คลิป Imran Khan ร้องไห้ตาแดง แท้จริงสร้างจาก AI

Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาของภาพปลอมจาก: X
ภาพบัญชี X แชร์คลิปวิดีโอ นายกรัฐมนตรีปากีสถานน้ำตาไหล พร้อมระบุว่า Imran Khan เคยเผชิญหน้ากับ Donald Trump และถูกหักหลังจนถูกจำคุก
Thai PBS Verify พบบัญชี X แชร์คลิปวิดีโอ นายกรัฐมนตรีปากีสถานน้ำตาไหล พร้อมระบุว่า
“#BREAKING This is the former president of Pakistan, Imran Khan, this great man is the most honorable and brave of all those known so far.
He threatened Trump right in the middle of the White House and literally told him that we created the nuclear bomb to defend ourselves with it, not to use it as decoration, this strong Muslim confronted American Zionism, but unfortunately the army of his country overthrew and betrayed him through a deal with American Zionism with the help of the CIA and the Mossad,
and now he is in prison, has lost his sight and suffers from illnesses, unfortunately an honorable leader betrayed by the Pakistanis themselves.
#Israel_Is_Enemy_Of_The_Humanity “
แปลข้อความโดยใช้ Google Translate ระบุว่า
“ด่วน นี่คือ Imran Khan อดีตผู้นำปากีสถาน เขาถูกยกย่องว่าเป็นคนกล้าหาญและมีเกียรติมากคนหนึ่ง
มีการอ้างว่าเขาเคยพูดกับโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาวว่า ปากีสถานมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้เพื่อป้องกันตัว ไม่ใช่มีไว้โชว์ และเขากล้าเผชิญหน้ากับอเมริกาและกลุ่มไซออนิสต์
แต่ต่อมามีการกล่าวว่า กองทัพในประเทศของเขาได้โค่นอำนาจและหักหลังเขา โดยมีข้อตกลงกับฝ่ายอเมริกา พร้อมความช่วยเหลือจากหน่วยงานข่าวกรองอย่าง CIA และ Mossad
ตอนนี้เขาถูกจำคุก มีปัญหาด้านสุขภาพ และมีการอ้างว่าสูญเสียการมองเห็น ถือเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ผู้นำคนหนึ่งถูกหักหลังจากคนในประเทศตัวเอง
#อิสราเอลคือศัตรูของมนุษยชาติ”
โดยโพสต์ดังกล่าวมียอดผู้เข้าชม 2,082,000 ครั้ง และมีการแสดงความรู้สึก 4,300 ครั้ง รวมทั้งมีการรีโพสต์กว่า 2,300 ครั้ง ซึ่งถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 69
เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?
จากกรณีคลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย อ้างว่า Imran Khan (Imran Khan) อดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถาน กำลังร้องไห้ระหว่างถูกควบคุมตัวนั้น การตรวจสอบพบว่า ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง และมีแนวโน้มสูงว่าเป็นสื่อที่ถูกสร้างหรือดัดแปลงด้วยเทคโนโลยี AI
ขณะเดียวกัน เมื่อย้อนตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับ Imran Khan พบว่าเขาเป็นบุคคลสาธารณะที่มีบทบาทสำคัญทั้งในวงการกีฬาและการเมือง เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีปากีสถานช่วงปี 2018–2022 และเคยพบกับ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) จริง เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2019 ทำเนียบขาว โดยการหารือในครั้งนั้นเน้นเรื่องความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และบทบาทของปากีสถาน ในกระบวนการสันติภาพอัฟกานิสถาน ไม่ได้มีเหตุการณ์เกี่ยวกับการร้องไห้หรือเหตุการณ์ลักษณะเดียวกับที่ถูกกล่าวอ้างในคลิป
สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน Imran Khan ยังคงถูกควบคุมตัวในเรือนจำอดิอาลา ประเทศปากีสถาน จากหลายคดีทางกฎหมาย แม้จะมีข่าวลือเกี่ยวกับสุขภาพและความเป็นอยู่ของเขาออกมาเป็นระยะ แต่ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถยืนยันได้ และมักถูกขยายความผ่านสื่อออนไลน์ที่ขาดแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ
ตรวจสอบความโปร่งใสของเพจ ?
Thai PBS Verify ตรวจสอบความโปร่งใสของบัญชี X ถูกสร้างเมื่อ มี.ค. 68 ในพื้นที่อเมริกาเหนือ

นายกรัฐมนตรีปากีสถานร้องไห้จริงหรือไม่ ?
Thai PBS Verify นำคลิปวิดีโอดังกล่าวไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบคลิป AI เช่น Hive moderation และ ai video detector พบว่าโอกาสสูงที่ถูกสร้างด้วย AI
ผลการตรวจสอบ ai video detector
ผลการตรวจสอบ Hive moderation
อิมราน ข่าน เป็นใคร ?
Imran Khan หรือ อิมราน ข่าน เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีของปากีสถาน และเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงอย่างมากทั้งในวงการกีฬาและการเมือง เขาเกิดในปี 1952 และเริ่มเป็นที่รู้จักจากการเป็นนักคริกเก็ตระดับโลก โดยเคยเป็นกัปตันทีมชาติปากีสถานและพาทีมคว้าแชมป์ Cricket World Cup ในปี 1992 หลังจากเลิกเล่นกีฬา เขาหันเข้าสู่เส้นทางการเมืองและก่อตั้งพรรค Pakistan Tehreek-e-Insaf (PTI) โดยมีจุดเด่นด้านการต่อต้านคอร์รัปชันและผลักดันความเป็นอิสระของประเทศ เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีระหว่างปี 2018 ถึง 2022 ก่อนจะถูกลงมติไม่ไว้วางใจให้พ้นจากตำแหน่ง ต่อมาเขาเผชิญกับคดีความหลายคดีและถูกควบคุมตัว ซึ่งทำให้เขากลายเป็นบุคคลสำคัญที่มีทั้งผู้สนับสนุนจำนวนมากและเป็นประเด็นถกเถียงในสังคมปากีสถานจนถึงปัจจุบัน
อิมราน ข่าน เคยพบทรัมป์จริงหรือไม่ ?
Thai PBS Verify ค้นหาคำสำคัญ ด้วยคำว่า “Trump and Prime Minister Khan of the Islamic” พบว่าในเว็บไซต์ ทำเนียบขาว มีการรายงานว่า Remarks by President Trump and Prime Minister Khan of the Islamic Republic of Pakistan Before Bilateral Meeting เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2019
โดยมีรายละเอียดดังนี้ ทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ และปากีสถานยังมีศักยภาพที่จะพัฒนาความร่วมมือได้อีกมาก โดยเฉพาะด้าน การค้า เศรษฐกิจ การต่อต้านการก่อการร้าย และความมั่นคง เขาระบุว่าต้องการเพิ่มความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับปากีสถาน เพราะมองว่าการค้าระหว่างสองประเทศยังต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น
ประเด็นสำคัญที่หารือคือ สงครามในอัฟกานิสถาน ทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ ต้องการยุติความขัดแย้งและถอนตัวจากบทบาททางทหาร โดยมองว่าปากีสถานสามารถช่วยผลักดันกระบวนการสันติภาพได้ เขากล่าวว่าสหรัฐฯ ไม่ต้องการทำสงครามต่อไปและต้องการหาทางออกทางการเมืองมากกว่า
ด้าน Imran Khan กล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และปากีสถานมีประวัติความร่วมมือมายาวนาน โดยเฉพาะในช่วงสงครามโซเวียตในอัฟกานิสถาน และสงครามต่อต้านการก่อการร้ายหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 พร้อมแสดงความหวังว่าการพบกับทรัมป์จะช่วยสร้างความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ ที่ตั้งอยู่บนความไว้วางใจระหว่างสองประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึง ข้อพิพาทแคชเมียร์ (Kashmir) ระหว่างอินเดียและปากีสถาน โดย Imran Khan ระบุว่า สหรัฐฯ ในฐานะมหาอำนาจโลกสามารถมีบทบาทช่วยผลักดันสันติภาพในภูมิภาคเอเชียใต้ได้ ขณะที่ทรัมป์กล่าวว่าพร้อมสนับสนุนการพูดคุยและการลดความตึงเครียดระหว่างประเทศต่าง ๆ
ปัจจุบัน อิมราน ข่าน ป็นอย่างไร ?
ปัจจุบัน Imran Khan ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำอดิอาลา เมืองราวัลพินดี ประเทศปากีสถาน นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 ภายหลังถูกดำเนินคดีและตัดสินลงโทษในหลายข้อหา เช่น คดีคอร์รัปชัน การจัดการของขวัญจากรัฐ (Toshakhana) และคดีที่เกี่ยวข้องกับความลับทางการเมือง แม้บางคดีจะได้รับการประกันตัวหรือยกฟ้องแล้ว แต่ยังมีคดีอื่นที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ทำให้เขายังคงถูกควบคุมตัวต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ทางการมีการจำกัดการเข้าเยี่ยมจากครอบครัว ทนายความ และแกนนำพรรคในบางช่วง ส่งผลให้ผู้สนับสนุนออกมาเรียกร้องเรื่องสิทธิในการเยี่ยมและการดูแลสุขภาพของเขาอย่างต่อเนื่อง
ในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะช่วงที่ประเด็นการเมืองกลับมาเป็นที่สนใจ มักมีข่าวลือเกี่ยวกับสุขภาพหรือการถูกทำร้ายในเรือนจำของเขาแพร่สะพัดควบคู่กันไป เนื้อหาเหล่านี้จำนวนไม่น้อยใช้สื่อที่ถูกดัดแปลง เช่น คลิปที่ใส่ฟิลเตอร์ให้ดวงตาดูบวมแดงหรือมีคราบน้ำตา เพื่อเพิ่มอารมณ์ร่วมและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเรื่องเล่า เมื่อผู้ใช้งานมีปฏิกิริยา เช่น กดไลก์ แชร์ หรือคอมเมนต์ อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มก็จะยิ่งผลักดันให้เนื้อหาเหล่านี้ถูกมองเห็นมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการนำสื่อเดิมกลับมาเผยแพร่ซ้ำเพื่อสร้างกระแสกดดันทางการเมืองและดึงความสนใจจากนานาชาติ โดยเชื่อมโยงไปยังประเด็นสิทธิมนุษยชนและข้อเรียกร้องให้ปล่อยตัวเขาอีกด้วย

นอกจากนี้ เมื่อช่วงเดือนพ.ย. 67 เกิดเหตุปะทะรุนแรงในกรุงอิสลามาบัด เมื่อกลุ่มผู้สนับสนุน อิมราน ข่าน อดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถาน หลายพันคนฝ่าฝืนคำสั่งปิดเมืองและเดินขบวนเรียกร้องให้ปล่อยตัวเขา ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางควบคุมสถานการณ์ จนเกิดการปะทะกันระหว่างทั้งสองฝ่าย มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 คน แบ่งเป็นพลเรือน 1 คน และเจ้าหน้าที่ 5 นาย ขณะที่รัฐบาลปากีสถานประณามการกระทำของผู้ชุมนุมว่าเป็นกลุ่มหัวรุนแรง และกล่าวหาว่ามีการใช้กระสุนจริงตอบโต้เจ้าหน้าที่ ปัจจุบันผู้ประท้วงได้เคลื่อนเข้าสู่ใจกลางเมือง ใกล้สถานที่ราชการสำคัญ ทำให้ทางการต้องเสริมกำลังรักษาความปลอดภัย ทั้งนี้ อิมราน ข่าน ถูกจำคุกตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 ในคดีทุจริต แต่ผู้สนับสนุนมองว่าคดีดังกล่าวมีแรงจูงใจทางการเมือง เพื่อสกัดไม่ให้เขากลับมามีอำนาจอีกครั้งหลังถูกถอดถอนในปี 2565
กระบวนการตรวจสอบ
- ตรวจสอบความโปร่งใสของบัญชี: Thai PBS Verify ตรวจสอบความโปร่งใสของบัญชี X ถูกสร้างเมื่อมี.ค.2568 ในพื้นที่อมริกาเหนือ
- ตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบ AI: Thai PBS Verify นำคลิปวิดีโอดังกล่าวไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบคลิป AI เช่น Hive moderation และ ai video detector พบว่าโอกาสสูงที่ถูกสร้างด้วย AI
- ตรวจสอบด้วยคำสำคัญ: ค้นหาคำสำคัญ ด้วยคำว่า “Trump and Prime Minister Khan of the Islamic” พบว่าในเว็บไซต์ทำเนียบขาว มีการรายงานว่า Remarks by President Trump and Prime Minister Khan of the Islamic Republic of Pakistan Before Bilateral Meeting เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2019 หารือความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และบทบาทปากีสถานในกระบวนการสันติภาพอัฟกานิสถาน
ผลกระทบข้อมูลเท็จ
1. ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด: ผู้ที่เห็นคลิปอาจเชื่อว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง ทำให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผิดไป และสร้างภาพลักษณ์เชิงลบต่อผู้นำโดยไม่มีมูลความจริง
2. กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: ข่าวปลอมที่เกี่ยวกับผู้นำประเทศอาจสร้างความตึงเครียดทางการทูต เช่น ทำให้ประชาชนของแต่ละประเทศเกิดความไม่พอใจ หรือกดดันรัฐบาลโดยไม่จำเป็น
3. ทำลายความน่าเชื่อถือของสื่อ: เมื่อมีข้อมูลเท็จแพร่กระจาย ผู้คนจะเริ่มไม่ไว้วางใจทั้งสื่อและข้อมูลข่าวสารทั่วไป แยกไม่ออกว่าอะไรจริงหรือปลอม
4. เพิ่มความเสี่ยงจากเทคโนโลยี AI (Deepfake): กรณีนี้สะท้อนว่า AI สามารถสร้างคลิปปลอมที่แนบเนียนได้ ซึ่งอาจถูกใช้ในทางที่ผิด เช่น การบิดเบือนการเมือง หรือโจมตีบุคคล
5. กระตุ้นความขัดแย้งในสังคม: ข้อมูลที่มีเนื้อหารุนแรง เช่น การ “ข่มขู่” อาจกระตุ้นอารมณ์โกรธ เกลียด หรือแตกแยกในสังคม โดยเฉพาะในประเด็นการเมือง
ข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?
1. ตรวจสอบแหล่งที่มา: ดูว่าข้อมูลมาจากสื่อที่น่าเชื่อถือหรือไม่ เช่น สำนักข่าวหลัก หรือแถลงการณ์ทางการ หากเป็นคลิปจากโซเชียลโดยไม่มีที่มา ควรระวังเป็นพิเศษ
2. อย่าเชื่อทันที โดยเฉพาะเนื้อหารุนแรง: ข่าวปลอมมักใช้ “อารมณ์” ดึงดูด เช่น ความโกรธ หรือความตกใจ หากเนื้อหาดูเกินจริง ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน
3. เปรียบเทียบกับหลายแหล่งข้อมูล: ลองค้นหาข่าวเดียวกันจากหลายแหล่ง หากเป็นเรื่องจริง สื่อหลักมักรายงานตรงกัน
4. ระวังสื่อปลอมจาก AI (Deepfake): สังเกตความผิดปกติ เช่น สีหน้า แสง เสียง หรือการเคลื่อนไหวที่ไม่เป็นธรรมชาติ เพราะ AI สามารถสร้างคลิปปลอมได้แนบเนียนมากขึ้น









