟตามีน 11.5 ตัน ยาบ้า 271 ล้านเม็ด และเคตามีน 5 ตัน ซึ่งถือเป็นปริมาณการค้ายาเสพติดของเครือข่ายเดียวที่หาได้ยากในประวัติศาสตร์

ปฏิบัติการครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อผู้อำนวยการสำนักงาน ONCB ประจำกรุงเทพฯ แจ้งต่อศูนย์ข้อมูลอาชญากรรมระหว่างประเทศของ NIS ว่านาย T เดินทางเข้าประเทศเกาหลีใต้ พร้อมมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบเรียลไทม์ระหว่างสองฝ่าย

ที่ผ่านมา ONCB และตำรวจไทยได้ให้ความร่วมมือกับเกาหลีใต้ในการสกัดกั้นยาเสพติดจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่อง ทำให้เมื่อได้รับคำร้องจากฝ่ายไทยเมื่อวันที่ 28 มีนาคม เกาหลีใต้ได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจขึ้นทันที

จากการติดตามพบว่า นาย T เดินทางเข้าประเทศเกาหลีใต้อย่างถูกกฎหมายโดยใช้หนังสือเดินทางของประเทศที่สาม และพักอาศัยอยู่ในย่านกังนัม ขณะเดียวกัน ทางการเกาหลีใต้ได้ประสานฝ่ายไทยให้จัดส่งหมายแดงขององค์การตำรวจสากล (Interpol Red Notice) เพิ่มเติมจากหมายจับ ซึ่งได้รับภายในเวลาเพียง 5 วัน

ต่อมา ภายใต้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างไทยและเกาหลีใต้ เจ้าหน้าที่สามารถเข้าจับกุมนาย T ได้เมื่อเวลา 02.00 น. ของวันที่ 6 เมษายน ที่โรงแรมในย่านกังนัม เพียง 10 วันหลังจากได้รับคำร้องขอเร่งด่วนจากฝ่ายไทย

ปริมาณยาเสพติดที่เกี่ยวข้อง

  • เมทแอมเฟตามีน 11.5 ตัน
    มากกว่าปริมาณไอซ์ทั้งหมดที่เกาหลีใต้ตรวจยึดได้ในปี 2025 ซึ่งมี 376 กิโลกรัม ถึง 30 เท่า คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4.6 ล้านล้านวอน และเพียงพอต่อการเสพของคนกว่า 380 ล้านคน
  • ยาบ้า 271 ล้านเม็ด
    ยาบ้าเป็นยาเสพติดชนิดเม็ดที่ผสมเมทแอมเฟตามีนกับคาเฟอีน มีปริมาณมากกว่าของกลางที่ยึดได้ทั้งปี 2025 ถึง 732 เท่า คิดเป็นมูลค่าราว 13 ล้านล้านวอน และเพียงพอต่อการเสพของคน 270 ล้านคน
  • เคตามีน 5 ตัน
    มากกว่าปริมาณที่เกาหลีใต้ยึดได้ทั้งปี 2025 ราว 35 เท่า คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.2 ล้านล้านวอน และเพียงพอต่อการเสพของคน 100 ล้านคน

เจ้าหน้าที่ NIS ระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นตัวอย่างความสำเร็จของความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่เกิดจากความไว้วางใจและการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่าง NIS กับ ONCB รวมถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐบาลเกาหลีใต้

พร้อมยืนยันว่า NIS จะเดินหน้าขยายความร่วมมือกับหน่วยงานต่างประเทศต่อไป เพื่อสกัดกั้นการลักลอบนำยาเสพติดเข้าสู่เกาหลีใต้ และปราบปรามเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติที่มีฐานปฏิบัติการในต่างประเทศต่อไป

นอกจากนี้ อ้างอิงรายงานของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 69 ระบุ DSI ร่วมปฏิบัติการ “พิฆาตยาเสพติด” เครือข่าย นายหนูเฉิน จีนเทา พื้นที่ 4 จังหวัด 10 จุดปฏิบัติการ (กรุงเทพมหานคร นนทบุรี สมุทรปราการ และระยอง) ยึดสารตั้งต้นยาเสพติด 5 ชนิด 

ส่วนหนึ่งของรายละเอียด ดังนี้

ทางการไทยร่วมมือกับสำนักข่าวกรองแห่งชาติเกาหลีใต้ (NIS) ขยายผลจากการจับกุมและส่งตัวนักค้ายาเสพติดรายสำคัญคือ “นายหนูเฉิน” เมื่อเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา นำไปสู่การเปิดปฏิบัติการปูพรมตรวจค้น 3 บริษัท รวม 10 จุดปฏิบัติการ ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ระยอง และนนทบุรี เพื่อตัดตอนเครือข่ายทุนจีนเทาที่ลักลอบส่งสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ไปยังโรงงานผลิตยาเสพติดในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ รวมถึงกลุ่มที่นำสารเคมีไปผลิตสารเอโทมิเดตเพื่อผสมในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมาย

ผลการปฏิบัติการในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์อุตสาหกรรมได้จำนวน 5 ชนิด รวมน้ำหนักกว่า 50 ตัน ประกอบด้วย อาเซโตน 9,105 กิโลกรัม, กรดไฮโดรคลอริก 225 กิโลกรัม, กรดอะซิติก 10,170 กิโลกรัม, กรดซัลฟิวริก 4,500 กิโลกรัม และไดออกทิล ทาเลต 26,000 กิโลกรัม ซึ่งสารเคมีทั้งหมดนี้หากหลุดรอดไปถึงโรงงานผลิต จะสามารถนำไปสกัดเป็นยาบ้าได้สูงถึง 1,100 ล้านเม็ด (ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณการตรวจยึดยาบ้าได้ตลอดทั้งปี) หรือแปรสภาพเป็นไอซ์ได้หนาแน่นถึง 21 ตัน การทลายต้นตอครั้งนี้จึงถือเป็นการสกัดกั้นและตัดวงจรยาเสพติดข้ามชาติครั้งใหญ่ไม่ให้ทะลักเข้าสู่ประเทศไทย

DSI ร่วมปฏิบัติการ “พิฆาตยาเสพติด” เครือข่าย นายหนูเฉิน จีนเทา พื้นที่ 4 จังหวัด 10 จุดปฏิบัติการ (กรุงเทพมหานคร นนทบุรี สมุทรปราการ และระยอง) ยึดสารตั้งต้นยาเสพติด 5 ชนิด

Thai PBS รายงานจากกรณีปฏิบัติการปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ของประเทศ เมื่อวันที่  9 มิ.ย. 69 โดยเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์เกือบ 50 ตัน ซึ่งสามารถนำไปผลิตยาเสพติดได้เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ ยาเสพติดดังกล่าวเป็นเครือข่ายของ “หนูเฉิน” นักค้ายาเสพติดรายสำคัญ ที่หลบหนีออกนอกประเทศนานกว่า 14 ปี ก่อนถูกส่งตัวกลับมาดำเนินคดีในไทยเมื่อเดือน เม.ย. 69 ที่ผ่านมา 

“หนูเฉิน” หรือชื่อจริงคือ นายฐปนันทน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 43 ปี เชื้อชาติเมียนมา สัญชาติไทย และเปลี่ยนชื่อมาแล้วหลายครั้ง “หนูเฉิน” เป็นบุคคลที่มีชื่ออยู่ในบัญชี ผู้เป็นที่ต้องการตัวมากที่สุด ของกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) และเคยมีชื่อในบัญชีประกาศสืบจับ ที่มีเงินรางวัลสูงถึง 1 ล้านบาท ต่อมาสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) สืบสวนติดตามความเคลื่อนไหว จนสืบทราบว่า “หนูเฉิน” เดินทางไปยังสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) จึงประสานความร่วมมือไปยัง สำนักงาน ป.ป.ส.เพื่อประสานความร่วมมือต่อไปยังสาธารณรัฐเกาหลี จนสามารถติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหารายสำคัญรายนี้ กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยได้ โดยเป็นหมายจับของกองบังคับการตำรวจปราบปราม ยาเสพติด 3 ในข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และความผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งผู้ต้องหารายนี้ มีหมายจับมากกว่า 60 หมายจับ

เรื่องจริงเป็นอย่างไร

Thai PBS Verify ตรวจสอบแล้วพบว่า ข้อความที่อ้างว่าสื่อเกาหลีใต้ระบุว่า “ประเทศไทยคือฐานการผลิตยาเสพติดรายใหญ่” เป็นการตีความและขยายความเกินกว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานข่าว โดยสื่อเกาหลีใต้รายงานอ้างอิงข้อมูลจากสำนักข่าวกรองแห่งชาติเกาหลีใต้ (NIS) เกี่ยวกับปฏิบัติการร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ของไทย ในการเข้าตรวจค้นโกดังเก็บสารตั้งต้นและสารเคมีสำหรับผลิตยาเสพติด 10 แห่งในประเทศไทย และตรวจยึดสารเคมีได้เกือบ 50 ตัน ซึ่งถูกลักลอบเก็บพักไว้เพื่อส่งต่อไปยังแหล่งผลิตยาเสพติดในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ ไม่ได้ระบุว่าประเทศไทยเป็นฐานผลิตยาเสพติดแต่อย่างใด 

ขณะเดียวกัน การจับกุม “หนูเฉิน” หรือ นายฐปนันทน์ ผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญในเกาหลีใต้ ก็เกิดขึ้นจากการประสานข้อมูลและร้องขอความร่วมมือจากทางการไทย หลังสืบทราบว่าผู้ต้องหาเดินทางไปยังเกาหลีใต้ ก่อนที่สำนักหน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ จะร่วมกับตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของเกาหลีใต้เข้าจับกุมและส่งตัวกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย 

ข้อมูล: 국정원, 사상 최초 해외 마약 생산기지 원점 타격  

Verification Documentกระบวนการตรวจสอบ

1.ตรวจสอบจากคำสำคัญ: เมื่อตรวจสอบด้วยคำสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาดังกล่าว พบข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (Anti-Fake News Center) ระบุว่า จากการตรวจสอบพบว่า ข้อมูลดังกล่าวถูกบิดเบือนและคลาดเคลื่อนจากความจริง โดยข้อเท็จจริงคือ สำนักข่าวต่างประเทศ (เกาหลีใต้) ได้รายงานผลความสำเร็จในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยข่าวกรองแห่งชาติเกาหลีใต้ (NIS) และสำนักงาน ป.ป.ส. ของไทย ในการเข้ายึด “สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ทางอุตสาหกรรม” น้ำหนัก 50 ตัน จากโกดังในจังหวัดสมุทรปราการและพื้นที่อื่น ซึ่งเป็นการลักลอบพักสารเคมีเพื่อเตรียมส่งออกไปยังแหล่งผลิตในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำนอกราชอาณาจักร 

ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) ระบุผ่านเพจเฟซบุ๊กของ สำนักงาน ป.ป.ส. – ONCB ว่า ประเทศไทยไม่ใช่ฐานการผลิตยาเสพติดตามที่มีการกล่าวอ้าง แต่ประเทศไทยเป็นเพียงทางผ่าน ในส่วนของกลางที่ยึดได้ 50 ตัน คือ สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ทางอุตสาหกรรมที่ถูกนำมาซุกซ่อนไว้ตามโกดัง 10 แห่ง ไม่ใช่โรงงานผลิตยาเสพติด 

ซึ่งการจับกุมครั้งนี้คือการสกัดกั้นไม่ให้สารเคมีลอตนี้ข้ามแดนไปถึงแหล่งผลิตได้สำเร็จ

รวมถึงการตรวจสอบรายงานข่าวจากสื่อเกาหลีใต้หลายสำนัก พบว่าสื่อเกาหลีใต้เผยแพร่รายงานของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (NIS) เกี่ยวกับปฏิบัติการบุกตรวจค้นโกดังเก็บวัตถุดิบยาเสพติดในประเทศไทย ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ของไทย และสามารถตรวจยึดสารเคมีรวมปริมาณ 49.98 ตัน ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยาเสพติดได้ 

2.ตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: เมื่อทำการตรวจสอบรายงานของสำนักข่าวกรองแห่งชาติของเกาหลีใต้ (NIS) พบระบุผ่านเว็บไซต์ทางการว่า หน่วยข่าวกรองแห่งชาติ (NIS) บุกฐานการผลิตยาเสพติดในต่างประเทศเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบเนื้อหาภายในรายงาน ไม่พบการระบุว่าประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยาเสพติด โดยรายงานระบุเพียงว่าเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นคลังเก็บสารตั้งต้นและสารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดภายในประเทศไทย ซึ่งถูกเตรียมส่งต่อไปยังแหล่งผลิตในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำเท่านั้น 

ผลกระทบของข้อมูลเท็จนี้

  1. สร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานการณ์ยาเสพติดของประเทศไทย
    ผู้รับสารอาจเข้าใจว่าไทยเป็น “ฐานการผลิตยาเสพติดรายใหญ่” ทั้งที่ข้อเท็จจริงในคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตรวจยึดสารตั้งต้นที่ถูกพักไว้เพื่อส่งต่อไปยังแหล่งผลิตนอกประเทศ ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและบริบทของปัญหายาเสพติดในภูมิภาค
  2. กระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศ
    การเผยแพร่ข้อมูลว่าไทยเป็นแหล่งผลิตยาเสพติดรายใหญ่ อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาสาธารณชน ทั้งในและต่างประเทศ แม้ข้อมูลต้นทางจะไม่ได้ระบุเช่นนั้นก็ตาม
  3. สร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับบทบาทของหน่วยงานรัฐ
    ผู้รับสารอาจเข้าใจว่าเกาหลีใต้เป็นฝ่ายดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว หรือเป็นผู้เปิดโปงปัญหาในไทย ทั้งที่การจับกุม “หนูเฉิน” เกิดจากการประสานข้อมูลและร้องขอความร่วมมือจากทางการไทย

Guidelinesข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?

  1. ตรวจสอบจากแหล่งข่าวต้นทางก่อนเชื่อหรือแชร์
    หากมีการอ้างถึงสื่อต่างประเทศหรือหน่วยงานต่างประเทศ ควรค้นหารายงานต้นฉบับเพื่อดูว่ามีการระบุข้อความตามที่ถูกนำมาเผยแพร่จริงหรือไม่
  2. ระวังพาดหัวที่ใช้ถ้อยคำรุนแรงหรือชวนตื่นตระหนก
    คำว่า “ประจาน”, “ฐานผลิตรายใหญ่”, “ปล่อยเสพได้เกือบครึ่งโลก” หรือ “กลียุค” อาจเป็นการขยายความเกินข้อเท็จจริง จึงควรอ่านเนื้อหาทั้งหมดก่อนสรุป
  3. แยกแยะระหว่างข้อเท็จจริงกับการตีความ
    ควรพิจารณาว่าข้อมูลใดเป็นข้อเท็จจริงจากเอกสารหรือรายงานต้นฉบับ และข้อมูลใดเป็นการตีความหรือความคิดเห็นของผู้เผยแพร่
  4. เปรียบเทียบข้อมูลจากหลายแหล่ง
    ควรตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ป.ป.ส. หรือรายงานข่าวจากหลายสำนัก เพื่อให้เห็นภาพรวมที่รอบด้าน
  5. งดแชร์หากยังไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้
    การส่งต่อข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ อาจทำให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนแพร่กระจายเป็นวงกว้างและสร้างความเข้าใจผิดต่อสังคมได้
Verify

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Verify

ผู้เขียน

Verify

บทความที่เกี่ยวข้อง

Verify

บทความที่ได้รับความนิยม

Cyber Safe Life : รู้ทันกลลวงให้โลกออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน